โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม
วันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมาสภาพัฒน์ได้ประกาศตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี แม้ว่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงถึง 6.7 %
แต่ถ้านำเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ไปเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าโดยปรับความผันผวนทางฤดูกาลแล้ว พบว่าเศรษฐกิจไทยหดตัวที่ – 0.2 %
นอกจากนี้แล้วในรายงานของสภาพัฒน์ยังชี้ให้เห็นอีกว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ถ้าเทียบกับไตรมาสแรกของปีโดยขจัดความผันผวนทางฤดูกาลหดตัวที่ – 0.6 %
เท่ากับว่าเศรษฐกิจหดตัวสองไตรมาสต่อเนื่องกันหรือเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession)
ซึ่งการถดถอยทางเศรษฐกิจเชิงเทคนิคนี้ ถ้าเป็นเศรษฐกิจต่างประเทศเรื่องนี้จะเป็นประเด็นใหญ่โตของประเทศนั้นๆทันที เพราะสะท้อนว่าภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันนั้นได้ประสบปัญหาสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่งเศรษฐกิจจึงได้หดตัวต่อเนื่องกันถึงสองไตรมาส
แต่เมื่อปรากฏการณ์ภาวะถดถอยนี้ได้เกิดในประเทศไทย ในสายตารัฐบาลและหน่วยงานของรัฐจึงเป็นแค่ตัวเลขเท่านั้น ไม่มีมีความหมายอะไรมากไปกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่สูงถึง 6.7 % และตลอดทั้งปี 2553 นี้ หน่วยงานของรัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 7.9 % ซึ่งสูงมากและน่าจะเป็นตัวเลขที่เสนอต่อสาธารณะมากไปกว่าตอกย้ำเรื่องการถดถอยทางเศรษฐกิจซึ่งไม่เป็นผลดีใดๆเลย
อย่างไรก็ตามนักการเมืองไทยและข้าราชการไทยไม่เคยเดือดร้อนจากวิกฤติเศรษฐกิจของไทยและวิกฤติเศรษฐกิจโลกเลย ดังจะเห็นจากประสบการณ์วิกฤติปี 2540 และวิกฤติ Sub-prime ปี 2551 ต่างจากภาคเอกชนไทยและประชาชนไทยนั้นประสบปัญหาจากวิกฤติเศรษฐกิจและความผันผวนของเศรษฐกิจอยู่เสมอ
ดังนั้นข้อสังเกตของผมจึงน่าจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนไทยและเอกชนไทยมากว่ารัฐบาลอย่างแน่นอน
ในฐานะผู้เขียนผมขอแนะนำไม่ให้นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐอ่านบทความตอนนี้ของผม ทั้งนี้ ข้อสังเกตของผมมีดังนี้ครับ
ประการแรก การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในอัตราที่สูงๆนั้นไม่ได้ส่งผลให้คนไทยทั่วไปรู้สึกว่าเศรษฐกิจขยายตัวอย่างมากๆนั้นเป็นเพราะว่าฐานการคำนวณจีดีพีของไทยนั้นใช้ตัวเลขที่ล้าสมัยมากคือปี 2531 ซึ่งเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีโครงสร้างการผลิตแตกต่างจากปี 2531 อย่างมาก
การใช้ตัวเลขของปี 2531 เป็นตัวฐานหรือตัวเปรียบเทียบจึงให้ภาพเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวสูงเกินกว่าความเป็นจริง ดังนั้นการนำตัวเลขการขยายตัวจีดีพีของไทยไปใช้ในการวางแผนธุรกิจจึงต้องคำนึงถึงปัญหาดังกล่าวด้วยหรือใช้หลักง่ายๆในการประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่แท้จริง คือเอาตัวเลขประมาณ 1.0 % ถึง 1.2 % ไปหักออกจากตัวเลขทางการทุกครั้งจะให้ภาพการขยายตัวที่ใกล้เคียงความเป็นจริง
นอกจากนี้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในอัตราสูงของปีนี้เกิดจากฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมา มิใช่เศรษฐกิจไทยมีความสามารถหรือศักยภาพในการขยายตัวโดดเด่นเป็นพิเศษ
ประการที่สอง การหดตัวเชิงเทคนิคของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 เป็นผลมาจากวิกฤติการเมืองไทยในขณะที่ไตรมาสที่ 3 พบว่าบทบาทของการส่งออกและการใช้จ่ายภาครัฐนั้นต่อการขยายตัวของจีดีพีนั้น ลดลง แม้ว่า การท่องเที่ยวของไทยจะกลับมาขยายตัวในไตรมาสที่ 3 แต่ช่วยอะไรมากไม่ได้นักเพราะผลลบของการส่งออกและการใช้จ่ายภาครัฐนั้นมากกว่าผลบวกจากการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ
ในแง่นี้กล่าวได้ว่าในกรณีเลวร้ายที่สุด คือ ไทยเผชิญวิกฤติการเมืองอีกครั้งและค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าอยู่ผนวกกับเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะเศรษฐกิจตลาดส่ง ออกหลักอ่อนแอ อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยนั้นอยู่ในภาวะถดถอยเชิงเทคนิคอย่างต่อเนื่องและ ที่สุดจะกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยให้หดตัวลงได้ในที่สุด
ประการสุดท้าย เอกชนไทยไม่ควรประมาทเพราะผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกต่อเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ต่างจากวิกฤติก่อนหน้า
กล่าวคือในปี 2540 สถาบันการเงินของไทยถูกปิด เงินทุนไหลออก เศรษฐกิจไทยจึงหดตัวลงอย่างฉับพลัน แต่ครั้งนี้ประเทศไทยไม่ใช่ต้นตอของวิกฤติเศรษฐกิจโลก และที่สำคัญ คือ สถาบันการเงินไทยในตอนนี้แข็งแกร่งมากกว่ามาตรฐานโลก และมากกว่าสถาบันการเงินต่างประเทศ
ดังนั้น ในกรณีเลวร้ายเศรษฐกิจไทยจะค่อยทรุดตัวลงอย่างช้าๆ ถ้าไม่มีมาตรการอะไรแก้ไขหรือผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัว ผลลบจะไปที่สถาบันการเงิน ถ้าดำเนินไปต่อเนื่องระยะหนึ่ง จะส่งผลให้สถาบันการเงินไทยอาจจะอยู่ในภาวะเสี่ยงและที่สุดส่งผลลบต่อ เศรษฐกิจไทยได้
หมายเหตุ:บทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Post Today เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2553
