Practical Report เยอรมนีคืนโบอิ้ง 737: รัฐบาลไทยวางค้ำประกัน 38 ล้านยูโร

รัฐบาลไทยวางค้ำประกัน 38 ล้านยูโร หรือ 54 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อศาลเยอรมนี กรณีอายัดเครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารในเยอรมนี

Reuters ระบุว่า ขณะนี้ได้คืนเครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์แล้ว โดยไทยต้องจ่ายเงิน 38 ล้านยูโร หรือ 54 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,592,580,000 ล้านบาทโดยประมาณ ตามคำสั่งศาลเยอรมนีเพื่อชดใช้หนี้ค้างชำระย้อนหลัง 20 ปีแก่บริษัทวอลเตอร์ บาว (Walter Bau) ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการปล่อยเครื่องบินโบอิ้ง 737 คืนแก่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ถูกอายัดที่สนามบินมิวนิค เยอรมนี เมื่อเดือนที่ผ่านมา

“เราวางค้ำประกันไว้ 38 ล้านยูโรตามที่ศาลเบอร์ลินร้องขอ ดังนั้นเขาจะไม่สามารถอายัดเครื่องบินได้” ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขารัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ กล่าวกับรอยเตอร์

“เราได้วางหนังสือค้ำประกันสำหรับกรณีนี้แล้ว” เขากล่าว “หนังสือค้ำประกันดังกล่าวดำเนินการโดยธนาคารกรุงไทย” ยังไม่มีความชัดเจนโดยทันที ต้องให้ทางศาลยอมรับหนังสือค้ำประกันดังกล่าวและปล่อยอายัดเครื่องบิน

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกนำไปถกเถียงอย่างมาก รวมทั้งท่าทีของกษิตฯ รัฐมนตรีต่างประเทศที่กล่าวว่า เครื่องบินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทย และไม่ควรจะถูกอายัด

ขณะที่เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราสฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การอายัดเครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์ของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จากกรณีพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัท Walter Bau AG

ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 20 ล้านยูโรเพื่อนำไปใช้ในการระงับข้อพิพาทดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

กรณีพิพาทดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อบริษัทเยอรมนี Dywidag ช่วยสร้างทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ในกรุงเทพฯ (ระยะทาง 26 กิโลเมตร หรือ 15 ไมล์) ไปยังสนามบิน Dywidag ได้ร่วมกับบริษัทวอร์เตอร์ บาวในปี 2001 และล้มละลายในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ สถานทูตเยอรมนีประจำไทยได้นำข่าวจากหนังสือพิมพ์ Frankfurter Allgemeine Zeitung เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ผู้ชี้ทาง

นับว่าเป็นเรื่องน่านับถืออย่างยิ่ง เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชทรงมีพระประสงค์พระราชทานพระราชสมบัติส่วนพระองค์เป็นเงินประกันเพื่อถอนอายัดเครื่องบิน (ส่วนพระองค์) สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีและประเทศไทย ถึงขั้นที่ไม่ทรงประสงค์ให้กรณีพิพาทดังกล่าวกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแล้ว รัฐบาลไทยก็ควรดำเนินตามพระประสงค์ในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน

เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่า กรณีพิพาทนี้มิได้มีสาเหตุมาจากเครื่องบินที่อ้างว่าเป็นสมบัติส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช หากแต่เป็นเพราะรัฐบาลไทยติดหนี้บริษัทเยอรมันเป็นเงินจำนวนหลายล้านยูโร และจนปัจจุบัน ทางรัฐบาลไทยก็ได้ปฏิเสธอย่างแข็งขันที่จะชำระเงินดังกล่าว แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนในการดำเนินในการดำเนินงานทางยกระดับมานานแล้วก็ตาม ยังเป็นคำถามกันต่อไปว่าการที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทที่ล้มละลายดำเนินการอายัดเครื่องบินเป็นการกระทำที่ฉลาดหรือไม่ทางการเมือง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่ของไทยซึ่งคาดว่าจะเข้ารับตำแหน่งในสัปดาห์หน้านี้ควรใช้โอกาสที่จะชำระปัญหานี้ให้ขาวสะอาดตามที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชก็ได้ทรงชี้แนะหนทางให้แล้ว