สุรศักดิ์ ธรรมโม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ฟินันซ่าจำกัด
ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง และการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็น “เครื่องชี้อนาคตประเทศครั้งสำคัญ” หรือจะเป็นแค่อีก “การเลือกตั้งครั้งหนึ่งเช่นเดียวกับที่ผ่านมา”
นักวิเคราะห์ในบริษัทหลักทรัพย์ไทยส่วนใหญ่มองว่า การเลือกตั้งของไทยในครั้งนี้ ก็เหมือนๆกับทุกครั้งๆที่ผ่านมาในอดีต โดยสามารถเอาสถิติเลือกตั้งในอดีตมาประมาณการณ์ผลตอบแทนในการลงทุนสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ว่า หุ้นก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งนั้นจะให้ผลตอบแทนเท่าใด ไม่ได้วิเคราะห์ไปที่บริบทของการเมืองไทยในเชิงลึกซึ้งเท่าใดนัก ต่างจากบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศซึ่งรวมบริษัทหลักทรัพย์ไทยอย่างภัทร ที่ทำวิจัยและมองการเลือกตั้งครั้งนี้ให้อยู่ในบริบทของปัญหาการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน และมองว่า นี่ไม่ใช่การเลือกตั้งที่เหมือนกับทุกๆครั้งที่ผ่านมา
ดูเหมือนว่า ประเทศไทยในบทวิเคราะห์การลงทุนของนักวิเคราะห์ 2 ค่ายทั้งไทยและต่างประเทศนั้น จะเป็นประเทศไทยคนละประเทศกัน อะไรคือ ประเทศไทยที่แท้จริงกันแน่ และมีห้วงยามใดที่ประเทศไทยจะไม่ถูกมองอย่างแตกต่างเหมือนกับเป็นคนละประเทศอย่างนี้ บางทีในอนาคต เมื่อข้อมูลข่าวสารกระจายอย่างทั่วถึงรวมทั้งได้ถูกวิเคราะห์ ประเมินอย่างรอบด้านและมีเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูล เราอาจจะเข้าใจประเทศไทยที่แท้จริงโดยที่ไม่ต้องรอให้ “ห้วงยามแห่งความจริง :Thailand’s Moment of Truth” เกิดขึ้น ซึ่งบางที ประเทศไทยที่แท้จริงอาจจะไม่แตกต่างจากประเทศไทยที่เราคุยกันเองอย่างไม่เป็นทางการกับเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องในเวลาที่เป็นส่วนตัว
ในความคิดส่วนตัว ผมประเมินว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆมาก และเป็นการเลือกตั้งที่สามารถสร้างความเปราะบางให้กับเสถียรภาพของประเทศไทยในทุกๆทางได้ ถ้าหลังเลือกตั้งมีเหตุการณ์ดังนี้ 1) มีการละเมิดหลักการระบบประชาธิปไตย ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ เช่น การทำรัฐประหาร การยุบพรรคการเมืองโดยที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน การแจกใบแดงจำนวนมากโดยไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ เป็นต้น 2) มีการละเมิดหลักการนิติรัฐ หลักฏหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยอ้างความชอบธรรมของเสียงส่วนใหญ่ เช่น การอ้างเสียงเลือกตั้งจำนวนมากอยู่เหนือกฏหมายบ้านเมือง และนำจำนวนส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งจำนวนมากมาล้มล้างอำนาจศาล ล้มกระบวนการยุติธรรม
ถ้าหลังเลือกตั้ง มีการดำเนินการอย่างด้านบน ผมมั่นใจได้เลยว่าประเทศนี้ กำลังเดินทางเข้าสู่ความไร้เสถียรภาพ และเริ่มสู่สภาวะรัฐที่ล้มเหลว (Failed State) อย่างแน่นอน ประเทศไทยจะยืนอยู่เป็นประเทศได้ต้องมีการยึดหลักการ 2 หลักด้วยกันคือ หลักการระบบประชาธิปไตย และหลักการนิติรัฐที่มีการคานอำนาจกันระหว่าง บริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ผู้นำการเมืองกลุ่มใดๆ ไม่ควรจะเข้าใจผิดว่า ถ้ายึดหลักข้อใดข้อเดียวจะสามารถบงการชะตากรรมประเทศนี้ให้เป็นไปตามใจของตนได้ เพราะวิกฤติการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2548 มาพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง
นอกจากนี้แล้ว ปัจจัยต่างประเทศโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งผมเขียนเตือนมาตลอดในพื้นที่คอลัมน์นี้แล้วว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ถ้าการเมืองของไทยหลังเลือกตั้งเต็มไปด้วยความวุ่นวายและความไร้เสถียรภาพ ผลคือ เศรษฐกิจไทยจะถูกซ้ำเติมให้รากฐานอ่อนแอและอาจจะนำไปสู่การชะลอลงของเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เมื่อเศรษฐกิจไทยชะลอลงในขณะการเมืองยังวุ่นวาย ผลก็คือ ประเทศไทยจะเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา
การที่จะนำพาประเทศไทยให้ผ่านช่วงที่เปราะบางเช่นนี้ไปได้ ทุกคนต้องกลับเข้ามาที่หลักการพื้นฐานของระบบประชาธิปไตย 2 ข้อในด้านบนคือ การยอมรับเสียงข้างมากและการเคารพในหลักการนิติรัฐที่มีการคานอำนาจกัน เมื่อหลักการ 2 ข้อได้รับการยอมรับแล้ว การปรองแดง การสมานฉันท์เพื่อเดินประเทศต่อไปข้างหน้าจะตามมา
ประเทศไทยยังมีปัญหาพื้นฐานที่ต้องการรัฐบาลเข้ามาแก้ไข มิใช่กลุ่มอำนาจล้วนพากันแย่งชิงอำนาจรัฐ แต่ไม่บริหารประเทศ โดยปัญหาสำคัญคือ ระดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยลดลง การที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและอีก 15 ปีข้างหน้าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งรัฐบาลจะต้องทำการสร้างขีดความสามารถของคนในชาติขึ้นมา โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ ผ่านการปฏิรูปการศึกษา เพราะในอนาคต เด็กรุ่นใหม่ จะต้องหาเลี้ยงคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่ได้ทำงานเพราะเกษียณ นอกจากนี้แล้ว ยังมีเรื่องการเข้าร่วมกลุ่มประชาคมอาเซียนในปี 2558 ในขณะที่ปัญหาระยะใกล้ คือการตั้งรับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี การลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ผ่านมาตรการภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดกควบคู่ไปกับการขยายฐานภาษีที่ต้องดึงคนนอกระบบภาษีมาอยู่ในระบบให้ได้ และการสร้างวินัยทางการคลังของรัฐด้วยการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องล่มจมเหมือนกรีซและหลายประเทศชายขอบในยุโรปที่เน้นนโยบายประชานิยม สร้างหนี้สินสาธารณะให้ประเทศอย่างมหาศาลจนในที่สุดประเทศอยู่ในสถานะล้มละลาย
หมายเหตุ:บทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 ก.ค. 2554

