Practical Report กรณีศึกษา จ๊ะ คันหู – แพรวา : อะไรคือปัจจัยให้แฟนเพจต่างๆฮิต?

 Phenomenon : ปรากฏการณ์ (ไม่) ธรรมชาติ โดย chatechenko

กลายเป็นที่ฮือฮา ยอดคลิ๊ก like เกิน 10,000 คน ใน ไม่ถึงหนึ่งวันของเพจ “มั่นใจคนไทยเกินแสน เป็นกำลังใจให้ จ๊ะ คันหู (วง Turbo)” ที่ก่อตั้งขึ้น จากกรณีที่เทปสัมภาษณ์ในรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” ของ จ๊ะ เทอร์โบ ที่โด่งดังจาก youtube เพลง “คันหู” ของเธอมียอดวิว เกือบถึง 10 ล้านคน (มากกว่า MV Too Much So Much Very Much ของ เบิร์ด ธงไชย ที่เปิดตัวออกมาก่อนและมียอดวิวเพียง 8.5 ล้านคน)กลายเป็นที่ถกเถียงในโลกออนไลน์

โดยเฉพาะเรื่องความเหมาะสมของการทำหน้าที่พิธีกรของวู้ดดี้ ที่แสดงออกมาในท่าทีดูเหยียดและหลายคนใช้คำว่า “ฆ่าแขกรับเชิญออกทางหน้าจอโทรทัศน์ ถึงกับมีการตั้งแฟนเพจ “มั่นใจ คนไทย ยิ่งกว่า 10 ล้าน ไม่พอใจ รายการ วู้ดกระ ดี่ สัมภาษณ์ จ๊ะ” ซึ่งก็มีคนคลิ๊ก Like ถึงครึ่งหมื่นเลยทีเดียวทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอะไรคือความสำเร็จของการจัดตั้งแฟนเพจในประเทศไทย  (บทความนี้ของไม่รวบรวมแฟนเพจการเมือง และแฟนเพจส่วนบุคคลที่เป็นทางการ)

 

“Emotion in Decision Making” ทฤษฎีว่าด้วยการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ?

กรณีที่น่าศึกษาก่อนหน้านี้จนกลายเป็นกรณีศึกษาระดับโลกที่เกิดจากแฟนเพจในประเทศไทย ก็คือ กรณีเหตุการณ์สาวฮอนด้าซีวิค น.ส.แพรวา กุญชร ณ อยุธยา ชนกับรถตู้โดยสารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บนทางด่วนโทลล์เวย์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จนมีการตั้งเพจ “มั่นใจว่าคนไทยเกินล้านคนไม่พอใจ แพรวา(อรชร) เทพหัสดิน ณ อยุธยา” ซึ่งสำนักข่าวเอพี เคยรายงานว่าภายใน 3วันมีคน like เพจถึง 3 แสน ก่อนจะเป็น 5 แสนในสัปดาห์แรก (เพจปัจจุบัน เป็นเพจที่สองหลังจากมีผู้แจ้งให้ปิดเพจเก่า แต่ก็ยังมีผู้ like ถึง 3 แสนคน)

ช่วงเวลานั้นแทบเป็นการอัพเดตแบบ real time ทั้งเรื่องประเด็นอายุของแพรวาอายุเท่าไหร่กันแน่? ตกลงเธอชื่อจริงชื่ออะไร? ที่เธอกำลังกดแบล็กเบอร์รี่กำลังแชทกับใคร ฯลฯ กลายเป็นประเด็นที่ถูกแพร่หลายไปในวงกว้าง โดยมีการส่งต่อไปเรื่อยๆ

 

หน้าเพจ "มั่นใจคนไทยเกินแสนคนเป็นกำลังใจให้ จ๊ะ คันหู (วง Turbo)

หน้าเพจ "มั่นใจคนไทยเกินแสนคนเป็นกำลังใจให้ จ๊ะ คันหู (วง Turbo)

 

กรณีแบบนี้ยังเกิดขึ้นอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับกรณีของ หมอมุก พต.พญ. หทัยพร อิ่มวิทยา ที่ถูกรถคันหนึ่งชนบริเวณสามเสนก่อนที่จะมีการตั้งข้อสงสัยกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ก็มีการทำแฟนเพจขึ้นมาจำนวนมาก ทั้งให้กำลังใจหมอมุกและประนามการกระทำของผู้ขับขี่รถ

เราอาจกล่าวตามทฤษฎีข้างต้นได้ว่า “การใช้อารมณ์นั้นเป็นการบิดเบือนความรู้สึกในการตัดสินใจ”  นั่นที่นี้ไม่ได้แปลว่าคนที่ไปกด like นั้นมีความรู้สึกถูกหลอกให้ไปกด แต่กำลังจะอธิบายเมื่อข้อมูลแรกที่ได้รับที่เป็นข้อมูลเชิงอารมณ์ และส่วนใหญ่มักไม่ได้รับจากแหล่งข่าวตรงๆ เช่น กรณีจ๊ะ เทอร์โบ หลายๆคนที่ไม่ได้ดูคลิปสัมภาษณ์ก่อน ก็อาจจะกดlikeเมื่อมีคนพูดถึงวู้ดดี้ในเชิงลบ มีโอกาสในการตัดสินใจ “เข้าร่วม”กับกลุ่มแนวโน้มดังกล่าว

Social network ,สื่อกระแสหลัก และ ผู้ชมในบทบาท user แก้วสามประการสู่ความสำเร็จ

สื่อกระแสหลักหลายๆสื่อเริ่มจะนำความเห็นใน Social Network กลายเป็นหัวข้อข่าวแล้ว หลายๆสื่อใช้เป็นตัวแทนของเสียงประชาชนในฐานะ “แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้” ยกตัวอย่าง มติชนสุดสัปดาห์ ที่ใช้status ใน Facebook เป็นคอลัมน์ๆหนึ่ง หรือ aday magazine และกรุงเทพธุรกิจ ก็อุทิศพื้นที่ให้กับ twitter

 

นักเล่าข่าว กระบอกเสียงที่สำคัญในการเติมอารมณ์ให้กับผู้รับสาร

นักเล่าข่าว กระบอกเสียงที่สำคัญในการเติมอารมณ์ให้กับผู้รับสาร

 

และถ้าหากยิ่งถูกแพร่หลายโดยนักข่าวประเภท “Emotional Journalist” โดยเฉพาะกลุ่ม “นักเล่าข่าว 10 บาท” (สื่อมวลชนที่หากินโดยการเอาหนังสือพิมพ์ราคา 10 บาท มาย่อยข่าวให้คนฟัง) จะเกิดอาการบิวท์ ให้ซึ้งเกินความจำเป็น โกรธเกินความจำเป็น หรือ เศร้าเกินความจำเป็น เมื่อคนเกิดความคล้อยตามเมื่อสื่อสารออกไป 10หน่วย อาจมีผลต่อการรับรู้และเข้าใจ 100 หน่วย ทำให้ข่าวนั้นมีความรู้สึก “ดราม่า” ที่เข้มข้น (ตามอ่าน ดราม่าเรื่อง จ๊ะ คันหู และวู้ดดี้ได้ ที่นี่)

ผู้รับสารที่เป็นผู้ใช้ social network จึงมีแนวโน้มที่จะเข้าไปร่วมกับกลุ่มต่างๆและทำให้ข้อมูลในแฟนเพจนั้นๆถูกสื่อกระแสหลักหยิบยกมาพูดต่อ โดย อาจจะทำความเข้าใจง่ายด้วย สมการแบบนี้

 

User ===>Social Network ===>สื่อกระแสหลัก ===>User ===>Social Network ===> สื่อกระแสหลัก ===>….

 

นี่คือสิ่งที่ Social Network เข้ามาเปลี่ยนพฤฒิกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต จากดั้งเดิมเราใช้เพื่อ “ค้นหา” (search) แต่ปัจจุบันเราใช้เพื่อการ “แบ่งปัน” (share) สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้คลิ๊ก like ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีความแอคทีฟ เข้ามาเพื่ออ่าน หรือ แอคทีฟในช่วงเวลาแรก และรอสังคมสร้าง “ตัวละครตัวใหม่” เข้ามาแทนที่ ตัวเก่า

น่าสนใจและตั้งคำถามกลับไปว่าเมื่อเกิดการรวมกลุ่มของคนขนาดนี้ เราจะแปรเปลี่ยน “กำลัง” เป็น “พลัง” ได้อย่างไร? เราอาจจะเอากรณีแพรวา มาเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องความปลอดภัยทางท้องถนน หรือเอากรณีจ๊ะ เทอร์โบ เป็นจุดเริ่มต้นถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมไทยที่มีความหยุดนิ่ง (อ่านต่อได้ที่บทความ นี้) และการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่เหมาะสม  หรือว่าบางทีเราแค่ต้องการเพียงเสพดราม่าอุ่นๆ และรอตัวละครตัวใหม่ที่คนเล่าข่าวมาเล่าให้ฟัง (และรับทรัพย์) เพื่อให้เรามาไปกด like กันอีกเรื่อยๆ?

 

 

 

  • Nattaporn Chatmarairut

    สำหรับผมคนเขียนบทความนี้ ท่องโลก internet ได้ครบเครื่องข้อมูลด้านนี้เยอะทีเดียว :)

  • http://www.facebook.com/caloriesboyd บอยด์ คนเดิม

    คุณเชื่อในสิ่งที่ รายการหรือสื่อนำเสนอหรือไม่ นับตั้งแต่เริ่มออกอากาศ?
    ทุกอย่างมันก็แค่สมรู้ร่วมคิด

  • http://twitter.com/chavasgap Chavas gap

    เชื่อหรือไม่ เพจ มั่นของ น้องจ๊ะกับกับเพจแรรวา คนสร้างคือคนเดียวกัน 

  • http://www.facebook.com/am.arm69 Sirisak Arm

    มันเป็นแค่เอาเค้ามาสร้างกระแสของวงการให้ตัวเองกลับมาดูดีอีกครั้งนึง : (

  • http://www.facebook.com/am.arm69 Sirisak Arm

    แค่เอาสองกระแสมารวมกันแล้วทำให้กระแสมันกลับ แต่อย่างน้อยก็ดังทั้งสองกระแส แค่ดังในทางที่คนดูเป็นบวก และ เป็นลบ แค่นั้นเอง พูดเอง งง เอง ฮ่าๆๆๆ