Practical Report ทนง พิทยะ เตือนไทยปรับสมดุลใหม่ ลดส่งออกตะวันตก มุ่งตลาดภายในและเอเชีย

วานนี้ (วันที่ 4 มิถุนายน 2554) ที่โรงแรมดุสิตธานี พัทยา จังหวัดชลบุรี กรมเจรจาการค้าร่วมกับ Sasin Institute for Global Affairs (SIGA) จัดานระดมสมองของผู้บริหารระดับสูง (CEO CAMP) ภายใต้ “โครงการศึกษาวิจัยเพื่อวางแผนกำหนดทิศทาง ยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของไทย” ในช่วงระหว่างวันที่ 4 – 5 มิถุนายน ศกนี้ เพื่อเป็นเวทีหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ กว่า 200 ท่าน

(ฟังคลิปเสียงด้านล่างบทความ)

โดยเมื่อเวลา 09.21 นาฬิกา ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย”

 

ความไม่สมดุลสี่ประการ (Imbalance – Rebalance)

 

ดร.ทนง ได้เกริ่นถึงปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งมีที่มาจากความไม่สมดุลสี่ประการด้วยกันคือ

1. Global Imbalance ปัญหาความไม่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจตะวันตก และตะวันออก ซึ่งปัจจุบันเอเชียกลายเป็นผู้ให้กู้สุทธิต่อสหรัฐอเมริกา ปัญหาความไม่สมดุลนี้ทำให้เกิดแรงเหวี่ยง เกิดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ง่าย

2. Financial & Real Economy Imbalance คือความไม่สมดุลระหว่างภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ในปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีเศรษฐกิจภาคการเงิน (FIRE : Finance, Investment, Real Estate) ถือเป็นระดับ 20% ของ GDP ซึ่งเป็นการเติบโตขึ้นมาภายในเวลา 10 กว่าปี ในขณะที่ภาคการผลิตลดลงไปจาก 27% เหลือ 11% และภาคการค้าลดลงไปจาก 16% เหลือ 12% ปัญหาของภาคการเงินคือความผันผวนและอัตราการทำกำไรสูงกว่าภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงมาก

3. ความไม่สมดุลระหว่างความมั่งคั่งและการกระจายรายได้ เมื่อพิจารณาค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงที่ผ่านมา (คือค่าจ้างลบด้วยอัตราเงินเฟ้อออก) จะพบว่าอัตราค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงไม่เติบโตขึ้นเลย ในขณะที่คนรวยก็รวยเอา นี่แสดงว่ากำลังมีปัญหาการสะสมความมั่งคั่งและการกระจายรายได้ในโลก

4. ปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างประเทศ ในปัจจุบันเอเชียได้เปรียบดุลการค้ากับตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จีนมีทุนสำรองเป็นพันธบัตรสหรัฐอเมริกาถึง 300 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศอื่นในเอเชียก็มีทุนสำรองในทำนองเดียวกัน ปัญหาที่ต้องคิดคือหากค่าเงินเหรียญสหรัฐเกิดตกลงไป 20% จะเกิดอะไรขึ้น นั่นคือเรากำลังเผชิญปัญหาความไม่แน่นอนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนขึ้น

 

 

ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (Country Competitiveness)

 

ประเทศสหรัฐอเมริกาแม้จะมีหนี้มาก แต่กลับกลายเป็นประเทศที่ถูกจัดว่ามีขีดความสามารถในลำดับต้น ๆ ของ IMD ซึ่งหากพิจารณาเกณฑ์ต่าง ๆ ของ IMD ในการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันพบว่าแบ่งได้เป็น

1. ขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจ (Economic Performance) แบ่งออกได้เป็นประเทศที่มีแรงต้านทานวิกฤตเศรษฐกิจ หรือมีเบาะรองรับแรงกระแทก ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในกลุ่มนี้ และประเทศที่มีความสามารถในการฟื้นตัวกลับมาใหม่ (resilience) ตัวอย่างเช่นไทย แม้จะขาดภูมิต้านทานแต่ก็สามารถกลับมาได้เพียงในเวลาไม่กี่ปี

2 ประสิทธิภาพของรัฐบาล (Government Efficiency) หากพิจารณาในประเด็นนี้จะเห็นว่ามีเรื่องน่าสนใจคือก่อนนี้เราสนับสนุนทฤษฏีการแข่งขันโดยเสรี รัฐจะต้องเข้าไปแทรกแซงตลาดน้อยที่สุด แต่ตอนนี้รัฐบาลมีสัดส่วนการใช้จ่ายถึง 47% ของ GDP โลกแล้วจากก่อนหน้านี้เพียง 20% เรากำลังกลายเป็น state capitalism

3. ประสิทธิภาพการบริหาร (Management Efficiency) ถ้าพิจารณาจากโครงสร้างการส่งออกจะเห็นว่าการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรปเริ่มมีอัตราการเติบโตที่ลดลง เมื่อเทียบกับการส่งออกไปยังอาเซียนและเอเชีย ดังนั้นเราต้องพิจารณาเรื่องยุทธศาสตร์ domestic consumption เราต้องมองเรื่อง champion ของ sector ต่าง ๆ ที่ได้เปรียบเรื่องการแข่งขัน

4. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure system) ต้องพิจารณาทั้ง Physical Infrastructure เช่น ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา ระบบขนส่ง และ ที่ไม่ใช่ Physical เช่น การศึกษา ระบบสาธารณสุข และความมั่นคง

 

 

แนวโน้มหลักที่กระทบต่อไทย

 

มี 3 แนวโน้มหลักที่กำลังมีผลกระทบต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market Countries) และไทยด้วย นั่นคือ ความผันผวนของตลาดโภคภัณฑ์, ปัญหาต้นทุนเพิ่มขึ้นของระบบขนส่ง ทำให้ไม่สามารถขนส่งไปยังที่ไกล ๆ ได้เนื่องจากไม่คุ้มทุน และ ปัญหาค่าจ้างแรงงานที่จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ในแง่ดี IMD ประเมินว่าไทยมีประสิทธิภาพการแข่งขันในระดับพอตัว ไม่ดีแต่ก็ไม่แย่ ถ้าพิจารณาตัวปัญหาจริง ๆ จะอยู่ที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอยู่ในลำดับที่ 57 (ความสามารถการบริหารลำดับ 23, ขีดความสามารถการแข่งขันเอกชนลำดับ 19)

 

 

เรื่องที่ไทยต้องทำ

 

1. ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้นเราจำเป็นจะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ ระบบการขนส่งจะต้องเพิ่มการขนส่งด้วยระบบราง ในขณะที่การศึกษาไม่ใช่พูดถึงเรื่องเรียนฟรี ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ฟรีจริง แต่ต้องพูดถึงการเข้าถึงทางการศึกษา

2. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เมื่อพิจารณาโครงสร้างเศรษฐกิจจะเห็นว่าเรากำลังมีขีดจำกัดในยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่เน้นการเติบโตด้วยการส่งออก (Export-led growth strategy) เราจะต้องเปลี่ยนเป็นยุทธศาสตร์ที่เน้นการเติบโตจากการบริโภคจากตลาดภายใน(Domestic consumption growth) แต่เราต้องไม่มองเพียงแค่ในประเทศเรา Domestic คือ Asia เราต้องมองระดับภูมิภาค

3. การลงทุนใน sector ที่ได้เปรียบ ต้องพิจารณาสนับสนุน sector ที่ได้เปรียบ และเน้นส่งออกไปยังพื้นที่ที่มีการเติบโตสูง ตัวอย่างเช่นสิ่งทอ การเติบโตน้อยมากถือเป็น bonsai ข้าวเติบโตแต่หลุดจาก 10 อันดับแรกเป็นอันดับ 11 และตลาดก็เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงและผู้ซื้อก็เป็นกลุ่มประเทศยากจน เช่นในอาฟริกา เราต้องเน้น sector อย่างยานยนต์ (มูลค่าการส่งออก 16,000 ล้านในปี 38 มาเป็น 588,000 ล้านในปี 53) หรือเครื่องประดับ (มูลค่าการส่งออก 50,000 ล้านในปี 38 มาเป็น 340,000 ล้านในปี 53)

ทั้งนี้ปัญหาคอขวดอีกจุดหนึ่งยังอยู่ที่โครงสร้างภาษีของประเทศ เราควรจะลดภาษีเงินได้ และภาษีธุรกิจลง อย่างมาเลเซียลดภาษีลงไป 20% มีงานศึกษาของ IMF ที่พูดถึง paradox อันหนึ่งว่าสำหรับประเทศกำลังพัฒนายิ่งลดภาษีส่วนบุคคลลง กลับจะยิ่งเก็บภาษีได้มากขึ้น (emerging paradox) ถ้าเราไม่แก้ปัญหาคอขวดนี้มันจะกลายเป็นกลไกที่ทำลายตัวเอง (Self Destruction Mechanism) การหารายได้ของรัฐจะมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม อาจต้องพิจารณาการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งหากพิจารณาจริง ๆ คนมีรายได้น้อยจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มน้อยมาก เพราะจะจับจ่ายใช้สอยจากตลาดไม่ใช่ร้านขายของชำซึ่งตรงนั้นอยู่นอกระบบภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว

4. สิ่งที่รัฐบาลต้องทำอันดับสุดท้ายคือการบริหารจัดการการเคลื่อนไหวของทุนระยะสั้น (Capital Flow management) เพราะทุนเหล่านี้มีผลต่อการค้าและอัตราแลกเปลี่ยน ลองพิจารณาดูว่าหากมีเงินทุนสัก 50 ล้านเหรียญสหรัฐไหลเข้าตลาดทุนไทย จะดันค่าเงินบาทแข็งขึ้น 50 สตางค์ 7 วันก็เพิ่มขึ้น 1 บาท นี่เทียบเท่ากับ 3-4% ความผันผวนแบบนี้หากจัดการไม่ได้จะสร้างปัญหาให้กับผู้ส่งออก แต่รัฐบาลก็ไม่กล้าจัดการ