บทความวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศผู้นำโลกทั้งสองคือจีนและสหรัฐ หรือที่นักวิชาการบางคนเรียกว่า “Chimerica” โดยคุณ zneb ส่งเข้ามาเผยแพร่บนเว็บไซต์ SIU
ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบทุนนิยมโลกตอนนี้ขึ้นกับ 2 ประเทศล้วนๆ คือ จีนกับสหรัฐฯ
Niall Ferguson จาก Harvard เรียกความสัมพันธ์เชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองของ 2 มหาอำนาจนี้ว่า Chimerica
Zbigniew Brzezinski เรียก Group of 2 หรือ G2
โจทย์ Decoupling จะได้รับการพิสูจน์จริงๆในปีหน้าครับ ตอนนี้น้ำมันมันค่อยๆขึ้นมาแล้ว Stagflation จะกลับมาอีกรอบแน่
ตอนนี้ยอด Payroll ในสหรัฐฯไม่กระเตื้องเลยครับ การบริโภคโต แต่การจ้างงานไม่ตามมา
การลงทุนก็ยังไม่มา แต่เป็น Credit Market ล้วนๆ ที่กระตุ้นการบริโภค ตอนนี้กำไรธนาคารในตะวันตกที่ประกาศออกมาเยอะๆ เพราะ Trading Income ล้วนๆ
ตอนนี้สิ่งที่ต้องจับตาคือ จีนนั้นจะต้องซื้อ Treasury จำนวนมากกว่าที่ทุกคนคิดหรือเปล่า
เพราะการซื้อแบบไม่อั้นของจีนรวมทั้งฮ่องกงมันกลายเป็น Exit Strategy ของคนอื่นครับ
ปัญหาคือ จีนจะต้องแบก Treasury ที่คนอื่นเทเขายหรือเปล่า ถ้าต้องแบก ผมว่างานนี้การเป็นเจ้าหนี้สหรัฐฯ ของจีนจะมีอัตราเร่งครับ สิ้นปีหน้าจีนมีสิทธิ์ที่จะถือ Treasury ทุกๆ Maturity รวมกันมากถึง $1.5 trillion ได้หากต้องรับภาระจากประเทศอื่นๆ ด้วย
ลองปรับ scenario ให้สมจริงกว่าเดิม ข้อมูลโดยเฉลี่ยตอนนี้อาศัยประสบการณ์ต่อเนื่องของผม ในช่วงที่ผ่านมาสหรัฐฯพึ่งการ finance จากต่างประเทศ 60-70% ของหนี้สาธารณะที่ออกเพิ่ม
แต่ละเดือนจีนจะเหมา Treasury จำนวนถึง 30-40% ของ Treasury ที่ต่างประเทศซื้อในแต่ละเดือน โดยเฉลี่ย 20-30% ของทั้งหมด
ดังนั้นถ้าฟองสบู่มันแตกจริงๆในปีหน้า และยอดหนี้ที่สหรัฐฯต้องกู้เพิ่มจากวันที่ผมส่งข้อมูลพี่ไปจนถึงสิ้นปีหน้ามันเป็น $3 trillion คือยอดหนี้รวม $10 trillion ขาย $3 trillion จีนต้องเหมาแน่ๆ $750,000 ล้านดอลลาร์ ยอดที่ถือจะเป็น $1.55 trillion ในปีหน้า
หากไม่รวมจีนกับฮ่องกง ยอดที่ต่างชาติถือ Treasury จะอยู่ที่ $2.6 trillion ณ สิ้นเดือนสิงหาคม
- Japan 730,000 ล้านดอลลาร์
- Middle East 190,000 ล้านดอลลาร์
- Russia 120,000 ล้านดอลลาร์
- Brazil 130,000 ล้านดอลลาร์
- Korea 40,000 ล้านดอลลาร์
- Singapore 40,000 ล้านดอลลาร์
- India 40,000 ล้านดอลลาร์
- Taiwan 75,000 ล้านดอลลาร์
- Hedge Fund+Institutional Investors 400,000 ล้านดอลลาร์
หากเงินดอลลาร์อ่อนมากๆ และสุดท้ายแล้วสุทธิเลยเงินกลับมา Emerging Market หลังจากตลาดหุ้นถอยรูดไปพัก ผมให้ตัวเลขที่รัฐบาล Hong Kong ต้องแทรกแซงตลาดมากกว่าเดิมจากการเก็งกำไรการหลุดจากระบบ Fixed Rate อยู่ที่ 100,000 ล้านดอลลาร์ ครับ
และหากต่างชาติยกเว้นจีนและฮ่องกงเหมา Treasury ไม่ถึง 1,000,000 ล้านดอลลาร์
จีนต้องซื้อ Treasury เก็บเอาไว้สูงถึง 1,700,000 ล้านล้านดอลลาร์
ทีนี้คงไม่ต้องพูดถึง Sterilization Bond นะครับว่าจะมียอดเท่าไร แย่อย่างน้อยที่สุดครับ 7,000,000 ล้านหยวนครับ หากแทนที่ต่างชาติจะซื้อ 1,000,000 ล้านดอลลาร์ กลับซื้อต่ำลงไปอีกเช่น 900,000 ล้านดอลลาร์ ภาระของจีนที่ต้องถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯก็จะสูงถึง 1,800,000 ล้านดอลลาร์ แลเมื่อรวมกับฮ่องกง ยอดการถือรวมจะสูงกว่า 2,000,000 ล้านดอลลาร์
ทีนี้ถ้าจีนต้องเร่งกันผ่องถ่ายเงินออกไป ซึ่งผมคิดว่าเก่งสุดๆจีนคงไม่มีปัญญาใช้เงินได้เร็วกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์อยู่แล้ว เพราะตอนนี้ CIC ยังใช้เงินไม่ถึง 50,000 ล้านดอลลาร์เลยครับ ซึ่งถ้าจีนผ่องถ่ายเงินเร็วขนาดนั้น เงินจะถูกต่อลงไปในตลาดหุ้นทั้ง Emerging Market และยุโรปด้วย สร้างแรงกดดันต่อดอลลาร์ในระยะกลางและยาวเพิ่มขึ้น ราคาโภคภัณฑ์จะปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินของภูมิภาคที่รับเงินจาก Wealth Fund และรัฐวิสาหกิจจีน จะมีพื้นฐานของการแข็งค่าในระยะยาว
ซึ่งสุดท้ายจีนก็จะต้องถือ Treasury Debt เอาไว้ 1,500,000 ล้านดอลลาร์ อยู่ดี ดังนั้นการที่ใครมองว่าตอนนี้จีนกำลังมีอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยให้เหตุผลว่าจีนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สหรัฐฯ ผมกลับมองว่านั่นไม่ใช่อำนาจต่อรอง แต่กลับกลายเป๋นภาระและความเสี่ยง (Burden and Risk) ต่อระบบเศรษฐกิจจีนเอง เพราะที่ผ่านมาแม้ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานธิบดีโอบามาจะอ่อนต่อจีนพอสมควรเมื่อถูกถามถึงวินัยทางการคลังและปัญหาค่าเงินดอลลาร์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือ สหรัฐฯกลับไม่คิดเปลี่ยนทิศทางของการดำเนินนโยบายการคลังและการเงินเลย ยังคงใช้นโยบายการคลังและการเงินแบบผ่อนคลายมากๆอยู่ต่อเนื่อง และหนักข้อกว่าเดิม และในฟากจีนสิ่งที่เราพบเห็นกลับเป็นการพูดอย่างทำอย่าง ตัวอย่างที่ชัดคือในเดือนมีนาคม นายกฯเวิน เจียเป่า ออกมาบอกว่าเขารู้สึกกังวลกับความปลอดภัยของ เงินลงทุนของจีนในรูปของ Treasury Securities ขณะที่ต่อมาในเดือนเดียวกันนายโจว เสี่ยวชวน ผู้ว่าการ PBOC ออกมาเสนอให้ใช้ SDR เป็นเงินตราสกุลหลักแทนดอลลาร์สหรัฐฯ
แต่ในเดือนมีนาคมรัฐบาลจีนกลับเป็นผู้ซื้อสุทธิ Treasury Bond สูงถึงกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มียอดซื้อสุทธิใน Treasury Bill ถึงกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นว่าเดือนมีนาคมกลายเป็นอีกเดือนที่จีนกลับปล่อยกู้รัฐบาลสหรัฐฯสูงมโหฬารด้วยยอดรวมมากกว่า 23,000 ล้านดอลลาร์
และนั่นย่อมทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯซับซ้อนและขาดกันยากกว่าเดิม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องดูปัจจัยจากการจัดการกับปัญหาความเสี่ยงฟองสบู่ในจีนด้วยว่ารัฐบาลจะจัดการอย่างไร แต่ผมว่าตัวนี้ยังไม่น่ามีน้ำหนักในการเปลี่ยนทิศทางการซื้อ Treasury ของจีนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจีนตอนนี้ติดกับดักดอลลาร์ไปแล้ว และนั่นย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสและความเป็นไปได้ที่จีนต้องเร่งการปฏิรูปและเปิดกว้างภาคการเงินในประเทศ โดยเฉพาะภาคตลาดทุนให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนสหรัฐฯ ต้องกดดันเรื่องนี้มากกว่าเดิม เรามีโอกาสเห็นเซี่ยงไฮ้เปิดกว้างและเชื่อมโยงต่อโลกมากขึ้นซึ่งนั่นย่อมเป็นโอกาสและขณะเดียวกันสร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงินโลกที่เปราะบางอยู่แล้วให้มากขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันจีนต้องจัดระบบ Social Security ให้ดีขึ้นเพื่อลดอัตราการออม และเพิ่มการบริโภคในระยะยาว
แต่ อย่างที่เราเห็นในตอนนี้ เดือนกันยายนตัวเลข Retail Sales ของจีนโตแค่ 15.50% เทียบกับ Urban Fixed-Asset Investment ที่โตถึง 33.30% อัตราการเติบโตของการลงทุนยังมากกว่าการบริโภคโดยวัดจากยอด Retail Sales ถึง 2 เท่าตัว นั่นย่อมทำให้สัดส่วนการบริโภคต่อ GDP ไม่เปลี่ยนมากนัก
ดังนั้นโจทย์ในปีหน้า คือ หากว่าแนวโน้มของการดำเนินนโยบายการคลังและการเงินของสหรัฐฯและจีนยังคงเป็นเช่นนี้ การอ่อนค่าของดอลลาร์อย่างรุนแรงย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกันปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนที่การบริโภคยังต่ำกว่าระดับการลงทุนและการส่งออกจะยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ภาวะที่จีนต้องเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อและปัญหาความเสี่ยงในระบบการเงินจากฟองสบู่และระบบธนาคารยังคงดำรงอยู่
เหล่านี้คือ scenario ที่จะกำหนดความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าที่ผู้บริหารต้องนำไปคิดและวางกลยุทธ์ต่อไปภายใต้ปัจจัย G2 หรือ Chimerica
