เมื่อวันพุธที่ 25 มกราคม 2555 ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า จัดโดยนักศึกษาหลักสูตร การเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 3 สถาบันพระปกเกล้า จัดงานเวที อาทรเสวนา “อภิมหาโปรเจกต์ สู้น้ำ: คิดดี คิดชอบ คิดรอบ หรือยัง?” และเปิดตัวเว็บไซต์ Peacetalk.in.th ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
ศาสตราจารย์ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ผมเชื่อว่าหากไม่มีการจัดการและรับมือในการจัดการน้ำอย่างดีเมื่อปัญหาเกิดขึ้นอีกคาดการณ์ว่าปัญหาจะหนักขึ้นอีก เป็นที่ชัดเจนว่าข้อผิดพลาดส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารงานผิดพลาดของรัฐอันเป็นที่มาของอุทกภัย ประชาชนได้เรียนรู้แล้วว่าเมื่อใดก็ตามที่สามารถใช้กำลังอำนาจปิดถนนได้ ผู้มีอำนาจในประเทศนี้ก็จะอนุโลมตามนั้น การที่สถาบันเอเชียศึกษา ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดการเสวนาครั้งนี้ขึ้น เพื่อที่จะเผยแพร่ความรู้ไปสู่ข้างนอก ผมคิดว่าการจัดเวทีแบบนี้สำคัญภาคสังคมต้องจัดแบบนี้มากๆ
มิฉะนั้นแล้วก็จะมีความรู้สึกว่าการบริหาจัดการน้ำเป็นเรื่องของรัฐบาลซึ่งจริงๆไม่ใช่ เพราะการบริหารน้ำนั้นส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง ประชาชนจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วม แต่มีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม คำว่าเหมาะสมนี้ ผู้จัดวันนี้ต้องพูด เพราะส่วนร่วมที่ไม่เหมาะสมก็นำมาซึ่งหายนะได้เช่นกัน
วิเคราะห์มหาอุทกภัยและภัยพิบัติประเทศไทย:รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราทิตย์
ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังรอ official report เพื่อให้ศาลตัดสินและนำสืบไปตามกระบวนการทางรัฐบาลก็ให้ กยน. ค้นหา FACT fielding ซึ่งผมก็เป็นกรรมการในนั้น ขอยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น หลังเกิดเหตุ 2 เดือน FACT fielding ออกมาทันที รัฐบาลญี่ปุ่นขอรับผิดชอบในข้อผิดพลาดที่ตั้งสมมุติฐานผิดพลาดในการรับมือ และการเตือนภัยที่ผิดพลาด โดยเตือนภัยคลื่นสูงผิดพลาด ไว้ 4-5 เมตร แต่ท่วมจริง 50 เมตร ซึ่งเราควรนำมาเป็นบทเรียนว่าเราจะทำอย่างไร
ความเสี่ยงเป็นอย่างไร
ในปี 2555 ปริมาณน้ำฝนในปีนี้หลายแบบจำลองบอกว่าฝนจะตกภายในมีนาคมนี้และตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ประด็นที่ทำให้น้ำท่วมหรือไม่ต้องดูพายุซึ่งเรายังบอกไมได้ แต่ถ้าน้ำมาเหมือนปีที่แล้วท่วมแน่ๆ เพราะมาตรการที่ทำไว้ยังพึ่งเริ่มต้นต้องใช้เวลา ขณะนี้เขื่อนทั้งเขื่อนภูมิพลและสิริกิตต์ก็มีปริมาตรน้ำ 2 หมื่นล้าน ลูกบาศก์เมตรก็ประมาณ 88-90% เดือนมีนาคมน้ำจะมาเร็วขึ้น
รัฐบาลและกระทรวงเกษตรคุยไว้ว่าจะต้องเก็บเกี่ยวเดือนเมษายน ภายใน 2 เดือนจะปล่อยน้ำหนึ่งหมื่นพันล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อทำนาปรัง 10 ล้านไร่ หลังจากนั้นจะเริ่มทำนาปีเดือน เมษายน พฤษภาคม และเก็บเกี่ยวเดือนสิงหาคม โดย ปรกติ เราจะเริ่มทำนาเริ่มหว่านข้าว เดือนสิงหาคม แต่ได้เลื่อนเข้ามา เพราะหลังจากสิงหาคมเขื่อนจะไม่ปล่อยน้ำ
ตอนนี้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มเยอะแล้ว เพราะถ้าปล่อยช้าเขื่อนจะมีปัญหา ฉะนั้นปีนี้และปีหน้านักวิทยาศาสตร์ก็คาดการณ์ว่าจะได้รับอิทธิพลจากลานิญญาจะลดน้อยลงเรื่อยและปลายปีจะแล้งฉะนั้นเราก็ต้องดูเรื่องการจัดการน้ำให้ดีมิเช่นนั้นจะเกิดการขาดแคลนได้ เราคาดการณ์ว่าภาคเหนือภาคกลางฝนจะตกน้อยนั่นก็คือกรุงเทพน้ำจะเสี่ยงน้ำท่วมน้อยในปีนี้ แต่จะอยู่ที่พายุจะเข้าในพื้นที่ใดบ้างซึ่งเราจะสามารถคาดการณ์ได้แค่ 7 วันล่วงหน้า
บทเรียนครั้งนี้
ผมมองว่าคนไทยไม่ค่อยได้รับข่าวสารเรื่องนี้ โดยขาดการเผยแพร่ คนไทยไม่รู้ไม่ตระหนัก ไม่ปรับตัว รัฐบาลให้ความสำคัญเฉพาะการประชุมโลกร้อนมากเกินไปรัฐบาลนิ่งคนไทยนิ่ง ไมได้ไปสนใจคูคลองและศักยภาพระบายน้ำ ขาดระบบการตัดสินใจเราทำไปทดลองไปแต่พอเกิดการมีส่วนได้ส่วนเสียเราไม่สามารถอธิบายได้ ขาดการประเมินส่วนได้ส่วนเสีย
เราควรจะมีการทำ Blue print เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้กับนักลงทุน นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในส่วนของชุมชนจะเห็นความเข้มแข็งและมีส่วนร่วม แต่บางส่วนก็แตกแยก ในเรื่องกาอพยพของรัฐจะพบว่าศูนย์อพยพของ กทม และรัฐบาลอยู่ในจุดน้ำท่วม ซึ่งขาดการวิเคราะห์ว่าศูนย์อพยพน้ำไม่ควรจะท่วมเกิน 30 ซม
ทางออกประเทศไทย
ทุกวันนี้มีแค่ 4 จังหวัดที่บังคับใช้ผังเมือง ซึ่งยังค้างที่กฤษฎีกา ตราบใดยังไม่มีผังเมืองเราก็จะตามแก้ปัญหาแบบนี้ไปเรื่อยๆ เรามีกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งดีมากมีแผนแม่บทตามมาในปี 2552 บังคับให้เสนอแผนภายใน 2 ปี แต่น้ำท่วมเสียก่อนเลยไม่รู้ว่าไปถึงไหนกันแล้ว โดยกฎหมายมอบอำนาจให้ผู้ว่าทั้งหมดโดยปัญหา ที่เกิดขึ้นผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นผู้รับผิดชอบและต้องฟ้องผู้ว่าหากเกิดความเสียหายแต่ผมเห็นคนไปฟ้องแต่กรมชลประทานกัน
คุณจะพบว่าในยามปกติจะไม่เคยเห็นข่าวผู้ว่าในจังหวัดใกล้เคียงคุยกันเลยซึ่งในกฎหมายมีแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ต่างๆไม่เคยคุยกันแล้วการบูรณาการจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องมาเชื่อมต่อ ในส่วนของเรื่องการปล่อยน้ำคุณต้องคำนึงถึงปลายน้ำด้วย กฟผ นั้นหากจะปล่อยน้ำคุณต้องคำนึงด้วย
ประสบการณ์ภาคประชาสังคมในช่วงวิกฤติอุทกภัย: แบงค์ งามอรุณโชติ นักวิจัยมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี
ได้นำเสนอข้อมูล หัวข้อ “ความขัดแย้งทางกระสอบทราย” โดยธรรมชาติน้ำก็จะไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ คนอยู่พื้นที่ต่ำก็ไม่อยากโดนน้ำท่วมก็จะวางกระสอบทราบซึ่งก็เป็นเรื่องเหตุและผลอยากมาก การวางกระสอบทรายก็จะทำให้คนต้นน้ำจมน้ำนานขึ้น คนที่ไม่ควรโดนน้ำท่วมก็อาจจะรับน้ำมากขึ้น ในเกมส์แบบนี้ จะมีคนได้และคนเสียเกิดขึ้น
เกมส์วางกระสอบทรายก็จะออกเป็น 3 หน้า หน้าแรกทุกคนวางกระสอบทราย น้ำก็ไม่ไปไหนน้ำก็ท่วมนานขึ้น ทุกคนก็ท่วมอยู่ดี หน้าที่สองถ้ามีคนวางและอีกคนไม่วางคนที่วางก็จะไม่ท่วม ส่วนคนที่ไม่วางน้ำก็จะท่วมเยอะแต่น้ำก็จะมีที่ไป หน้าที่สามไม่วางกระสอบทรายเลยทุกคนก็จะท่วมถึงกันต่างกันที่ความสูงความต่ำของแต่ละพื้นที่แต่น้ำก็จะไหลได้ดีและไม่ขังนาน
จุดดุลยภาพอยู่ตรงไหน?
คือต้องมีคนวางกระสอบทรายและอีกคนไม่วางก็จะช่วยอีกฝ่ายโดยที่ไม้เจ็บตัวทั้งคู่ ปัญหาก็คือ กลไกการต่อรองจะต้องเกิดขึ้นไม่งั้นก็จะมีคนวางกระสอบทรายกันขึ้นมามาก แต่ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้มีแค่สองฝ่ายเท่านั้นมันมีคนอยู่มากในระบบ สุดท้ายต้องมีการเจรจาว่าใครจะอยู่ใน flood way ซึ่งยากแต่เป็นไปได้ ซึ่งก็มีต้นทุนสูง แต่หากการเจรจาล้มเหลว เราจะเรียกภาวะแบบนี้ว่า ภาวะตลาดล้มเหลว เมื่อการเจราจาล้มเหลว คือไม่สามารถจะเจราจาได้เมื่อล้มเหลวไม่สามารถหาจุดดุลยภาพก็จะเหลือจุดเดียว คือจุดที่ใครก็ตามที่เป็นคนจนในบริเวณนั้นจะเป็นคนที่วางกระสอบทรายที่ต่ำกว่าและรับน้ำไป
เกมส์วางกระสอบทรายเป็นเกมส์ต่อเนื่องเพราะคุณไม่ได้วางทีเดียวแล้วจบ คือถ้าข้างบ้านวางเท่าคุณดุลยภาพก็จะเท่ากันน้ำก็จะท่วมเท่ากันเสียหายทั้งคู่ แต่ท้ายที่สุดคนที่มีกำลังมากกว่าคือมีงบในการวางกระสอบทรายก็จะรับความเสียหายน้อยกว่า ท้ายที่สุดคนที่ถูกน้ำท่วมก็จะรับความเสียหายไปทั้งน้ำที่ท่วมและต้นทุนในการวางกระสอบทรายทีวางไปแล้ว
ดังนั้นรัฐควรจะเข้ามีส่วนร่วมมีบทบาท คือเข้ามาในสภาวะตลาดล้มเหลวให้สามารถคลี่ตัวไป อย่างแรกคือการสร้างระบบชดเชย คือจ่ายเงินชดเชย ให้กับคนที่ท่วมทั้งที่เขาไม่ควรท่วม เก็บเงินจากคนพื้นที่แห้งทั้งที่ไม่ควรแห้ง ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของความเป็นธรรมเพราะตอนนี้คนที่ถูกน้ำท่วมจ่ายภาษีส่วนเพิ่มเยอะกว่าคนที่น้ำแห้งอีกเพราะเขาต้องซื้อของใหม่ทั้งหมดเช่นปัจจัย 4 ซึ่งเขาต้องจ่ายภาษีเยอะกว่าคนที่น้ำแห้งทั้งที่เราผันน้ำไปท่วมเขา
แต่เขาก็ยังต้องแบกรับภาระจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นกว่าคนที่แห้งอีกคือเขาโดนสองต่อนั่นเอง หากกลไกล้มเหลวซึ่งมีเครื่องมือคือรัฐสามารถทำได้แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐให้เงินเท่ากัน แต่ชาวบ้านไม่พอใจเพราะท่วมไม่เท่ากัน ประเด็นคือการท่วมนานท่วมเยอะรัฐต้องชดเชยให้สมกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ในความเป็นจริงความขัดแย้งระหว่าง ประชาชนกับ รัฐ หรือ ประชาชน กับ ประชาชน กันเอง ตัว ประชาชน เขาก็ไม่ได้อยากแห้งโดยสิ้นเชิง แต่ประเด็นคือเมื่อให้เขาท่วมแล้ว บางที่ท่วมนานบางที่ท่วมเยอะทำไมชดเชยให้เขาแบบ flat Late คือจ่ายเท่ากัน มันสมคุ้มค่ากับสถาการณ์ที่เขาเผชิญแล้วหรือ? ความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน?
ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญมากกว่าข้อเรียกร้องที่ขอให้น้ำไม่ท่วมเสียอีกเพราะในสถานการณ์วิกฤติทุกคนก็อย่างจะช่วยกันแบ่งเบา ด้านความขัดแย้งในการทุบบิ๊กแบ๊ก เป็นพฤติกรรมเชิงเศรษฐศาสตร์ ตามที่ Mushtaq Khan บอกว่า อำนาจต่อรองหมายถึงความสามรถในการสร้างต้นทุนให้เกิดขึ้นแก่ฝ่ายตรงข้าม กรณีชาวบ้านไม่มีกำลังที่จะไปต่อรอง การสร้างอำนาจการต่อรองโดยทุบบิ๊กแบ๊ก ก็มีความเสี่ยงทุกอย่างมี่ต้นมีต้นทุน ผมมองว่าการชดเชยที่เป็นธรรมของรัฐจะช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง ประชาชน กับรัฐ หรือ ประชาชน กับ ประชาชนเอง
ประสบการณ์ภาคประชาสังคมในช่วงวิกฤติอุทกภัย: สมบัติ บุญงามอนงค์
เราคงได้มีชีวิตร่วมกับภัยพิบัติตลอดคืออย่าไปคิดว่าเราจะไม่เจอภัยพิบัติอีก มันเป็นไปไม่ได้ ประเด็นคือยุคสมัยของเรา เราจะอยู่กับมันอย่างไร ประเทศมีความรู้เกี่ยวกับน้ำท่า แต่พอเป็นน้ำทุ่งเราไม่เคยเรียนรู้ยังไม่เคยมีข้อเสนอแบบนี้เลยในสังคมไทย ผมมองว่าเรามาถูกทางแล้วกับ พรบ. ป้องกันสาธารณภัย องค์กรท้องถิ่นก็เขาไปจัดการ
กรณีเขาหลักเหตุการณ์สึนามิที่ รพ. ตะกั่วป่า ผมถอดบทเรียนเลยนะครับ เมื่อเกิดเหตุการณ์ ที่เขาหลัก ซึ่งมีขีดความสามารถแค่ 100 แต่ทุกอย่างวิ่งมา ถามว่ารับมืออย่างไร ทันทีที่เกิดเหตุ ตัวช่วยสำคัญเลยคือ รพ. ชุมพร ซึ่งเคยเจอเหตุการณ์พายุถล่มมาก่อนแล้วเขาถอดบทเรียนมา พอเกิดเหตุ รพ ชุมพร วิ่งเข้ามาเลยโดยไม่ต้องสั่งคือเขามีประสบการณ์จับจุดได้ ส่วน รพ ตะกั่วป่า พอได้ รพ ชุมพรมาค้ำและกลุ่มแพทย์ต่างๆที่ตามมาจากกรุงเทพช่วยกันยันระบบอาสาไว้
ผมเรียกระบบนี้ว่าการ กระจุก ดังนั้นต้องเข้าไปกระจุกค้ำระบบก่อน เพื่อไปยันไว้ก่อนหลังจากนั้นพอมีผู้ป่วยมา เขาก็ กระจาย ส่งไปตาม รพ ที่ต่างๆ มันเป็นสองระบบ คือแข็งแกร่งและยืดหยุ่น มีระบบและดุเหมือนว่าไม่มีระบบ แต่พอที่เราวิจารณ์กันในภาวะวิกฤติ อย่าเช่นทำงานกันไม่มีระบบเลย แต่พอมีระบบก็บอกว่าแข็งไป เพราะการมีระบบกับการไม่มีระบบเป็นข้อแข็งและข้อด้อยแตกต่างกันไป ดังนั้นถ้าเราเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติ เราเราต้องทำทุกอย่าง นี่คือหลักการกระจุกก่อนคือไปยันเขา อย่าให้พัง
การเคลื่อนแบบภาคประชาชน ทำอย่างไร?
ต้องเล่นกันแบบ Jazz ครับ คือจะมาสั่งให้แต่ละคนมาทำโน้นทำนี่อย่างนั้นทำไม่ได้หรอก การเล่น Jazz แต่ละคนต้องรู้ว่าตนเองทำอะไรเป็นบ้างได้ สามารถช่วยอะไรได้ แล้วค่อยๆเคาะกันไป มันเหมาะกับคนไทย คือมีเพลงเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน แล้วบรรเลงไปพร้อมกัน
ผมให้เครดิตกับ Rescue คือหน่วยที่เผชิญมาตั้งแต่แรกจนปิดงาน เป็นกลุ่มคนที่พูดถึงน้อยที่สุดผมยอมรับว่าเวลาเกิดเหตุเขาเข้าถึงก่อนเสนอ แต่การลงทุนกับองค์กรเหล่านี้ต่ำ หรือไม่ลงทุนเลย คือเขาอยู่ได้ต้องมีศาลเจ้า กรณี สุราษฎร์ น่าจะเป็นทีมที่แข็งที่สุดแล้วในกรณีนี้ ปัญหาที่พบคือเรือติดที่ตื้น การยกเรือข้ามที่ตื้นทำให้หมดแรง
ตอนหลังมาผมเลยดัดแปลงเอาล้อมาติดท้องเรือ ผมไม่ได้จะยกตัวเองนะครับ แต่ผมจะให้ key คือเราต้องยืดหยุ่น และคุณจะยืดหยุ่นได้ก็ต่อเมื่อคุณเรียนรู้ มันไม่จริงที่จะบอกว่าใครจะมีความรู้ในเมื่อเผชิญหน้ากับภัยพิบัติจริงๆผมไม่เชื่อว่าความรู้จะมีสมบูรณ์ขนาดนั้น แต่มันมีบางครั้งที่เราต้องทำแต่เราไม่มีความรู้ แต่คุณต้องทำนี่ แต่จะทำอย่างไร กระบวนการเรียนรู้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานภัยพิบัติ
การทำงานสำหรับผมที่ถูกคือต้องเอาคนไปช่วยงาน เหตุการณ์สึนามิมีแพทย์บินมาจากอเมริกาที่วัดย่านยาวจะมาช่วยชันสูตรศพแต่ทางวัดปฏิเสธ เพราะอาสาสมัครมีเพียงพอแล้ว สุดท้ายแพทย์เหล่านี้ต้องไปขนไม้แบกไม้ ก็มีการพูดถึงว่าเราใช้คนผิดงานรึปล่าวตรงนี้ต้องถกเกียงกัน ผมมองว่าเราต้องรู้ยืดหยุ่น เอาภารกิจเป็นตัวตั้งหลังจากนั้นเราต้องดัดแปลงตัวเองให้เข้ากับงานที่มี และถ้างานนั้นมีคนทำเยอะแยะแล้ว ผมถามว่าคุณจะไปทำอีก ขณะเดียวกันมีงานอื่นอีกมากแต่ไม่มีคนไปทำ
ตอนน้ำท่วมมีบริษัทใหญ่ๆหลายแห่งโทรมาบอกว่าสามารถส่งคนให้ผมได้วันละ 100 คน แต่ผมขอแค่ 2 คน ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์เชื่อไหมคือสุดท้ายไม่มีใครสามารถส่งมาได้ ผมเองก็เรียกร้องผ่านสื่อ หลักของผมคือผมคิดว่าเราต้องเรียนรู้ก่อนอย่างคุณมาวันแรกคุณอาจต้องตะเกียกตะกายก่อนต้องช่วยตัวเองให้ได้ก่อน วันต่อมาคุณจีงจะดีขึ้น และสามารถช่วยคนอื่นได้ ประเด็นคือการทำงานภัยพิบัติต้องการคนที่เข้าใจ และมีเวลาในการเรียนรู้
คิดว่าอะไร ทำให้ ศภป. ล้มเหลว
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ กล่าว เรื่องแรก รัฐไม่เข้าใจในการใช้ภาคประชาสังคม ไทยเป็นประเทศที่มีองค์กรหน่วยกู้ภัยใหญ่ที่สุดในโลกแล้วก็ว่าได้ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ นโยบายในการทำงานกับภาคประชาสังคมขาดการมีส่วนร่วมเลย ขาดการหนุนเสริม ควรจะบูรณาการทำงานกระจายแบ่งกันไปเมื่อเกิดเหตุสามารถเรียกไปตามจุดต่างๆได้เลยไม่ใช่เกิดเหตุแล้วต้องโยกคนจากอีกฝั่งไปอีกฝั่ง
ผมมองว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ใช่โลกร้อน แต่เป็นน้ำหลาก มันไม่ใช่โลกร้อนมันเป็นเรื่องการเก็บน้ำ กรปลูกต้นไม้ควรมีนิเวศน์ที่หลากหลายไม่ใช่ปลุกแต่ต้นสักผมไม่เข้าใจว่าเราเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนว่าเราต้องปลูกสักก็เลยปลุกกันเต็มไปหมด ป่าไม้ด่าชาวบ้านทำไร่เลื่อนลอย แต่ชาวบ้านสวนกลับว่าคุณก็ทำไร่ป่าไม้เช่นกัน
การที่รัฐใช้เงินมหาศาลเราคิดเห็นอย่างไร
นายแบงค์ งามอรุณโชติ ผมว่ายังเร็วไปที่จะประเมินแผนเพราะเรายังไม่เห็นไส้ใน ปัญหาที่อยากจะเสนอ จากประสบการณ์ กับทีม rescue ทำงานยากและซับซ้อน แทนที่ต้องย้ายออกก่อนเพราะต้องท่วม แต่รอให้ท่วมทีม Rescue เข้าไปช่วย ทำให้เกิดค่าเสียโอกาสในการไปช่วยคนอื่นๆ
แนวทางพระราชดำริ และการบริหารจัดการน้ำ: ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน
นาย ปราโมทย์ ไม้กลัด ได้เสนอพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านการบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพมหานคร ในปี 2523 เป็นครั้งแรก ที่ได้พระราชทานหลักคิด หลักเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ฝั่งตะวันออก ซึ่งทรงรับสั่งว่าตามหลักต้องระบายน้ำออกสู่ทะเลผ่านคลองต่างๆ ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ ต้องมีพื้นที่สีเขียว (Green Belt) ที่เป็นพื้นที่นาให้แปรสภาพรับน้ำได้และเมื่อมีน้ำมาก็เป็นทางระบายน้ำ และขยายทางน้ำหรือเปิดทางน้ำในจุดที่ผ่านทางหลวงหรือทางรถไฟ
ส่วนน้ำที่ล้นตลิ่งให้ไหลไปตาม flood way เมื่อมี flood way ก็ต้องดูว่าจะลดผลกระทบหว่างกลุ่มประชาชนหน้าและหลังคันกั้นน้ำหรือไม่ และเราต้องเรียนรู้ธรรมชาติและใช้ภัยธรรมชาติเป็นครูที่สอนเรานี่คือพระราชดำรัสที่ตรัสไว้ แต่ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็พอน้ำไม่ท่วมก็ผ่านไปสบายไป
การบริหารจัดการความขัดแย้งในภาวะวิกฤติ: นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป
ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการทำสื่อสาธารณะก็เห็นความขัดแย้งมาบ้าง ที่ไทยพีบีเอสน้ำท่วมบ้านพนักงานไป 400 จาก 900 ก็อพยพมาออกมาอากาศที่จุฬา 1 เดือนเศษ การที่ไทยพีเบสเอสได้ปรับผังรายการทันทีก็เพื่อประโยชน์ของประชาชน ส่วนประชาชนได้รับฟังข่าวสารก็โชคดีไป แต่บางคนรับสื่อแต่ก็ยังประมาท แต่สื่อเมื่อเกิดเหตุแบบนี้ พอมาถึงจุดหนึ่งก็ทุกคนก็เอาตัวรอด ความขัดแย้งระหว่างเพื่อนบ้าน ชุมชน ที่ผ่านมาก็เกิดการแก้ไขกันตามยถากรรม ช่อง3 คุณสรยุทธ์ก็ถ่ายทอดเหตุการณ์ความขัดแย้ง ผู้ขัดแย้งก็ต้องปรับตัวเพราะว่าสื่อจับจ้องสื่อก็ช่วยคลี่คลายความขัดแย้งและข่าวสารได้บ้างโดยบังเอิญ
ประการแรกเลยต้องดูที่คู่ขัดแย้ง ธรรมชาติของแต่ละฝ่ายเป็นแบบไหน เช่นความขัดแย้งระหว่าง ใคร ชุมชนกับชุมชน คือเราต้องเข้าใจชุมชน บางทีก็รัฐกับประชาชน ธรรมชาติของรัฐกับประชาชน คนละแบบ เรียกว่ารัฐเหนือกว่า ประชาชน ก็ต้องมีการจัดการอีกรูปแบบ อันนี้ก็คู่ขัดแย้งก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา บางทีก็ขัดแย้งกันหลายคู่ เป็นมวยหมู่ บางทีเข้าใจธรรมชาติจัดการกันได้ ข้อสังเกต เมื่อขัดแย้งจะเกิดผู้นำทางธรรมชาติขึ้นมา โดยจะมีคุณสมบัติ เช่นเข้าใจปัญหามากกว่าเพื่อน ฉลาดกว่า สามารถสื่อสารกับคนเหล่านั้นนั้นได้ง่าย และมักเสียสละและขันอาสามากกว่าเพื่อน เมื่อเป็นแบบนี้คนก็จะยอมรับเขา อันนี้คือประการแรกต้องวิเคราะห์คู่ขัดแย้ง
ประการที่สองเมื่อเกิดความขัดแย้งต้องมีกรรมการ ผมเรียกว่านักจัดการความขัดแย้งเรียกว่านักสันติวิธี และนักสันติวิธีจะต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะคนที่มีความเชี่ยวชาญต้องเชี่ยวชาญอย่างน้อย 10 ปี ประมาณว่า 10 ปี ถึงจะเชี่ยวชาญทะลุปุโปล่งในสิ่งนั้นๆ นักสันติวิธีการจัดการความขัดแย้งบางทีเราไม่เรียนในครอบครัวอย่างลูกทะเลาะกับแม่ พ่อจะกลายเป็นผู้จัดการความขัดแย้ง ดังนั้นการทาง ประชาชนการที่จะมีข้อมูลการสื่อสารควรจะมีแนวคิดการจัดการความขัดแย้งไว้บ้างก็ดี จะได้พกไว้เป็นอาวุธ
ประการที่สาม ควรจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามามีส่วนในการคลี่คลายความขัดแย้ง คือควรจะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยส่วนเรื่องทำโทษเอาไว้เป็นวิธีสุดท้าย เท่าที่ผมมีประสบการณ์กรณีคู่ขัดแย้งมีสถานภาพเสมอกันก็จะหาทางต่อรองยื่นข้อเสนอ แต่หากอีกฝ่ายมีความเหนือกว่า การเจราจาต่อรองจะประสบความสำเร็จถ้าคนที่แข็งกว่ายอมให้ก่อนถึงจะประสบความสำเร็จ แต่ถ้าให้ฝ่ายที่ด้อยกว่ายอมก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ
แบบนี้ต้องมีผู้ไกล่เกลี่ยเป็นคนกลาง ตำรวจสามารถเจราจาได้เพราะตำรวจเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ทางกฎหมาย ถ้าไม่มีตำรวจก็ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กำนัล ผู้ใหญ่บ้าน กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเกิดความขัดแย้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการรวมอำนาจไว้เป็นศูนย์กลางแต่ก็ทำให้เรารอดพ้นจากาการล่าอาณานิคมมาได้ แต่สมัยก่อนเราจะเอาข้าราชการที่ไม่ดีไปชายแดนเพื่อลงโทษ คนเหล่านั้นก็ไปทำไม่ดีไว้เยอะ ทำให้เขาก็แค้น คู่กรณีชายแดนคือใคร คือชุมชนท้องถิ่นกับอำนาจรัฐส่วนกลาง ถามว่าทำอย่างไร หากฝ่ายรัฐยอมก่อนก็น่าจะจบแต่ทุกวันนี้ไม่มีใครยอม
ประการที่สี่ เรื่องของความรู้ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง คือเราต้องมีความสามารถในการประมวลข้อมูลเอามาให้ได้ ผมกับไทยพีบีเอส ได้ทำการคำนวณพบว่ามนุษย์เราทำการคำนวณออกมาเป็นภาพ ตรงนี้สามารถเอามานำเสนอเพื่อเจราจานำมาอธิบายสื่อสารในการเจราต่อรอง
เรื่องต่อมาคือเรื่องสื่อที่มีบทบาทเข้าไปช่วย สื่อมีบทบาทสองแบบ คือบทบาทแรกเป็นกระจกส่องไม่มีวิพากษ์วิจารณ์ไม่ต้องให้แง่คิดกับสังคม บทบาทที่สองแต่ก็มองว่าสื่อต้องเป็นตะเกียงคือให้บทบาทความรู้ แรงบันดาลใจ เมื่อก่อนเราจะมีนักข่าวมีดาราเป็นนักสื่อสารข้อมูล แต่พอทุกวันนี้ทุกคนเป็นนักข่าวหมด เป็นนักข่าวพลเมือง ต่อไปบทบาทของนักข่างพลเมืองจะกระจายออกไปเพราะทุกคนมีมือถือถ่ายภาพได้ซึ่งตรงนี้เป็นมิติที่สำคัญหากทำดีๆสามารถสร้างนักข่าวเหล่านี้ได้
แต่หากทำไม่ดีก็มีด้านลบเพราะนักข่าวพลเมืองก็อยู่ในสถานะเป็นคู่ขัดแย้งได้ข้อมูลที่ได้ก็จะถูกบิดเบียนได้ เรื่องการป้องกันความขัดแย้งที่เกิดจากภัยต่างๆตรงนี้หากมีการซ้อมแผนบ่อยๆ ถ้าเกิดเหตุการณ์จริงก็สามารถจัดการความขัดแย้งได้ และอย่างชุมชนจำเป็นอย่างยิ่งต้องอบรมบุคคลากรให้มีการสร้างนักสันติวิธีเมื่อเกิดความขัดแย้งก็จะสามารถบรรเทาความขัดแย้งได้
ประเด็นมุมมองด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาด้านสาธารณภัย: ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ
พ.ร.บ.ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย: หลักสำคัญที่ถูกลืม
คำถามเบื้องต้น น้ำท่วมครั้งนี้มันเป็นอุบิตเหตุ หรือ เหลือวิสัยที่เกินเราจะรับมือได้หรือไม่ หรือจริงๆคือเราป้องก้อนได้ แต่ความจริงแล้วมันเป็นเนื้อปัญหาของสังคมไทยเรา น้ำท่วมเป็นแต่เพียงเครื่องกระตุ้นให้โรคร้ายที่มันมีอยู่ในสังคมไทยให้แสดงตัวออกมา ? ถ้าเรามองว่าน้ำท่วมครั้งนี้ เป็นโรคก็ต้องถามว่าโรคอะไร มันอยู่ที่เราจะมองว่ามันเป็นโรคอะไรก็ขึ้นอยู่กับสังคมว่าจะมองว่าเป็นโรคอะไร ต้องใช้วิธีใดในการรักษา
ส่วนวิธีที่เรารักษามันเราคิดว่ามันเป็นวิธีการที่ดีแล้ว เพียงพอแล้วรึยัง เราเต็มที่แล้ว และเราเป็นธรรมแล้วหรือไม่ ปัญหาทั้งในแง่ของน้ำท่วมก็ดีหรือเรามองว่าเป็นเรื่องของขาดการจัดการที่เรามองว่าบกพร่อง มันเป็นเพราะเรื่องการขาดความรู้ ธรรมดา หรือความรู้เราก็พอมีซึ่งท่านทำงานก็พอจะทราบดีว่าเรามีแผนป้องกันสาธารณภัยประกาศใช้ในเดือนพฤศจิกายนในปี 53 มีการฝึกฝนกันมาก่อนนั้นในการเตรียมพร้อม ความรู้? ถ้าบอกว่าไม่มีคงยาก
ถามว่าที่เกิดเหตุเพราะอะไร รู้แล้วแต่ขาดความใส่ใจ ประมาท หรือหนักกว่านั้นคือ จงใจ ซึ่งเป็นเหตุผลเชิงวิปริต ซึ่งเห็นแก่ตัว เพื่อหาผลประโยชน์ทางการเมือง หาคะแนนในฐานเสียงของตน แต่ในการช่วยเหลือ ปล่อยให้ท่วมเขตคนอื่นเขตเราไม่ท่วม ให้การช่วยเหลือคนของเราก่อน เอาชื่อของเรามาแปะในสิ่งของ คือเราต้องวิเคราะห์ก่อนว่ามันคืออะไรกันแน่ บ้างก็ว่าเกิดการสับสนเพราะสังคมเรามีแต่คนใหญ่ เพราะสามารถโทรหานายใหญ่ได้ นายใหญ่ไม่รู้เพราะไม่อยู่ในเหตุการณ์เกิดความสับสนเพราะอ่านแต่รายงาน ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆสังคมเรานอกจากจะเป็นโรคยังถูกผีสิงอีกด้วย
ในการรับมือเรื่องน้ำท่วมเรามีโครงสร้างที่เตรียมรับมือน้ำท่วมไว้อยู่มาก สังคมไทยเป็นสังคมที่มีชีวิตกับน้ำ เดิมทีน้ำเป็นสิ่งมีคุณนะ กรมที่ใช้เงินมากที่สุดคือ กรมชลประทาน โดยพรรคประชาธิปัตย์ทำข้อผูกพันไว้หลายปีเป็นเงินผูกพันไว้ สองล้านล้านบาท เฉพาะงบสำรวจยัง 700 ล้านบาทเลย ท่านทั้งหลายต้องติดตามดูนะครับ
เราใช้เงินไม่พอหรือว่ามีคนเอาไปใช้ในทางที่ผิด หรือจริงๆแล้วไม่ได้ใช้โรงสร้างที่เราเตรียมไว้หรือใช้ความต้องการอย่างอื่นทำให้น้ำมันไหลไปผิดที่ในที่ที่มันควรจะเป็น ในทางวิชาการหากใช้ความรู้ความสามรถเต็มที่เรายังผันน้ำขึ้นไปเหนือยังได้เลยเพียงแต่เราต้องเตรียมการเท่านั้น เรามีความรู้เกี่ยวกับน้ำแต่คนที่มีความรู้เขาได้มีโอกาสถูกใช้หรือไม่
กรณีหลังน้ำท่วมมีผู้นำตามชุมชน ผู้นำต่างๆชาวบ้าน อบต. อบจ. อ้างว่าไม่มีสามารถทำอะไรได้เลย เพราะไม่มีงบประมาณจากทางราชการไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งท่านทั้งหลายตั้งข้อสังเกตุว่าเมื่อเรื่องเกิดมันต้องรองบประมาณรึปล่าว? แต่ความเชื่อของผู้นำเหล่านี้คือถ้าไม่มีงบประมาณก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้ ปัญหาคือมันเป็นอย่างนั้นรึ ปล่าว? ซึ่งถ้าไปรวบรวมมาเราก็จะเห็นผมก็จะสามารถอธิบายว่ามันผิดกฏหมายชัดเจน
ในทางการเมือง มีหน่วยงานชื่อกรมป้องกันสาธารณภัย เรามีรัฐธรรมนูญ ที่เน้นหลักในการมีส่วนร่วม สิทธิชุมชน ส่วนภูมิภาคต้องตั้งการรับมือ และส่วนกลางส่งเครื่องมือไปช่วย ภัยที่เกิดขึ้นทำให้ผู้มีอำนาจสามารถรวบอำนาจได้มีสองกรณีคือยามเกิดพิบัติภัยและภาวะสงคราม ปรากฏการที่เกิดขึ้นส่วนท้องถิ่นไม่สามารถทำงานได้เพราะถูกรวบอำนาจไว้ คนที่เสียชีวิต 700 คนเขาควรจะได้รับการดูแลขนาดไหน ขนาดนิคมอุตสาหกรรมโรงงานยังมีการคุ้มครองเลย ในแง่ของกฎหมายเราให้อำนาจเบ็ดเสร็จต่อเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้เต็มที่กรณีสงคามและภัยพิบัติ แต่ผู้ใช้อำนาจไม่สามารถใช้ได้จะด้วยเหตุใดก็ตาม
การช่วยน้ำท่วมครั้งนี้ร่วม ประชาชน ช่วยกันอย่างโกลาหลแสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ความสามารถที่จะจัดการความช่วยเหลือได้ เกิดการขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน แง่กฎหมายปกครองเรามีพระราชบัญญัติป้องกันสาธารณะภัยกำหนดบทบาทเจ้าหน้าที่ คือ รมต. มหาดไทยซึ่งไมได้ลงมาช่วยเลย การป้องกันสาธารณภัยมีประธานคือนายกรัฐมนตรี แต่ผมก็เห็นใจท่าน รมต. มหาดไทยที่ต้องไปถ่ายภาพร่วมกับนายกตอนแจกของ นอกนั้นยังมีนายก อบจ. อบต. สามารถที่จะร้องไปยังท้องถิ่น แต่ท่านพบว่านายก อบต. ได้มาร้องเรียนว่าตนเองไม่มีอำนาจอะไร แต่อีกทางกลับพบว่านายกเทศมนตรี ปากเกร็ด นนทบุรี มีบทบาทในครั้งนี้อย่างมาก การใช้ไปรษณีย์ในการช่วยนำทางไม่ใช่คนที่อยากออกทีวีก็เป็นวิธีที่ดีแต่ไม่มีใครพูดถึงเลย อีกคนที่ควรใช้ คือเจ้าหน้าที่ป้องกันสาธารณภัย
ช่วงเวทีเสวนาดำเนินรายการโดย นายกิตติ สิงหาปัด จากครอบครัวข่าว 3
กิตติ สิงหาปัด: เราจะมุ่งไปว่าเราควรจะทำอย่างไรบ้าง?
อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปราโมทย์ ไม้กลัด: เรื่องการตั้งรับประเด็นภัยพิบัติที่ผ่านมาก็ไม่มีใครคิดว่าว่าจะเกิดจนพายุเข้าจนไหหม่ามาและลูกอื่นๆตามมาเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเขาก็ยังไม่มีประสบการณ์ว่าจำทำอย่างไร เรารู้หมด แต่ก็คิดว่าเป็นปกติเหมือนๆที่ผ่านมา เขาไม่เคยจะวางแผนเพื่ออนาคต ปี 54 จึงเป็นบทเรียนของคุณผู้ปฏิบัติการ จนมาถึงต้นเดือนกันยายนการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ยังปกติไม่เฉลียวใจว่าจะมีภัยตามมา
หากพูดถึงรัฐบาลไม่ต้องพูดถึง บางระกำโมเดลก็ไปตรวจเยี่ยมกันเมื่อ เดือนกันยายน แต่ธรรมชาติก็ไม่หยุดเท่านั้นหลังจากนั้นน้ำล้นไปเรื่อยๆ เป็นเหตุการณ์ที่เรายังไม่มีประสบการณ์ สุดท้ายมันเกิดเรื่องตามมาเกิดความโกลาหล ธรรมชาติก็เป็นแบบนี้เราไม่สามารถหยั่งถึง ซึ่งเป็นจุดอ่อนของพวกเรา
กิตติ สิงหาปัด: ถ้าเราต้องทำปีนี้ เรามีจุด่อนตรงไหน เราต้องทำอย่างไร ถ้าเกิด ศปภ.2 เกิดขึ้น
อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปราโมทย์ ไม้กลัด: ผมมองว่าบทเรียนในปี 54 ทำให้รู้ว่าอะไรคือจุดบกพร่อง เราต้องบริหารข้อมูลข่าวสาร อุทกภัยเกิดจากน้ำท่า ข้อมูลข่าวสารมี คนที่เกี่ยวข้องต้องตื่นตัว แจ้งข่าวสารกับผู้คน และกระบวนการที่สำคัญที่สุดคือ เราไม่มีเครื่องมือ/ อุปกรณ์
เราต้องตั้งสติ เมื่อน้ำล้นตลิ่ง การกระจายน้ำ ผันน้ำเข้าไปในทุ่ง เราต้องทำเฉลี่ยน้ำเข้าไปในทุ่ง เพราะเราไม่มีอุปกรณ์แก้ได้ ต้องเฉลี่ยปริมาณน้ำในทุ่งเข้าไป เพื่อให้ปริมาณน้ำในเจ้าพระยาลดระดับลง การเฉลี่ยน้ำเข้าไปในพื้นที่สำคัญที่สุด ต้องให้องค์กรท้องถิ่นรู้ หน้าที่ของแกนกลางคือรัฐบาลต้องตระหนักตรงนี้ ผู้ว่าราชการก็ต้องรู้ การถกเถียงเรื่องอาณาบริเวณจังหวัดไม่ควรเกิดขึ้น
กิตติ สิงหาปัด: การพร่องน้ำของ 2 เขื่อนหลัก น้ำเท่าไหร่ปีนี้ถึงจะพอดีและปีนี้น้ำค้างทุ่งอยู่เยอะ ถ้าน้ำมาใหม่จะรีดลงมาเร็ว การพร่องน้ำจะทำอย่างไร?
อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปราโมทย์ ไม้กลัด: เรื่องบริหารน้ำไม่เหมือนบริหารธุรกิจ เวลานี้ที่จะเป็นอุปกรณ์ช่วยได้ คือเขื่อน ถ้าเขื่อนเต็มนั้น เราอย่าเพิ่งวิตก หน้าแล้งก็สามารถนำไปทำนาปรังได้ 6-7 ล้านไร่ ทางราชการเขาวางแผนการใช้น้ำ ต้นเดือนมิถุนายน น้ำต้องอยู่ในระดับต่ำ นี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดของผู้บริหารเขื่อน เพราะไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์วิกฤตเลยกลายเป็นประเด็น ต้องกระจายน้ำไปพื้นที่ต่างๆ ส่วนน้ำจะไปทางไหน จะกั้นอย่างไร เป็นเรื่องที่พูดลำบาก
กิตติ สิงหาปัด: น้ำมาตั้งแต่วัดสิงห์อุทัย ไปจนถึงบางโสมสี จนมาถึงกรุงเทพฯ และมาถึงเรื่องกั้นน้ำด้วยบิ๊กแบ๊ก มีการถกเถียง และรู้สึกไม่เป็นธรรม ปีใหม่ควรแก้ปัญหาอย่างไร?
ดร. อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ (อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้ประสานงานการแก้ปัญหาอุทกภัยเหนือแนวบิ๊กแบ๊ก): ในภาพใหญ่ของรัฐบาลมันคือปัญหาของเรื่องภัยพิบัติเกินจะรับได้ จึงเพ่งไปที่เรื่องการบริหารจัดการของรัฐ ถ้าตั้ง ศปภ. 2 ในวันนี้ คือการแสดงความเข้าใจผิดซ้ำสอง มีเอกสารตั้งอยู่ ศปภ คำสั่งพบแต่งตั้ง ศปภ 1 ตุลาคม ท่วมเรื่อยมาจนถึงนวนคร หลายคนคิดว่า ศปภ เข้ามาบริหาร ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
กิตติ สิงหาปัด: เวลาที่เราบริหารในภาวะวิกฤต ถ้าไม่ใช่ ศปภ ควรจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มี war room
ดร. อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ: รัฐบาลต้องจัดการระบบ รัฐบาลกลาง ผมรู้ว่าเรื่องยังไม่เข้า ครม. ประเด็นคือเราต้องรู้เขารู้เรา รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ ปชช รับทราบ เป็นประเด็นที่ทำเกิดการวิจารณ์อย่างมาก และการให้ข้อมูลน้ำเป็นตัวเลขควรจะให้ ปชช ทำให้เข้าใจได้ง่าย
เรื่องบิ๊กแบ๊ก การวางบิ๊กแบ๊กของ กทม ที่ติดแนวเขตปทุม ตรงเขตสายไหม ตอนนั้นท่าน ผู้ว่า กทม. บอกว่ามีอำนาจทำอะไรก็ได้เพื่อปกป้องกทม แต่ผมก็ว่าท่านไม่มีอำนาจในการทำให้ ชาว ปทุมเดือดร้อนเช่นกัน แต่ผมก็เข้าใจว่าทำแล้วก็มีความเดือดร้อน ตรงนี้ก็ต้องไปดูเรื่องการชดเชยแต่ก็ยังมีปัญหาว่าจะชดเชยเท่าไหร่ให้เหมาะสม การเผชิญภัยกับการหนี เราต้องประเมินว่าแค่ไหนอย่างผมทำล่วงหน้าก่อนเป็นเดือนขนของทยอยออกมาความเสียหายจึงน้อยกว่าท่านอื่นๆ
กิตติ สิงหาปัด: ข้อเสนอให้ชาวบ้านเข้ามามาส่วนร่วมจริงๆได้อย่างไร
นายจรูญ สุขแป้น: ผู้นำเครือข่ายท่อทองแดง ต้องจัดการคนก่อน ทำเวทีหมู่บ้านตำบลอำเภอ และต่อไปจังหวัดต่างๆตั้งแต่ต้นน้ำปลายน้ำ เมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วม เมื่อเราเชื่อมโยงกันได้เรามีเวทีคุยกันกับชาวบ้าน เช่นต้นน้ำมีน้ำเยอะเท่าไหร่จะมีการรายงานกันมา
กิตติ สิงหาปัด: มันเป็นกระบวนตั้งแต่ต้นใช่ไหม ไม่ใช่พึ่งทำกัน
คุณจรูญ เครือข่ายท่อทองแดง: มันก็เกิดการเรียนรู้น้ำตอนแล้งไม่มีน้ำใช้ ก็ทะเลาะกัน พอเกิดเครือข่ายเสร็จก็เข้าไปดูต้นน้ำมีกรมชลประทานเป็นพี่เลี้ยงให้ ทุกวันนี้กุญแจประตูน้ำไม่ได้อยู่ที่กรมชลแต่อยู่ที่เรา เราไม่ได้ล็อคกุญแจด้วยซ้ำ เรามีการเก็บนาไร่ละ 5 บาท 4 บาทเอาไว้จัดการน้ำอีก 1 บาทเอาไว้ซื้อปุ๋ยใส่ผืนดิน เมื่อก่อนที่ดินเราแห้งแล้ง ตั้งแต่ปี 48 เป็นต้นมาเราก็เริ่มทำและเริ่มการบริหารจัดการน้ำและได้ปลูกพืชหมุนเวียนปลอดสารพิษ
กิตติ สิงหาปัด: อาจารย์มองอย่างไรบ้างในฐานะคนกรุงเทพ
ดร. อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ: ก็มีกรณีที่เกิดแบบนี้ที่ยอมให้หมู่บ้านอีกฝั่งท่วมและช่วยแหลือกันแต่ภาครัฐยังไม่คุ้นเคย
กิตติ สิงหาปัด: หากก่อกำแพงน้ำก็จะสูงขึ้นอาจารย์มองอย่างไรครับถ้าเกิดขึ้นอีก
อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปราโมทย์ ไม้กลัด: หากปีหน้าเกิดขึ้นอีกในขณะนี้ของรัฐบาลอย่าไปหวัง ผมสนับสนุน และต้องทำความเข้าใจกับชุมชนเพื่อยับยั้งการต่อต้าน ควรจะทำระบบปิดขอให้ได้แบบมาตรฐานแข็งแรง กระสอบทรายเลิกเถอะ ทำคันกั้นน้ำขอให้บดถนนกดอัดแน่นทำทุกชุมชนหมู่บ้านตกลงกันระหว่างพื้นที่นาพื้นที่หมู่บ้าน
เน้นการมีส่วนร่วม และ อบต ต้องเข้ามามีส่วนร่วม มองว่าขวางทางน้ำไหม ไม่ขวาง นิคมอุตสาหกรรม เขาก็สามารถปกป้องอาณาจักรเขาได้ คันกั้นน้ำผิดโอบล้อม เขามีอยู่พันไร่ทำไมไม่คิดทำหากทำถนนกั้นไว้ก็สิ้นเรื่อง
กิตติ สิงหาปัด: หลักการที่ใช้คือปกป้องเขตเศรษฐกิจและให้ท่วมทีอื่นๆ แต่เขาก็แย่งว่าของเขาไม่ใช่เศรษฐกิจรองแล้วเพราะเขตเศรษฐกิจของเขาก็มีมูลค่า คิดว่าต้องทำอย่างไรในปีนี้
อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปราโมทย์ ไม้กลัด: ก็ทำให้น้ำออกสู่ทะเลทั้งสองด้านอย่างเร็วต้องทำตั้งแต่นครสวรรค์ไล่มาเลยเอาภาพถ่ายทางอากาศมาเลยเปิดดู
กิตติ สิงหาปัด: เห็นด้วยกับ Motorway น้ำไหม
อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปราโมทย์ ไม้กลัด: อย่าพึ่งไปพูดให้เป็นศัพท์หรูหราเลยจะรูปแบบไหนก็ต้องมาศึกษากันต้องจ้างผู้มีประสบการณ์ว่าเราต้องการอะไรแบบไหนหาข้อยุติก่อน รวมถึงจัดการความขัดแย้ง
กิตติ สิงหาปัด: ผมคงไม่สรุปอะไรเพราะท่านเองก็รับฟังข้อมูลกันไว้แล้วก็อยู่ที่ดุลยพินิจของทุกท่านขอปิดรายการแต่เพียงเท่านี้ครับ





