ประเวศ วะสี : ขอให้คุณทักษิณเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ของมนุษยชาติ
October 21, 2009
คุณทักษิณที่รัก
ใครๆ ก็ลงความเห็นว่า คุณทักษิณเป็นคนที่มีศักยภาพยิ่งกว่าใครๆ ในแผ่นดิน ที่จะบันดาลให้เกิดความปั่นป่วนก็ได้หรือความสงบก็ได้ นายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ที่ถูกรัฐประหารแล้วจะไปลับ แต่คุณเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ สั่งให้พรรคเพื่อไทยซ้ายหัน ขวาหันก็ได้ ทำให้มวลชนคนเสื้อแดงคึกคักหรือซบเซาก็ได้ ไม่มีใครมีศักยภาพที่จะทำได้เท่าคุณทักษิณ
เมื่อพบกันครั้งสุดท้ายในงานศพภรรยาอาจารย์หมอแสม พริ้งพวงแก้ว ขณะนั้นคุณเป็นนายกรัฐมนตรี คุณกล่าวถึงผมว่า มาตรฐานของผมสูงเกินคุณยังทำไม่ได้ ผมว่ามาตรฐานของผมไม่สูงหรอก แต่คุณนั่นแหละมีศักยภาพสูงมาก ที่จะทำเรื่องใหญ่ๆ ใหญ่กว่าเรื่องที่คุณกำลังทำอยู่ขณะนี้
ผมคิดว่าขณะนี้ประเทศติดอยู่ในหลุมดำแห่งวิกฤตการณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดมิคสัญญี กลียุค เพราะกรรมร่วมหลายอย่างบรรจบกัน ซึ่งรวมเรียกว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ในช่วง 80 ปีที่ผ่านมา แนวคิดทางการเมืองอยู่ในเรื่องการโค่นล้มและการแก้แค้นกันไปมา เมื่อคณะราษฎรโค่นล้มเจ้า พวกเจ้าก็โค่นล้มคณะราษฎร หลัง 14 ตุลาเมื่อเห็นว่าขบวนการนักศึกษาชักจะมีอำนาจมากก็เกิดการฆ่านักศึกษากลางเมือง เมื่อ 6 ตุลาคม แนวทางกระทำและปฏิกิริยาต่อการกระทำดำเนินเรื่อยมา และก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่คนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
จริงอยู่คุณทักษิณสามารถ shake loose หรือเขย่าให้ทุกองค์กรและสถาบันในประเทศไทยหลวมหมด ซึ่งอาจมองว่ามีข้อดีที่จะประกอบเครื่องไปสู่การพัฒนาระดับใหม่ (New Order) แต่ก็สุ่มเสี่ยงเกินไปที่จะหลุดเข้าไปสู่มิคสัญญีกลียุค เพราะในยามที่สังคมมีอารมณ์รุนแรง ย่อมเกิดการรับรู้ผิดๆ และคิดผิดๆ ไม่มีปัญญาพอที่จะใช้วิกฤตเป็นโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่จุดลงตัวใหม่ได้
ผมไม่คิดว่าการต่อสู้ตอบโต้กันไปมาอย่างที่เป็นไปขณะนี้จะสามารถพาสังคมไทยออกจากหลุมดำแห่งวิกฤตการณ์ได้ วิกฤตการณ์ของเราใหญ่และลึกเกินกว่าที่การต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันจะมีพลังพอ ที่จะขยับสังคมไทยออกจากมหาวิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้
เราต้องการอะไรที่ใหญ่กว่านั้น
แล้วไอ้ที่ว่าใหญ่กว่านั้นมันคืออะไร
เรื่องใหญ่ที่สุดคือ จิตสำนึกใหม่ (New Consciousness)
คนไทยเรามีจิตสำนึกเล็กๆ แคบๆ มองไม่เห็นทั้งหมด ทำเฉพาะส่วนอย่างแยกส่วน ทำเพื่อตนและพวกตน นำไปสู่การเสียดุลยภาพอย่างรุนแรงทั้งหมดทั้งสิ้น คือเสียดุลระหว่างกายกับใจ เสียดุลทางสังคมเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมือง การเสียดุลยภาพคือ ความเจ็บป่วย และนำไปสู่การล่มสลาย
วิถีดุลยภาพคือทางไป
แต่วิถีดุลยภาพเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเรายังมีจิตสำนึกเล็กๆ แคบๆ เราต้องการจิตสำนึกใหม่ที่เป็นจิตสำนึกที่เห็นความเป็นหนึ่งเดียวของทั้งหมด (The Same Oneness) ของคนทั้งหมดและธรรมชาติทั้งหมด
จิตสำนึกใหม่ที่เข้าถึงความเป็นทั้งหมดจะทำให้เป็นอิสระ มีความสุขอันลึกซึ้ง เกิดความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด ทำให้ดำเนินไปบนวิถีดุลยภาพได้
จิตสำนึกใหม่ที่ว่านี้เกิดขึ้นได้จริงๆ คุณลองไปอ่านเรื่องของมนุษย์อวกาศที่ชื่อ Edgar Mitchell เมื่อเขายืนบนดวงจันทร์ มองมาเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของโลกใบนั้น จิตเขาเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง เขากล่าวว่า “I came back to Earth, a totally changed man” เขารู้ว่าจิตสำนึกใหม่เกิดขึ้นได้ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วมันมหัศจรรย์เพียงใด จึงตั้งสถาบันที่เรียกว่า Instiute of Noetic Sciences ที่แคลิฟอร์เนีย เพื่อค้นคว้าวิจัยและเผยแพร่เรื่องจิตสำนึกใหม่ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องไปนอกโลก แต่มีวิธีอันหลากหลายที่ทำให้เกิดขึ้น ขณะนี้หนังสือกลุ่มที่ขายดีที่สุดในโลกคือ กลุ่มที่เกี่ยวกับจิตสำนึกใหม่ เพราะในตะวันตกเกิดตระหนักกันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ว่าวิกฤตโลกคราวนี้เป็นวิกฤตอารยธรรม หรือแบบแผนการดำรงชีวิต ไม่มีทางที่มนุษย์จะดำเนินไปในอารยธรรมเดิม โดยไม่ทำลายดุลยภาพของการอยู่ร่วมกัน ลาสโก โกรฟ และรัสเซลล์ ในหนังสือของเขาชื่อ Consciousness Revolution เห็นว่าทางเดียวเท่านั้นที่มนุษยชาติจะอยู่รอดได้ คือการปฏิวัติจิตสำนึก
หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ปีเตอร์ รัสเซลล์ เขียนคนเดียวชื่อ Waking up in time ก็ทำนองเดียวกันที่ไม่เห็นว่าโลกจะรอดได้เพราะเทคโนโลยีใหม่หรือเศรษฐกิจ ใหม่ใดๆ นอกจากจิตสำนึกใหม่
วิถีทางใหม่ที่มนุษยชาติ คือวิถีดุลยภาพ
ซึ่งจะเป็นไปได้ด้วยจิตสำนึกใหม่เท่านั้น
วิกฤตการณ์ประเทศไทยก็เช่นเดียวกับวิกฤตการณ์โลก ที่เกิดจากการดำเนินไปบนวิถีที่ขาดดุลยภาพไม่มีทางออกด้วยการแก้เล็กแก้น้อย หรือด้วยการทะเลาะวิวาทแบบเด็กตีกัน แต่เราต้องการวิถีทางใหม่ซึ่งเป็นวิถีดุลยภาพ ซึ่งจะเป็นไปได้ต่อเมื่อคนไทยมีจิตสำนึกใหม่
ถ้าคนไทยมีจิตสำนึกใหม่ เข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยทั้งหมด จะเกิดความเป็นอิสระเกิดความสุขอย่างล้ำลึก เกิดความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด นำไปสู่วิถีชีวิตใหม่ที่ก้าวข้ามความขัดแย้งและความติดขัด
คุณทักษิณ คุณเป็นคนมีศักยภาพสูงที่จะทำเรื่องใหญ่ ปล่อยความแค้นหรือการคิดแก้แค้นใดๆ เพราะมันอยู่ในอกุศลภูมิแห่งโลภะ โทสะ โมหะ เท่านั้นเอง คุณต้องไปทำเรื่องใหญ่กว่านั้น คือเรื่องการสร้างจิตสำนึกใหม่ของคนไทยทั้งหมดและมนุษย์ในโลกด้วย ด้วยศักยภาพของคุณผมคิดว่าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้
ถ้าคุณเปลี่ยนแปลงจากการทำเพราะแรงแค้น อันเป็นเรื่องในระดับต่ำๆ ไปสู่การทำงานใหญ่เรื่องสร้างจิตสำนึกใหม่ คุณจะพบความสงบและความสุขที่ไม่เคยได้พบมาก่อน ใครๆ ก็จะหันมารักคุณ และในที่สุดอย่าว่าแต่เรื่องเงิน 70,000 กว่าล้านของคุณเท่านั้นเลย ใครๆ ก็อยากจะเห็นคุณมีมากๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพของคุณในการทำเพื่อเพื่อนมนุษย์
คุณมีหลานสาวคนหนึ่งที่มีความรู้ความชำนาญเรื่องจิตสำนึกใหม่ ถ้าคุณสนใจเรื่องนี้ เขาคงยินดีเดินทางมาพบคุณที่ดูไบหรือที่อื่นใด ผมขออธิษฐานให้คุณเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ของมนุษยชาติ
ด้วยความระลึกถึง
ประเวศ วะสี
Comments
5 Responses to “ประเวศ วะสี : ขอให้คุณทักษิณเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ของมนุษยชาติ”
Got something to say?






ต้นฉบับลงไว้ที่ไหนเหรอคะ อยากไปดู
Abstraction is always beautiful…. Realization is always painful!
Btw, Does Prawetch know “New Consciousness” is a kind of spiritual belief??
ออกจะขำๆ ที่พี่หมอพยายามออกมาเขียน และเผยแพร่วาทะกรรม
เรื่องจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) ถึงท่านนายกทักษิณ
นอกจากจะลงในมติชนแล้ว พี่หมอ ยังพยายามเผยแพร่อีโก้ของพี่หมอไปตามเว็บต่างๆมากมายหลายแห่ง
และเป็นหลายแห่งที่ผมดันทะลึ่งเปิดไปเจอไปอ่าน
อ่านแล้วก็ขำ
ก็เอาเถอะ มันเป็นอัตตาถาวรอันไม่อาจแก้ไขของพี่หมอไปแล้ว
ประหนึ่งว่า ประเวศ แคน ดู โน วรอง อย่างนั้น
ก็ดีเหมือนกัน ที่พี่หมออ่านหนังสือเล่มเดียวกันกับที่ผมอ่าน
The Consciousness Revolution
โดย Ervin Laszlo, Stan Grof, Peter Russell
ผมมีความเชื่ออยู่ลึกๆว่า ท่านนายกทักษิณก็คงได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเช่นกัน
ผมเชื่ออย่างนั้นเพราะว่า สมัยที่ท่านนายกทักษิณยังบริหารประเทศ และดูแลประชาชนคนไทยเป็นอย่างดี ท่านนายกทักษิณได้แนะนำหนังสือดีๆหลายเล่ม ที่ผมอยากจะบอกพี่หมอในครั้งนี้ก็คือ หนังสือที่ท่านนายกทักษิณแนะนำ 9 ใน 10 เล่ม มักจะตรงกับหนังสือที่ผมอ่าน
(ถึงแม้ว่ามีเล่มไหนที่ไม่ตรงกับที่ผมมี ผมก็ต้องรีบไปหามาอ่าน
เพราะผมมีความเชื่อมั่นใน Leadership’s Vision ของท่านนายกทักษิณ)
ไหนๆพี่หมอก็อ้างถึง Peter Russell แล้ว ผมก็อยากแนะนำให้พี่หมออ่านเล่มนี้ครับ
The Global Brainครับ โดยเฉพาะบท Inner Evolution ที่พูดถึงเรื่อง The Skin-Encapsulated Ego ผมว่าพี่หมอน่าจะได้รับประโยชน์อย่างมากนะครับ
เพราะ Encapsulated Ego นี่ เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในกระบวนการพัฒนาทุกกระบวนการ
ไม่ว่าจะเป็นการหัดเขียน ก.ไก่ การนับเลขบวกเลข หากมีไอ้ Encapsulated Ego ติดอยู่
เหมือนกับที่พี่หมอมีอยู่อย่างหนาเตอะ ผมว่าประเทศไม่เจริญ
เพราะมีคนประเภทเดียวกันกับพี่หมอนี่แหละ มาคอยถ่วงรั้งเอาไว้
ล่าสุดก็มีคนออกมาบอกให้ชาวนากลับไปใช้ควายไถนา เพราะจะได้ประหยัดน้ำมัน
และผมว่า คนอย่างท่านนายกทักษิณ เป็น Global Brain ไม่ใช่ Local Brain หรือ Domestic Brain อย่างที่พี่หมอกำลังเป็นอยู่
As The Future Catches You(เล่มโปรดของผมเลยนะเนี่ย)
Juan Enriquez พูดถึงเทคโนโลยีที่มาครอบงำสังคมมนุษย์โดยไม่ทันตั้งตัว และเทคโนโลยีก็มีผลกระทบในวงกว้างต่อทุกวงการ ทางรอดที่จะสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งในสังคม คือ (ถึงตรงนี้ พี่หมออ่านให้ดีๆนะครับ)
สร้างความสามารถในการแข่งขัน การเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้คน โดยจะต้องนำเทคโนโลยีมาประกอบการจัดการด้วย
IT is Alive
Christopher Meyer บอกว่าการบริหารเทคโนโลยีในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า ระบบทุกระบบ จะเคลื่อนไหวเป็นอิสระเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิต ผู้บริหารจะต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่ทันสมัย โดยเป็นการเน้นย้ำถึงเทคโนโลยีที่สำคัญคือ Molecular Technology ประกอบด้วย Nano Technology, Bio Technology , Material Technology โดยในอนาคตอัตราเร่งทางเทคโนโลยีจะเร็วมากขึ้น 2 เท่าของในอดีต ดังนั้น อย่ามัวแต่พร่ำเพ้อวางแผนหนึ่งแผนสองเหมือนสมัยโบราณ ผู้บริหารต้องมีความเร็วด้านการบริหารจัดการด้วยทั้งการดูแลบริหารในแนวดิ่งและแนวระนาบ
The New Leaders
แปลงศิลป์ให้เป็นศาสตร์ โดย Daniel Goleman คนที่ทำให้คนทั้งโลกรู้จักอีคิว พี่หมอจะได้รู้จักกับ The Power of Emotional Intelligence และ The Neuroanatomy of Leadership ซึ่งคงจะมีอยู่มากมายในตัวท่านนายกทักษิณ ก็หวังว่า พี่หมอคงจะรู้จักตัวตนของท่านนายกทักษิณได้ดีขึ้น
คราวหน้าคราวหลัง พี่หมอจะได้ระมัดระวังในการเขียนให้มากขึ้น จะได้ไม่ถูกรุมด่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อันที่จริง มีอีกหลายเล่มที่อยากให้พี่หมอได้อ่าน
อย่างเช่น
Rethinking the Future
Lateral Thinking
Business@The Speed of Thougth
ผมแนะนำมาด้วยความปรารถนาดี
ดีกว่าพี่หมอเอาเวลาไปอ่าน ผู้จัดการ และนั่งดู เอเอสทีวี
มันเป็นอันตรายต่อสุขภาพนะครับ
ในหนังสือ Waking up in timeที่พี่หมออ้างถึง Peter Russell บอกว่า
”ไม่เห็นว่าโลกจะรอดได้เพราะเทคโนโลยีใหม่หรือเศรษฐกิจ ใหม่ใดๆ นอกจากจิตสำนึกใหม่”
ผมไม่ทราบว่าพี่หมออ่านจนจบเล่มแล้วหรือยัง
อ่านจบแล้วจับความเฉพาะตอนมากล่าวอ้าง
Peter Russell ไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่หรือเศรษฐกิจ
แต่เขาเน้นย้ำให้ใช้ทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆและรักษาสภาพแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและสังคมมนุษย์เพื่อการพัฒนาความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
โดยไม่ทำลายสังคมและดุลยภาพธรรมชาติอย่างที่พี่หมอและคนประเภทเดียวกันกับพี่หมอพยายามทำมาตลอด
ผมคิดว่า พี่หมออ้าง Peter Russell เพราะเขาเป็นนักคิดในแนว Spiritual ที่น่านับถือคนหนึ่งของโลก
ผมก็ติดตามอ่านทุกเล่ม ขอย้ำว่า ผมอ่านทุกเล่ม
และอ่านทุกบทความในบล็อกของเขา
แต่ผมไม่ใช่สาวกของเขา แม้จะนับถือในแนวคิดของเขาเป็นอันมาก
ผมก็ไม่เคยอ้างบางประโยคบางวลีมาทำร้ายผู้อื่น
ต่างจากพี่หมอที่มีอคติแฝงเร้นในแนวคิดของตนเอง
เป็นเพราะวันนี้ พี่หมอไม่สามารถอ้างแนวคิดของตนหรืออ้างพระไตรปิฎกแบบงูๆปลาๆได้อีกต่อไป
สังคมวันนี้เป็นสังคมโลก ที่โลกได้เรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ทุกอย่างแก่กันในความเร็วแสง
คนไทยอ่านหนังสือเยอะนะครับพี่หมอ หนังสือหลายเล่มผมก็ซื้อไม่ทัน ต้องสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ท
อีกอย่างหนึ่ง ผมและคนอ่านหนังสือจำนวนมากในโลกเบี้ยวๆใบนี้ ไม่ได้เชื่อตามหนังสืออย่างหัวปักหัวปำ
จนต้องนำบางประโยคในหนังสือจากคนเขียนที่มีชื่อเสียงมากล่าวร้ายผู้อื่น
วิชาคืออาวุธเสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่ตนเอง
วิชาไม่ใช่อาวุธที่จะนำมาประหัตประหารผู้อื่น
พี่หมอควรจะตั้งหลักให้ดี และยอมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก
หากพี่หมอยังอ่านหนังสือไม่จบเล่ม หรือแค่ฉวยโอกาสเอาประโยคหรือวลีในหนังสือดังๆ
มากล่าวอ้างเป็นวาทะกรรมตามจิกท่านนายกทักษิณเพียงคนเดียว
พี่หมอก็ไร้ค่าในสังคมอุดมปัญญา
http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=846796
ถ้าบทความนี้เขียนโดยหมอประเวศเอง และส่งแจกจ่ายตามเวบต่างๆเอง ก็เหมือนเป็นการพิสูจน์ถึงการเป็นคนมองโลกในแง่ดีเกินคนแก่วัยเดียวกันอีกครั่้งของท่าน
จังหวะนี้ต่อให้ศาสดาที่ไหนมาเทศน์คุณทักษินแกก็ถอยไม่ได้แล้ว ไม่งั้นจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน คนสูงวัยขนาดหมอ น่าจะผ่านอะไรมาเยอะมาก น่าจะเลิกมองโลกในแง่ดีขนาดนี้ได้แล้วน่ะครับ
และเห็นด้วยกับย่อหน้าสุดท้ายของคนข้างบนว่า
“หากใครก็ตามยังอ่านหนังสือไม่จบเล่ม หรือแค่ฉวยโอกาสเอาประโยคหรือวลีในหนังสือดังๆมากล่าวอ้างเป็นวาทะกรรมตามจิกคนอื่น
คนคนนั้นก็ไร้ค่าในสังคมอุดมปัญญา”
การเอาหนังสือมานั่งท่องดีดีที่คนอื่นเขียนมานั่งเล่าต่อ นี่มันไม่ได้ทำให้คนคนนั้นดูมีค่าในสังคมอุดมปัญญาเลยจริงๆด้วยครับ
ทำไม ??
การรัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือ ??
ถูกรัฐประหารแล้วต้องไปลับหรือ ?? สู้ไม่ได้หรือ??
นายก รมต. คนก่อนพูดหรือเขียน หลังถูก รปห. คุณหรือสังคมไทยได้ยินหรือ ??
มาสมัยนี้มี i-net คนจึงรับรู้ คนจึงได้ยิน
ถ้าเป็นสื่อทาสแบบเดิมๆ คุณ/สังคมจะได้ยิน ได้รับรู้หรือ ???
จึงมีการต่อสู้กับการ รปห. ผิดหรือ ??
นายกทักษิณ บังคับคนเสื้อแดงได้หรือ ??
คุณ ไม่มี โลภ โกรธ หลง เกลียด ชัง รัก หรือ ???
เราต้องยอมแพ้ เผด็จการ รปห. หรือ ??? ความถูกต้องต้องยอมแพ้ความไม่ถูกต้องหรือ ??
คุณ คิดใหม่ทำใหม่แล้วหรือ ???
คุณเป็นราษฎรอาวุโสหรือ??? คนอื่นไม่ได้เป็นหรือเป็นไม่ได้หรือ ???
ตอบและสอนตัวเอง แล้วละหรือ ???