หลังจาก SIU ได้นำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้นำระดับสูงของไทย เพื่อยุทธศาสตร์การต่างประเทศของไทยตอนที่ 1 และ 2 ไปแล้ว ครั้งนี้ขอนำเสนอตอนสุดท้ายของการสัมมนา คือตอนที่ 3/3 คือด้านการต่างประเทศ ท่านทูตพิศาล มาณวพัฒน์ งานสัมมนาครั้งนี้จัดโดย ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ แห่งสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันการต่างประเทศสราญรมย์
เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี พิศาล มาณวพัฒน์: ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ
ปรากฏการณ์ที่เราเห็นอยู่แล้วและแนวโน้มที่มีมากขึ้นด้านการต่างประเทศ ผมขอนำเสนอปรากฎการณ์สำคัญ 4 ประการ รวมทั้งภาระของฝ่ายการเมือง 3 ด้าน และหน้าที่ของฝ่ายประจำ (ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ) 4 ประการ ดังนี้
ปรากฏการณ์แรกคือโลกาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์ คือเรื่องความเป็นเสรีในการเคลื่อนย้ายคน เงินทุน แรงงาน และบุคคล ฉะนั้นสิ่งที่ผู้ที่อยู่ในเวทีการต่างประเทศหรือผู้กำหนดนโยบายต้องเข้าใจ คือต้องเข้าใจนัยยะหนี้สาธารณะในสหรัฐ กับนัยของประเทศที่ใช้เงินตราสกุล EU มันเกิดและเกี่ยวข้องกับประเทศไทยอย่างไร และเราต้องรับมืออย่างไร เรื่องแรงงานที่มีการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีมากขึ้น ผมเคยย้ำหลายครั้งว่าอธิบดีกระทรวงพาณิชย์ฯ ไม่ต้องทำตัวเลขทางการค้าสินค้าเข้า-ออก กับรายประเทศ EU ได้แล้วครับ เพราะมันไม่มีประโยชน์
สินค้าไทยเข้าไปที่ประตูไหน ท่าเรือไหน สนามบินไหนใน EU ประเทศนั้น เขาไม่ได้บริโภคสินค้านั้น เป็นช่องทางที่ภาคเอกชนที่นำเข้านั้น เขาได้เลือกสรรแล้วว่า อะไรคือช่องทางที่ถูกที่สุด เพราะฉะนั้น จึงไม่มีความน่าสงสัยเลยว่า ทำไม เนเธอร์แลนด์ จึงได้เกินดุลการค้าไทย ทั้งที่มีคน 17 ล้านคน เพราะสินค้าที่เข้าในอัมสเตอร์ดัมในเช้าวันพรุ่งนี้ ภายใน 3 ชั่วโมงมันอาจจะไปอยู่ที่ warehouse เยอรมัน อังกฤษ ไก่ของ CP ที่ส่งไปอังกฤษ อาจจะไปลงที่แอนต์เวิร์ป (Antwerpen) ของเบลเยียม เพราะว่า CP ที่อยู่ในเบลเยียม เขาได้พิจารณาแล้วว่าเป็นช่องทางที่ถูกที่สุด
เพราะฉะนั้นผมจึงบอกคนที่มาดูงานว่า สนามบินกับโลจิสติกส์ มีความก้าวหน้าทางวิทยาการอย่างไร เพราะว่า ตราบใดที่ผู้ผลิตของไทยผลิตเส้นหมี่และรับคำสั่งของบริษัท stakeholder ที่ท่านรองนายกพูดในการบรรจุกระดาษที่มีตราของเขา หรือโรงงานที่ไหนสักแห่งในประเทศไทย และนำส่งให้เขาที่สนามบิน หรือท่าเรือ หน้าที่ของผู้รับจ้างของไทยถือว่าจบ ส่วนเขาจะเอาไปที่ไหนในยุโรป เป็นการตัดสินใจของบริษัทนั้นๆ เพราะมีบางช่วงกระทรวงส่งผู้แทนระดับสูงมากไปที่มอนเตรเนโก ผมได้เขียนโทรเลขไปบอกว่า อย่าไปทะลึ่งดูท่าเรือน้ำลึกที่มอนเตรเนโกเลย ตราบใดที่เรายังไม่ได้เป็น Trader ที่มีหน้าที่ตัดสินใจในการนำเข้าสินค้าประเภทต่างๆ ที่จะไปเจรจากับผู้นำเข้าตามประตูต่างๆ สนามบินกับท่าเรือเขาพร้อมจะรับใช้ ตราบใดที่เรามีธุรกิจให้เขา เขาพร้อมที่จะลดราคาแข่งกับสนามบิน หรือท่าเรืออื่น พร้อมที่จะทำให้เร็วที่สุด เพราะฉะนั้นปัญหาอยู่ที่โลจิสติกส์สนามบิน หรือท่าเรือในประเทศไทยมากกว่า
ปรากฎการณ์ที่สอง นอกจากปัญหาข้ามชาติตามที่ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้กล่าวไปแล้ว โลกาภิวัตน์ทำให้ผู้นำต้องแสดงภาวะผู้นำในการแก้ไขปัญหา จึงมีการประชุมสุดยอดมากขึ้น ทำให้เราได้พบว่าการมีทูตยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ ในเมื่อประธานาธิบดีสามารถยกหูโทรศัพท์คุยกับนายกรัฐมนตรีได้ คำตอบ..ลองไปอ่านวิกิลีกส์ดูได้นะครับว่า ทูตแต่ละคนเขามีหน้าที่อะไรในช่วงที่ผู้นำไม่ได้พบปะกัน เขาทำอะไรบ้างที่จะเป็นเรื่องที่สามารถแนะนำจังหวะให้กับการฉกฉวยผลประโยชน์ของประเทศต่างๆ
เพราะฉะนั้นการมี summit มาก ไม่ได้เป็นการทดแทนการทำหน้าที่ของสถานทูตหรือการต่างประเทศ ตรงกันข้าม สถานทูตหรือผู้แทนในต่างประเทศ กลับน่าจะมีความคาดหวังมากขึ้นที่จะต้องทำหน้าที่ในช่วงระหว่างที่ไม่มี summit เพื่อเป็นการให้คำแนะนำแก่รัฐบาลตนให้มากที่สุด คำว่า ความน่าเชื่อถือ ยังเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชีวิตนักการทูตอยู่ ด้วยเหตุผลนี้เอง ถ้านักการทูตยังทรงไว้ซึ่งประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือจะต้องมีอยู่เสมอ เพื่อคุ้มครองความศักดิ์สิทธิของอาชีพตน
ปรากฏการณ์ที่สาม ปัจจุบันจำนวนคนที่มีส่วนได้-เสีย มีมากขึ้น เป็นระบบขึ้น เสียงดังขึ้น เห็นได้ชัดคือ กรุงวอชิงตัน ที่เป็นเมืองของการล็อบบี้ เป็นเมืองของการห้ำหั่นทางการเมืองด้วยผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นทุกบริษัทที่อยู่ในสารบบของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะรวมกลุ่มกันเป็นสมาคม องค์กร ที่มีตัวแทนอาจเป็นอดีตวุฒิสมาชิก หรืออดีตเจ้าหน้าที่ในรัฐบาล ที่ทำหน้าที่ล็อบบี้ ดังนั้น วอชิงตันจึงมีลักษณะของคนที่มีส่วนได้-เสียอยู่ในระบบอย่างถูกต้อง โปร่งใส แต่ในประเทศต่างๆ ที่มีระบบแตกต่างกัน
โดยเฉพาะประเทศไทย ปี 1962 เมื่อเรามีคดีเขาพระวิหาร ไม่แน่ใจว่ามีหนังสือพิมพ์กี่ฉบับก่อนหน้าวันตัดสินที่พูดถึงเรื่องปัญหานี้ ไม่แน่ใจว่ามีนักวิชาการ หรือบุคคลที่ให้ความเป็นห่วงในการให้ความคิดเห็นออกมากี่คน น่าจะเป็นเรื่องที่ทุกคนเห็นว่าเป็นเรื่องของกระทรวงต่างประเทศเป็นหลัก แต่ในกรณีของปัญหากัมพูชาที่เราเห็นมา เราเห็นทั้งบทบาทของผู้คนในสภา นอกสภา ตามถนนหนทาง นักวิชาการ สื่อมวลชน เพราะฉะนั้นกระทรวงต่างประเทศจะต้องตระหนักถึงการที่คนเหล่านี้มีสิทธิชอบธรรมที่ต้องทำความเข้าใจกับเขาตลอดเวลา
ปรากฎการณ์ที่สี่ ที่มีนัยสำคัญต่อการต่างประเทศอย่างมากคือการแย่งชิงทรัพยากรโดยเฉพาะด้านพลังงาน อาหาร แต่ละประเทศจะพัฒนาขีดความสามารถทางการทหาร ขณะนี้อินเดียมีเรือบรรทุกเครื่องบิน ส่วนจีนก็เอาเรือบรรทุกเครื่องบินมาปัดฝุ่นแล้ว ประเทศต่างๆ ที่เขาคิดว่าต้องการป้องกัน ป้องปราม และทำให้คนอื่นมีความเกรงกลัวไว้ก่อนในสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ถ้าเกิด เขาจะมีความพร้อมที่จะได้ชัยชนะอย่างที่ท่าน ผบ. พูด หากคิดว่ามีสงครามเย็นจบแล้ว ต่อไปเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ อาจจะไม่ครบ เรื่องของนอกโลกเศรษฐกิจนี้ต้องมีเรื่องของอาวุธเป็นเครื่องค้ำประกัน ถ้าไปต่อสู้ใน UN แล้วไม่สำเร็จ ก็ต้องไม่สนใจ UN เพื่อจะให้ได้ชัยชนะ ฐานะของประเทศไทยซึ่งไม่ใช่มหาอำนาจ ไม่ใช่ประเทศที่มีขีดความสามารถทางอาวุธสูง เราควรจะทำอย่างไรในบริบทนี้
ผมฝากเอาไว้สำหรับฝ่ายการเมืองกับฝ่ายประจำอย่างละ 4 ข้อ ดังนี้
ฝ่ายการเมือง ภาระหน้าที่แรก ผมคิดว่าจะต้องทำความเข้าใจและสรุปนัยสำคัญจาก มรว.ปรีดิยาธร ให้ฝ่ายการเมืองเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับนัยสำคัญทางด้านเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ เกี่ยวกับเรื่องการเตรียมรับอาเซียน 2015 กรมอาเซียนต้องทำงานในเชิงที่ทำให้คนที่มีส่วนได้-เสียให้มีความเข้าใจมากขึ้น ขั้นตอนของการประชุม ที่เขียนรายงานแล้วหนังสือพิมพ์ไม่มีใครอยากเอาไปลง หรือไปซื้อหน้าโฆษณาเขาแล้วไม่มีใครอ่าน ต้องต้องปรับเปลี่ยนท่าที ให้คนเข้าใจและต่อต้านกระทรวงต่างประเทศให้น้อยที่สุด SME จำนวนมากยังต้องการพึ่งหน่วยงานของรัฐอยู่ การกำหนดยุทธศาสตร์ FTA การกำหนดเรื่องอาเซียน 2015 เรื่องความมั่นคงที่ได้พูดไปแล้ว
ฝ่ายการเมือง ภาระหน้าที่ส่วนที่ 2 การจัดลำดับความสำคัญของภารกิจ จัดให้ชัดเจน และทำตามที่ได้วางภารกิจนั้นไว้ ผู้ที่ปฏิบัติจะมีความมั่นใจ สบายใจ และปฏิบัติได้อย่างเต็มที่ ผมคิดว่าภารกิจที่น่าจะเป็นลำดับที่ชัดเจน คือเรื่องเกี่ยวกับประเทศรอบบ้านทั้งหมด ให้สามารถคุยกันได้รู้เรื่อง ให้มีการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ ไม่เสร็จ 4 ปีนี้ ก็มีรากฐานที่จะทำต่อใน 8, 10, 15, 20 ปีข้างหน้า
เรื่องอาเซียน 2015 เป็นทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเป็นทั้งเรื่องความมั่นคง เราจะต้องอิงอาเซียนในการสร้างความน่าเกรงใจให้กับมหาอำนาจทั้งใหญ่น้อยที่เขายังพอจะเห็นบทบาทอาเซียนไปพูด อย่างน้อยก็จัดประชุมให้เขา อ้างว่าชอบอยู่ในหน้าที่ขับรถ เป็น driving seat ก็ต้องระวังไม่ให้เขามองเป็นพนักงานขับรถ แต่เป็นพนักงานขับรถที่เบรกแล้วเขาสามารถหัวคะมำได้ และเขาเชื่อเรา เราสามารถเลี้ยวซ้ายในช่วงที่เขาบอกให้เลี้ยวขวาได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะอยู่ใน driving seat ก็ต้องมีความคิดความอ่านและสร้างความเกรงใจให้กับมหาอำนาจเหล่านั้น มิฉะนั้นก็ให้เขาเห็นเราเป็นผู้ที่มากด้วยน้ำใจ การจัดเลี้ยง การให้ความสะดวกสบายต่างๆ ฯลฯ
นอกจากเรื่องเพื่อนบ้านจากอาเซียนแล้ว ท่านต้องนึกถึงเรื่องมหาอำนาจทั้ง 5 เราจะทำอย่างไรเขาถึงจะเกรงใจเรา เพราะการที่มีมหาอำนาจและพูดคุยกันได้แล้วเขาเกรงใจเรา แปลว่าการลงคะแนนเสียงทุกครั้งในคณะมนตรีความมั่นคง เราจะต้องไม่แพ้ การที่เรามีคณะหรือผู้สมัครในเวทีโลกต่างๆ 5 ประเทศนี้ เขาต้องเอาด้วยกับเรา ที่ผ่านมา เราไม่มีทางที่จะได้ความเกรงใจหรือได้เสียงทั้ง 5 คนพร้อมกันหรอก อย่างมากสุดก็อาจจะได้ 3 เสียง วิธีการทำอย่างไรเขาถึงจะเกรงใจเรา ผมคิดว่าส่วนหนึ่งก็คือ สร้างผลประโยชน์ร่วมกับเขาเยอะๆ
หลังจาก 5 คนนี้แล้ว UN มี 192 บวกประเทศ ไม่ได้หมายความว่าให้เราไปนั่งเอาใจทั้ง 192 ประเทศ แต่คนที่อยู่ในสารบบการต่างประเทศต้องรู้ดีว่า ประเทศไหนที่กุมเสียงแอฟริกาทั้งหมดคือใคร และประเทศนั้นมียุทธศาสตร์ที่จะร่วมมือ เอาใจกับเขามากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นอย่าไปเสียเวลามากกับงาน UN แต่เสียเวลาให้น้อยที่สุดกับส่วนของ UN ที่จะรับใช้ผลประโยชน์ของเรามากที่สุด
ในเรื่องหลังจาก UN ที่ผมคิดว่าลำดับสำคัญมีไม่น้อยคือเรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนาขึ้นมาก็คือของ BRICS บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ 4,000 ล้านคนในโลกอยู่ในเศรษฐกิจฐานรากหญ้าของเศรษฐกิจที่กำลังจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้บริโภค หน่วยราชการไทยต้องคิดยุทธศาสตร์ว่า 4,000 ล้านคน เราจะได้ประโยชน์อย่างไร
ท่านรองนายกฯ (มรว.ปรีดิยาธรฯ) พูดถึงการเป็น Trader นั้น ทุกคนดูถูกอินเดีย บางคนไม่ดูถูก ดูถูกเพราะเห็นว่าเป็นคนที่ไม่มีเงินเลย คนที่อยู่ในสลัม ค่าซองแชมพูซองละ 1 รูปี หรือ 70 สตางค์ คนจนทั้งหมดซื้อแชมพูซองละ 1 รูปี ตลาดแชมพูนี้ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คนทำโทรศัพท์ คนจนในอินเดียซื้อได้ในราคา 12 เหรียญสหรัฐ โทรครั้งละ 1 รูปี บริษัทในอินเดียที่ทำโทรศัพท์เป็นเศรษฐี ได้เงิน 16 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากการหากินกับคนรากหญ้าที่คนส่วนใหญ่ดูถูก เพราะฉะนั้น เขากำลังหากินที่จะทำบ้าน รถยนต์ ราคาไม่ถึง 2 แสน คนไทยได้เข้าไปแล้วที่จะไปลงทุน และใช้ประโยชน์ด้านการตลาดจากคนเหล่านี้
ฝ่ายการเมือง ภาระหน้าที่ส่วนที่ 3 ที่ต้องทำความเข้าใจกับภาคส่วนต่างๆ ส่วนนี้ผมดีใจที่อย่างน้อยท่านรัฐมนตรีที่มาใหม่นั้น ท่านเป็น สส เพราะฉะนั้นการที่จะทำความเข้าใจของภาคนิติบัญญัติ และภาคการเมืองนอกสภา ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญโดยที่ไม่ต้องพูดมากคือปัญหาไทย-กัมพูชา เรื่องเส้นแดน อันสุดท้าย ไหนๆ ก็จะทำความเข้าใจแล้ว มาตรา 190 ซึ่งมีการแก้ไขแล้ว แต่ผมไม่แน่ใจว่าแก้ไขไปแล้ว เขาเรียกมาตรา 190 ว่าเป็น Own Goals ภาษาฟุตบอลคือ ไปแข่งฟุตบอลกับใครก็ตาม เราเตะเข้าประตูตัวเองทุกครั้ง มันไม่เคยทำให้การต่างประเทศ หรือการทูตของเรามีลักษณะเป็นผู้นำ ผู้ริเริ่ม และมีคนให้ความเชื่อถือกับการเป็นผู้นำของเรา
Own Goals นี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยบทบาทของสภา ผมอยากให้ฝ่ายการเมืองขอให้ทางสภาเป็นผู้ริเริ่มที่จะปรับปรุงมาตรา 190 เปลี่ยนจาก Own Goals เป็นผู้เล่นที่สามารถส่งลูกไปให้ศูนย์หน้าโหม่งทำประตูกับทีมที่เราแข่งได้ เช่นเดียวกับประเทศอื่นที่เขาใช้หลักประชาธิปไตยเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการเจรจา ไม่ว่าจะเป็น FTA หรือกรอบเจรจาอื่นๆ เสมอ เช่น เขาจะบอกว่าเรื่องนี้เขายอมไม่ได้ เพราะทางคองเกรสไม่เห็นด้วย อันนี้เขาเล่นกันคนละบท เล่นจริงจัง แต่ละช่วงเล่นแล้วได้ประโยชน์จากการเจรจา แต่ในไทยเล่นกันคนละบท คนละเกม แล้วก็มีความตั้งใจที่จะทำให้ไม่สำเร็จด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้มันก็เป็นโทษของทางการเมือง ทางเศรษฐกิจของไทยโดยตรง
4 ประการสำหรับฝ่ายประจำ มีหลายคนที่เป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศอยู่ที่นี่
ประการแรก ผมอยากให้ข้าราชการกระทรวงทำความเข้าใจสิ่งที่ท่านวิทยากรพูดทั้ง 3 ท่านในวันนี้ (มรว.ปรีดิยาธร, พลเอกบุญสร้างฯ, คุณพนาฯ) ในเรื่องสือมวลชน ลองนึกดูว่าทำไม นาย Murdoch ได้รับความเกรงใจจากผู้นำประชาธิปไตยของโลก อำนาจอิทธิพลของสื่อมวลชนเหล่านี้ ข้าราชการกระทรวงถ้าจะต้องอ่านหนังสือพิมพ์ 1 ฉบับใน 1 วัน ขอแนะนำ อ่าน Financial Times ในส่วนที่ 2 กรมเศรษฐกิจหรือทำแต่เรื่องการเมืองก็ควรจะอ่าน ส่วนที่ 2 เป็น เรื่องของ Company & Market เพราะเราจะได้รู้และจะได้ทำเป็น
รู้ว่ามาเลเซียนแอร์ไลน์กำลังขาดทุนมาก นายเฟอร์นานเดซ คนที่ซื้อสายการบินเก่าๆ มีเครื่องบิน 2 ลำ ด้วยเงินริงกิต และรับหนี้ไปอีก 250 ล้าน ขณะนี้เขามีเครื่องบิน 100 ลำ กำลังซื้ออีก 200 ลำของ Air Asia และกำลังถือหุ้นที่เรียกว่า significant minority ของ Malaysian Airlines ก็จะทำให้ Malaysian Airlines มีการปรับปรุงตัวเองในลักษณะที่ใกล้เคียง Air Asia มากขึ้น บริษัทไทยเวลาซื้อโรงงานปลาทูน่าที่ฝรั่งเศส ไม่ใช่หน้าที่สถานทูตเท่านั้นที่จะต้องรู้ ทุกคนจะต้องรู้ว่า ต่อไปนี้ เวลาจะคุยกับซาร์โกซี ควรจะคุยกับเจ้าของบริษัทที่ไปซื้อด้วย เราจะได้รู้ว่า เราควรจะบอกกับประธานาธิบดีฝรั่งเศสอย่างไรบ้าง เขาถึงจะได้สำเหนียกว่า บริษัทนี้คนฝรั่งเศสทำงานกี่คน ฯลฯ จะได้เป็นพันธมิตรกัน
เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจของการเป็นเจ้าหน้าที่โต๊ะ อย่าเขียนบทรายงานนายกฯ หรือรัฐมนตรีว่า การเยือนประเทศนี้ มีจุดมุ่งหมายคือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ จะต้องเขียนให้ได้ว่า จะไปประเทศนี้ต้องการอะไร ต้องการบอกอะไร ไม่ต้องการหรือต้องการอยากได้อะไร อาจจะไม่สำเร็จในการเยือนครั้งนี้ แต่ตราบใดที่มันยังอยู่ในยุทธศาสตร์ที่เรามีต่อประเทศนี้ มันมีแรงขับเคลื่อน มีคนที่มีส่วนได้-เสียของเรื่องในความสัมพันธ์ต่อประเทศนี้กี่คน กระทรวงต่างประเทศต้องรู้ ต้องเชิญเขามา ต้องให้โอกาสเขาแสดงความเห็น ต้องให้เขารู้ว่าเราให้ความสำคัญในส่วนที่เขาให้ความสำคัญ บางทีเราจะได้ข้อมูลวิทยาทานจากเขาอีกมาก
ประการที่สอง ปฏิรูปการทำงาน ที่เคยบ่นว่าทำงานดึกดื่น ผมไม่เห็นใจนะ ผมอยากเห็นการทำงานที่ได้ผลงาน ตัดขั้นตอนของความเยิ่นเย้อ ถ้าท่านมีประชุมแล้ว สรุปผลประชุมให้ทำบันทึกมา ท่านต้องบอกประธานในที่ประชุมว่าวันหลัง ผมไม่มาประชุมกับท่าน ทำการประชุมแล้วมันต้องมีผลของการประชุมที่ทุกคนไปทำตามที่ประชุมกันไว้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านทำรายงานการประชุมได้ 10 หน้า ท่านเห็นว่ามันสำคัญหมด ระดับท่านรองนายกฯ ท่านไม่มีเวลาอ่าน 10 หน้าของท่าน ถ้าท่านเขียนให้ท่านรองนายกปรีดิยาธรฯ หรือระดับที่สูงกว่าท่าน ท่านต้องเข้าใจว่าที่เขียนนี่ เขาต้องการข้อมูลอะไร อะไรคือสิ่งที่เขาต้องรู้และต้องตัดสิน เพราะฉะนั้นกระทรวงฯ จะมีข้าราชการที่เก่ง มีพื้นฐานที่ดีมาก ผมอยากสนับสนุนให้ช่วยการทำงานให้เป็น บนพื้นฐานของความรู้จริง
ประการที่สาม ท่านต้องดูให้ฝ่ายการเมืองมาสนับสนุนการปฏิรูปองค์กรให้เจริญก้าวหน้า ขณะนี้หน่วยงานกลางเขาช่วยปฏิรูป ช่วยผ่อนคลายกฎระเบียบมาเยอะ ยังไม่พอที่จะทำให้เราสามารถแข่งขันด้านการต่างประเทศกับประเทศอื่นได้ ผมพูดถึงเรื่องกฎระเบียบในต่างประเทศ งบประมาณ ลูกจ้างประจำในต่างประเทศ การโยกย้ายสับเปลี่ยน ยุบขยายสถานทูต สิ่งต่างๆ เหล่านี้ สิงคโปร์เขาโอนอำนาจจากส่วนกลางมาไว้กับรองปลัดกระทรวงต่างประเทศด้านการบริหาร รองปลัดฯ เขาสามารถจัดการให้สถานทูตในประเทศต่างๆ ถ้าเราจะปรับเปลี่ยนให้ยุทธศาสตร์เราขับเคลื่อน สิ่งที่เราจะทำประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ จำนวนคนเหล่านี้ต้องปรับเปลี่ยนหมด รัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดนเคยประกาศแถลงการณ์ เขาจะปิดสถานทูตสวีเดน 20 แห่งทั่วโลก เขาจะเปิดใหม่ 14 แห่ง ผมคิดว่าเราไม่ต้องมีความรวดเร็วขนาดนั้น แต่อย่างน้อยควรมีความยืดหยุ่นเพียงพอ
ประการที่ 4 คนที่มี C ซึ่งเราบอกว่าเลิก C แล้ว แต่ทุกคนก็ยังพูดถึง C อยู่ คนที่เป็น C7 แต่มีความสามารถ ถ้าเราจะตั้งเขาเป็นอุปทูต เขาจะมีความกระตือรือร้นอย่างมากที่จะทำงาน เราไม่ต้องการคนที่ในระบบเรียกว่า C10 และจะต้องออกไปเมื่อถึง C10 เพราะว่าที่ฮ่องกง คนที่เขาเคยเป็นทูตมาทุกแห่งของประเทศ เขากลับไปเป็นกงสุลใหญ่ได้ แต่ระบบไทยของกงสุลใหญ่ต้องเป็น C9 เพราะฉะนั้นเรื่องกฎระเบียบต่างๆ ขอให้รัฐมนตรี ภาคการเมือง ร่วมกันปรับเปลี่ยน ต้องมีระบบตรวจสอบ และการตรวจสอบเหล่านั้นต้องศักดิ์สิทธิ เพื่อทำให้ระบบโปร่งใส และทำให้ระบบเหล่านี้มันสามารถที่จะตอบสนองได้
กพ. ช่วยเหลือกระทรวงมากมายเรื่องลูกจ้าง แต่มีเจ้าหน้าที่ 1 คนที่ดูแลลูกจ้างเป็น 1,000 รายทั่วโลก ลูกจ้างที่อินเดีย เบลเยียม ญี่ปุ่น ลักษณะมันผิดกันหมด แต่คนๆ นี้เป็นคนตัดสิน ทำไมไม่ให้ทูตที่ประเทศนั้นตัดสิน ว่าผมต้องการคนที่เป็นเลขาฯ ผมต้องให้เงินเดือนเขา 30,000 รูปี ไม่ใช่ 7,500 รูปี ให้ 30,000 รูปี ไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ข้าราชการไปอีกคน คนนี้ก็สามารถทำหน้าที่ข้าราชการได้ ทำไมส่วนกลาง กระทรวงการคลังของท่านรองนายกเดิม ทำไมไม่กำหนดเพดานมา ว่าเงินเดือนนี้คือเรื่องลูกจ้างทั่วโลก กระทรวงต่างประเทศเอาไปบริหาร เรามานั่งบ่นกันทุกครั้ง คนๆ นี้จบแล้วต้องเข้า ครม. นะ คนอายุ 60 เกษียณแล้วต้องเข้า ครม. ก็ต่ออายุอีกปี ไม่อย่างนั้นก็ต้องทำรายงานจากทูตไปถึงกระทรวงฯ กระทรวงฯ ทำรายงานไปถึงกรมบัญชีกลาง อีก 2 เดือนต่อมาได้รับคำอธิบายว่า อนุมัติเป็นกรณีพิเศษ ขอให้อ่านกฎนั้น กฏนี้ ผมอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ว่าต้องทำตาม
เพราะฉะนั้น 4 ข้อนี้ ขอฝากเอาไว้ให้พวกเราทำความเข้าใจเพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ มีเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจกับภาคส่วนต่างๆ ซึ่งผมเห็นว่าท่าน (ภาคส่วนต่างๆ) อย่าไปหา สส. ก่อนพิจารณางบประมาณ ขึ้นชาร์ตตั้งแต่วันนี้ว่าใครอยู่ในรัฐบาล ท่านจะต้องรู้จักกับเขา ใครเป็นหัวหน้าพรรค ใครเป็นคนสำคัญ เราเก่งที่วอชิงตัน เราล็อบบี้เก่งหมด แต่เราไม่เคยให้ความสำคัญกับการล็อบบี้ภายใน เราไม่เคยให้ความสำคัญกับ NGOs ต่างๆ หลังๆ อาจจะมีความสำคัญมากขึ้น แต่การล็อบบี้ในประเทศไทยสำหรับการต่างประเทศ สำคัญกว่าการล็อบบี้ในต่างประเทศ การแก้ปัญหาไม่ได้แก้ปัญหาภาพลักษณ์ แต่การสร้างความเข้าใจในนโยบายภายในมีความสำคัญกว่าการแก้ภาพลักษณ์ไทยในต่างประเทศ เพราะภาพลักษณ์ไทยในต่างประเทศนั้นเกิดจากข้อเท็จจริงภายในประเทศ แก้ไม่แก้อาจจะไม่สร้างประโยชน์ได้มาก แต่การทำความเข้าใจกับคนในภาคส่วน เคลื่อนไปด้วยกัน เป็นกำลังในการสนับสนุนในการต่างประเทศ เมื่อการต่างประเทศมีพลังแล้ว คนจะเกรงใจเรา




