Practical Report เกิดอะไรกับตลาดหุ้นไทยในต้นปีนี้

บทความโดย สุรศักดิ์ ธรรมโม

ตั้งแต่เปิดปีใหม่ 2554 มา ตลาดหุ้นไทยจนถึงเมื่อวาน ดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ปรับตัวลงมาโดยตลอด แทนที่จะไปต่อในระดับสูงจากผลของ “ผลกระทบมกราคม” หรือ January Effects ตามที่นักกลยุทธหลักทรัพย์คาดการณ์ไว้ในช่วงปลายปีที่แล้ว

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะตอนนี้แนวคิดในการลงทุนของโลกเกิดการเปลี่ยนจากเดิมที่คาดการณ์กันว่า เศรษฐกิจโลกหลังวิกฤติจะอยู่ในภาวะ “New Normal” กล่าวคือเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำ ในขณะที่เศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่นั้นจะมีอัตราการขยายตัวที่สูงและอัตราเงินเฟ้อที่สูง มาเป็น เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วเริ่มฟื้นตัว เงินเฟ้อประเทศพัฒนาแล้วเริ่มขยับขึ้น แต่ยังคงมุมมองเดิมในส่วนของประเทศเกิดใหม่อยู่โดยเฉพาะในส่วนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจว่าจะยังคงขยายตัวในอัตราที่สูงแต่อัตราเงินเฟ้อของประเทศเกิดใหม่จะสูงกว่าที่คาดไว้แต่เดิมเป็นอันมาก

ผลคือ ผู้จัดการกองทุนระดับโลกที่ได้กำไรจากตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะในเอเชียจำนวนมาก ได้แก่ อินโดนีเซีย อินเดียและไทย โดยเฉพาะกำไรจากส่วนต่างของราคาและจากอัตราแลกเปลี่ยน ได้เริ่มทยอยขายหุ้นเป็นจำนวนมาก

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ผมพบว่าผลตอบแทนในรูปของเงินบาทตั้งแต่ต้นปี 2553 จนถึงปลายปีอยู่ที่ประมาณ 41 % แต่ถ้าพิจารณาจากการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ ก.ค. 53 จนถึงสิ้นปี 53 บวกกับผลตอบแทนของอัตราแลกเปลี่ยน ผลคือ อัตราผลตอบแทนของนักลงทุนต่างชาติในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากการลงทุนในตลาดหุ้นไทย อาจจะอยู่ที่ประมาณ 40-60 %

เห็นได้ว่าช่วงผลตอบแทนในการลงทุนในหุ้นไทยนั้นจะอยู่ในช่วงกว้างตามจังหวะในการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลัง ผนวกกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติได้กำไรจากการลงทุนในหุ้นไทยถึงสองต่อ คือจากส่วนต่างของราคาและอัตราแลกเปลี่ยน
ดังนั้น เมื่อแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ในขณะที่สถานการณ์ยุโรปนั้นมีแต่จะทรงตัวหรือทรุดตัว ผลคือเงินดอลลาร์สหรัฐ เริ่มแข็งค่าขึ้นตามลำดับ ดังนั้น กองทุนต่างชาติที่ลงทุนในตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่และทองคำ พบว่าตนเองได้กำไรจำนวนมากในปีที่ผ่านมาจึงพากันขายทองคำและหุ้นในประเทศเกิดใหม่เพื่อเก็บกำไรไว้กับตนเองและรอจังหวะในการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐหรือจังหวะในการลงทุนประเทศเกิดใหม่ที่อัตราเงินเฟ้อไม่สูงมากนักและไม่มีนโยบายในการควบคุมเงินทุนไหลเข้า

การที่อัตราเงินเฟ้อของประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย หรือแม้แต่ไทย เร่งตัวสูงขึ้นจนทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศในเอเชียเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อยับยั้งไม่ให้คนทั่วไปมองว่าเงินเฟ้อจะขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กันไป ธนาคารกลางประเทศเหล่านั้นส่งสัญญาณเตือนนักลงทุนต่างชาติตามลำดับว่า แม้ว่าธนาคารกลางจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงซึ่งอาจจะจูงใจให้เงินทุนไหลเข้าแต่ธนาคารกลางก็พร้อมจะมีมาตรการจัดการเงินทุนต่างประเทศไหลที่เข้ามาจนสร้างปัญหาต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ความมุ่งมั่นในการจัดการกับเงินทุนไหลเข้าที่เข้ามาเก็งกำไรในหลักทรัพย์ของประเทศเกิดใหม่ได้รับฉันทานุมัติในหลักการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องติดตามคือ เมื่อไหร่ที่ธนาคารกลางประเทศเอเชียจะดำเนินมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า

ด้วยเหตุข้างต้น ผลคือนักลงทุนต่างชาติเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าถ้าอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวอย่างต่อเนื่องเกินคาด ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ย และถ้านักลงทุนต่างชาติจะโยกเงินต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศเกิดใหม่เพื่อหวังส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่สูงอาจจะถูกผลกระทบจากมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า นอกจากนี้ การที่อัตราดอกเบี้ยมีสัญญาณเร่งตัวขึ้นเพื่อคุมเงินเฟ้อนั้นจะไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นมากนัก ดังนั้นการขายหุ้นในประเทศเกิดใหม่เพื่อทำกำไรจึงจะดูเป็นความคิดที่เหมาะสมมากกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในระยะสั้นคือในสองสามเดือนแรกของปีนี้ ภาพการลงทุนอาจจะเป็นไปดังนั้น แต่ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐแม้มีสัญญาณการฟื้นตัวที่แท้จริงบ้าง แต่ไม่ได้แข็งแกร่งตามที่ Goldman Sachs ประเมินไว้ นอกจากนี้ การที่เงินเฟ้อทั่วโลกได้ปรับขึ้นแรงมากทั้งในประเทศเกิดใหม่และในยุโรป เป็นผลสำคัญมาจากนโนบาย QE ของสหรัฐอมริกาที่ดำเนินมาต่อเนื่องในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ถ้าในไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้พิสูจน์ตัวเองด้วยการขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ผลคือสภาพคล่องจากนโยบาย QE อาจจะไหลมาหากำไรจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงในประเทศเกิดใหม่ และในที่สุด ประเทศเกิดใหม่จำต้องใช้นโยบายควบคุมเงินทุนไหลเข้า ผลคือในปีนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นจะผันผวนมากกว่าในปีที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นแทบทั้งโลกอยู่ในภาวะตลาดขาขึ้น

หมายเหตุ-บทความฉบับนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 21 มกราคม 2554