Practical Report The Analysis of Chimerica

บทความวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศผู้นำโลกทั้งสองคือจีนและสหรัฐ หรือที่นักวิชาการบางคนเรียกว่า “Chimerica” โดยคุณ zneb ส่งเข้ามาเผยแพร่บนเว็บไซต์ SIU

ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบทุนนิยมโลกตอนนี้ขึ้นกับ 2 ประเทศล้วนๆ คือ จีนกับสหรัฐฯ

Niall Ferguson จาก Harvard เรียกความสัมพันธ์เชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองของ 2 มหาอำนาจนี้ว่า Chimerica

Zbigniew Brzezinski เรียก Group of 2 หรือ G2

โจทย์ Decoupling จะได้รับการพิสูจน์จริงๆในปีหน้าครับ ตอนนี้น้ำมันมันค่อยๆขึ้นมาแล้ว Stagflation จะกลับมาอีกรอบแน่

ตอนนี้ยอด Payroll ในสหรัฐฯไม่กระเตื้องเลยครับ การบริโภคโต แต่การจ้างงานไม่ตามมา
การลงทุนก็ยังไม่มา แต่เป็น Credit Market ล้วนๆ ที่กระตุ้นการบริโภค ตอนนี้กำไรธนาคารในตะวันตกที่ประกาศออกมาเยอะๆ เพราะ Trading Income ล้วนๆ

ตอนนี้สิ่งที่ต้องจับตาคือ จีนนั้นจะต้องซื้อ Treasury จำนวนมากกว่าที่ทุกคนคิดหรือเปล่า
เพราะการซื้อแบบไม่อั้นของจีนรวมทั้งฮ่องกงมันกลายเป็น Exit Strategy ของคนอื่นครับ
ปัญหาคือ จีนจะต้องแบก Treasury ที่คนอื่นเทเขายหรือเปล่า ถ้าต้องแบก ผมว่างานนี้การเป็นเจ้าหนี้สหรัฐฯ ของจีนจะมีอัตราเร่งครับ สิ้นปีหน้าจีนมีสิทธิ์ที่จะถือ Treasury ทุกๆ Maturity รวมกันมากถึง $1.5 trillion ได้หากต้องรับภาระจากประเทศอื่นๆ ด้วย

ลองปรับ scenario ให้สมจริงกว่าเดิม ข้อมูลโดยเฉลี่ยตอนนี้อาศัยประสบการณ์ต่อเนื่องของผม ในช่วงที่ผ่านมาสหรัฐฯพึ่งการ finance จากต่างประเทศ 60-70% ของหนี้สาธารณะที่ออกเพิ่ม

แต่ละเดือนจีนจะเหมา Treasury จำนวนถึง 30-40% ของ Treasury ที่ต่างประเทศซื้อในแต่ละเดือน โดยเฉลี่ย 20-30% ของทั้งหมด

ดังนั้นถ้าฟองสบู่มันแตกจริงๆในปีหน้า และยอดหนี้ที่สหรัฐฯต้องกู้เพิ่มจากวันที่ผมส่งข้อมูลพี่ไปจนถึงสิ้นปีหน้ามันเป็น $3 trillion คือยอดหนี้รวม $10 trillion ขาย $3 trillion จีนต้องเหมาแน่ๆ $750,000 ล้านดอลลาร์ ยอดที่ถือจะเป็น $1.55 trillion ในปีหน้า

หากไม่รวมจีนกับฮ่องกง ยอดที่ต่างชาติถือ Treasury จะอยู่ที่ $2.6 trillion ณ สิ้นเดือนสิงหาคม

  • Japan 730,000 ล้านดอลลาร์
  • Middle East 190,000 ล้านดอลลาร์
  • Russia 120,000 ล้านดอลลาร์
  • Brazil 130,000 ล้านดอลลาร์
  • Korea 40,000 ล้านดอลลาร์
  • Singapore 40,000 ล้านดอลลาร์
  • India 40,000 ล้านดอลลาร์
  • Taiwan 75,000 ล้านดอลลาร์
  • Hedge Fund+Institutional Investors 400,000 ล้านดอลลาร์

หากเงินดอลลาร์อ่อนมากๆ และสุดท้ายแล้วสุทธิเลยเงินกลับมา Emerging Market หลังจากตลาดหุ้นถอยรูดไปพัก ผมให้ตัวเลขที่รัฐบาล Hong Kong ต้องแทรกแซงตลาดมากกว่าเดิมจากการเก็งกำไรการหลุดจากระบบ Fixed Rate อยู่ที่ 100,000 ล้านดอลลาร์ ครับ

และหากต่างชาติยกเว้นจีนและฮ่องกงเหมา Treasury ไม่ถึง 1,000,000 ล้านดอลลาร์
จีนต้องซื้อ Treasury เก็บเอาไว้สูงถึง 1,700,000 ล้านล้านดอลลาร์

ทีนี้คงไม่ต้องพูดถึง Sterilization Bond นะครับว่าจะมียอดเท่าไร แย่อย่างน้อยที่สุดครับ 7,000,000 ล้านหยวนครับ หากแทนที่ต่างชาติจะซื้อ 1,000,000 ล้านดอลลาร์ กลับซื้อต่ำลงไปอีกเช่น 900,000 ล้านดอลลาร์ ภาระของจีนที่ต้องถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯก็จะสูงถึง 1,800,000 ล้านดอลลาร์ แลเมื่อรวมกับฮ่องกง ยอดการถือรวมจะสูงกว่า 2,000,000 ล้านดอลลาร์
ทีนี้ถ้าจีนต้องเร่งกันผ่องถ่ายเงินออกไป ซึ่งผมคิดว่าเก่งสุดๆจีนคงไม่มีปัญญาใช้เงินได้เร็วกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์อยู่แล้ว เพราะตอนนี้ CIC ยังใช้เงินไม่ถึง 50,000 ล้านดอลลาร์เลยครับ ซึ่งถ้าจีนผ่องถ่ายเงินเร็วขนาดนั้น เงินจะถูกต่อลงไปในตลาดหุ้นทั้ง Emerging Market และยุโรปด้วย สร้างแรงกดดันต่อดอลลาร์ในระยะกลางและยาวเพิ่มขึ้น ราคาโภคภัณฑ์จะปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินของภูมิภาคที่รับเงินจาก Wealth Fund และรัฐวิสาหกิจจีน จะมีพื้นฐานของการแข็งค่าในระยะยาว

ซึ่งสุดท้ายจีนก็จะต้องถือ Treasury Debt เอาไว้ 1,500,000 ล้านดอลลาร์ อยู่ดี ดังนั้นการที่ใครมองว่าตอนนี้จีนกำลังมีอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยให้เหตุผลว่าจีนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สหรัฐฯ ผมกลับมองว่านั่นไม่ใช่อำนาจต่อรอง แต่กลับกลายเป๋นภาระและความเสี่ยง (Burden and Risk) ต่อระบบเศรษฐกิจจีนเอง เพราะที่ผ่านมาแม้ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานธิบดีโอบามาจะอ่อนต่อจีนพอสมควรเมื่อถูกถามถึงวินัยทางการคลังและปัญหาค่าเงินดอลลาร์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือ สหรัฐฯกลับไม่คิดเปลี่ยนทิศทางของการดำเนินนโยบายการคลังและการเงินเลย ยังคงใช้นโยบายการคลังและการเงินแบบผ่อนคลายมากๆอยู่ต่อเนื่อง และหนักข้อกว่าเดิม และในฟากจีนสิ่งที่เราพบเห็นกลับเป็นการพูดอย่างทำอย่าง ตัวอย่างที่ชัดคือในเดือนมีนาคม นายกฯเวิน เจียเป่า ออกมาบอกว่าเขารู้สึกกังวลกับความปลอดภัยของ เงินลงทุนของจีนในรูปของ Treasury Securities ขณะที่ต่อมาในเดือนเดียวกันนายโจว เสี่ยวชวน ผู้ว่าการ PBOC ออกมาเสนอให้ใช้ SDR เป็นเงินตราสกุลหลักแทนดอลลาร์สหรัฐฯ
แต่ในเดือนมีนาคมรัฐบาลจีนกลับเป็นผู้ซื้อสุทธิ Treasury Bond สูงถึงกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มียอดซื้อสุทธิใน Treasury Bill ถึงกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นว่าเดือนมีนาคมกลายเป็นอีกเดือนที่จีนกลับปล่อยกู้รัฐบาลสหรัฐฯสูงมโหฬารด้วยยอดรวมมากกว่า 23,000 ล้านดอลลาร์

และนั่นย่อมทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯซับซ้อนและขาดกันยากกว่าเดิม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องดูปัจจัยจากการจัดการกับปัญหาความเสี่ยงฟองสบู่ในจีนด้วยว่ารัฐบาลจะจัดการอย่างไร แต่ผมว่าตัวนี้ยังไม่น่ามีน้ำหนักในการเปลี่ยนทิศทางการซื้อ Treasury ของจีนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจีนตอนนี้ติดกับดักดอลลาร์ไปแล้ว และนั่นย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสและความเป็นไปได้ที่จีนต้องเร่งการปฏิรูปและเปิดกว้างภาคการเงินในประเทศ โดยเฉพาะภาคตลาดทุนให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนสหรัฐฯ ต้องกดดันเรื่องนี้มากกว่าเดิม เรามีโอกาสเห็นเซี่ยงไฮ้เปิดกว้างและเชื่อมโยงต่อโลกมากขึ้นซึ่งนั่นย่อมเป็นโอกาสและขณะเดียวกันสร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงินโลกที่เปราะบางอยู่แล้วให้มากขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันจีนต้องจัดระบบ Social Security ให้ดีขึ้นเพื่อลดอัตราการออม และเพิ่มการบริโภคในระยะยาว

แต่ อย่างที่เราเห็นในตอนนี้ เดือนกันยายนตัวเลข Retail Sales ของจีนโตแค่ 15.50% เทียบกับ Urban Fixed-Asset Investment ที่โตถึง 33.30% อัตราการเติบโตของการลงทุนยังมากกว่าการบริโภคโดยวัดจากยอด Retail Sales ถึง 2 เท่าตัว นั่นย่อมทำให้สัดส่วนการบริโภคต่อ GDP ไม่เปลี่ยนมากนัก

ดังนั้นโจทย์ในปีหน้า คือ หากว่าแนวโน้มของการดำเนินนโยบายการคลังและการเงินของสหรัฐฯและจีนยังคงเป็นเช่นนี้ การอ่อนค่าของดอลลาร์อย่างรุนแรงย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกันปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนที่การบริโภคยังต่ำกว่าระดับการลงทุนและการส่งออกจะยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ภาวะที่จีนต้องเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อและปัญหาความเสี่ยงในระบบการเงินจากฟองสบู่และระบบธนาคารยังคงดำรงอยู่

เหล่านี้คือ scenario ที่จะกำหนดความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าที่ผู้บริหารต้องนำไปคิดและวางกลยุทธ์ต่อไปภายใต้ปัจจัย G2 หรือ Chimerica

  • zneb

    น่าสนใจว่าหากจีนต้องการให้หยวนไปสู่การเป็นเงินตราระดับโลก โดยโฆษณาสรรพคุณหลักๆคือ เสถียรภาพของค่าเงิน นั่นไม่เท่ากับว่าจีนยิ่งต้องแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้นใช่หรือไม่ เพื่อให้เงินหยวนคงที่หรือเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์

    แต่เรื่องที่จีนควรทำจริงๆคือ พัฒนาและเปิดกว้่างภาคการเงินในระยะยาว ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก เพื่อทำให้เงินหยวนเป็นช่องทางของโอกาสในการเข้าถึงตลาดจีน แทนที่จะมุ่งใช้แต่เสถียรภาพระยะสั้นเพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนอื่นใช้เงินหยวนเท่านั้น

    แต่หากจีนยังคงยึดติดกับ campaign นี้คงหนีไม่พ้นกับดักเงินดอลลาร์ที่พันธนาจีนอยู่ในตอนนี้

  • zneb

    อีก 2 วันก็ครบรอบ 80 ปี Great Crash แล้ว 29 ตุลาคม 1929 วันมหาวินาศ วันแห่งการจบสิ้นยุค Roaring Twenties อันรุ่งรโรจน์ของทุนนิยมสหรัฐฯ และเป็นวันเริ่มนต้นของความตกต่ำในยุค The Great Depression

    แต่สุดท้ายแล้วมุนษย์ก็ไม่หลาบจำกับบทเรียนราคาแพง ทุนนิยมก็ยังเป็นทุนนิยมวันยังค่ำ วัฏจักรฟองสบู่การเงินยังคงอยู่และสถิตบนโลกมายาวนานกว่า 400 ปีแล้ว (ตั้งแต่ช่วงดอกทิวลิป แต่การใช้คำว่า ฟองสบู่ หรือ Bubble เริ่มเป็นทางการที่อังกฤษ คือ South Sea Bubble)

  • zneb

    ณ วันนั้นและวันนี้ ปัญหา Global Imbalance ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีพัฒนาการที่เปลี่ยนไปและซับซ้อนกว่าเดิม

    ก่อนปี 1929 คู่กรณีคือ สหรัฐฯ และ อังกฤษ สหรัฐฯคือผู้ส่งออกอันดับ 1 ทั้งการส่งออกสินค้าและเงินทุน อังกฤษขาดดุลมหาศาลกับสหรัฐฯ ปัญหาของอังกฤษมาจากการพยายามปกป้องเงินปอนด์จนแข็งเกินจริง นโยบายการเงินในอังกฤษและยุโรปเร่งให้เกิดการทะลักของเงินทุนคือ ทองคำสู่สหรัฐฯ ประเทศสหรัฐฯมีกำลังการผลิตล้นเกิน ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ และในตลาดหุ้น สินเชื่อเติบโตมหาศาล

    แต่ปีนี้ 1929 คู่ชกกลายเป็นกรณีของ จีน และ สหรัฐฯ จีนเหมือนกับสหรัฐฯในตอนนั้นคือ เป็นโรงงานของโลก มีปัญหากำลังการผลิตล้นเกิน ส่งออกมากที่สุดในโลก แต่ตอนนั้นสหรัฐนเป็นโรงงานของโลกอย่างแท้จริง ขณะที่จีนทำหน้าที่เป็น Center of Global Supply Chain จีนมี Reserve มหาศาลเชนเดียวกับสหรัฐฯในตอนนั้น แต่ Reserve ของจีนในตอนนี้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯไม่ใช่ทองคำ อีกอย่างฟากของจีนเองจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการปรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเมื่อดูกรณีของอังกฤษแล้ว อังกฤษมีการปรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเกิดการปรับสมดุลที่เหมาะสมและถูกต้อง

    แต่ ณ เวลานี้ นอกจากจะไม่เกิดการปรับสมดุลของคู่กรณีแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายคือ จีนกับสหรัฐฯกลับดำเนินนโยบายในทางที่เร่งให้ Global Imbalance มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ขาดการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในขณะนี้ ทั้ง 2 มุ่งใช้นโยบายระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจและไปกระตุ้นภาวะฟองสบู่จนรุนแรงมากขึ้น ในตอนนั้นภาวะเงินฝืดคือศัตรูหลักของระบบเศรษฐกิจโลกหลัง The Great Depression แต่ตอนนี้ด้วยนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมากๆของทั้ง 2 ประเทศ และทั่วโลก ทำให้มีแนวโน้มของเงินเฟ้อสูงและดอลลาร์อ่อนค่า สหรัฐฯใช้การอัดเงินเพื่อกระตุ้นให้เกิด Fund Flow อีกครั้งใน Credit Market เพื่อรักษาการบริโภค จีนเองอาศัยการกระตุ้น Credit Boom ในภาคธนาคารเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของการลงทุนภาคเมือง ไปพร้อมๆกับการรักษาระดับค่าเงินหยวนจนอ่อนค่ามากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างภาระทางการคลังมหาศาลในการเข้าแทรกแซงค่าเงิน ขณะที่ในภาคชนบทก็ไม่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ล้านล้านหยวนเท่าที่ควร หนำซ้ำยังก่อให้เกิดปัญหากำลังการผลิตล้นเกินในอุตสาหกรรมพลังงานและโภคภัณฑ์มากขึ้น

    หากปราศจากการแก้ไขอย่างจริงจัง ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้จะจุดเพลิงแห่งวิกฤตการเงินขั้นทำลายล้างที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมก็เป็นไปได้

  • JiM

    ผมชอบทุนนิยมนะ ทุนนิยมทำให้เรามีสินค้าดีๆใช้ มีบ้านสวยๆอยู่ มีเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ มีอินเตอร์เน็ต มียารักษาโรคสารพัด การพัฒนาเหล่านี้ล้วนเกิดจากทุนนิยม

    มีวันนึงผมอ่านคอลัมน์ “กาแฟดำ” ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ผู้เขียนพูดถึงบริษัทยากั๊กยาไว้ขายแพงๆ ไม่ยอมขายถูกๆให้ประเทศยากจน แล้วก็ว่านี่แหละคือภัยของ “ทุนนิยม” ผมอ่านแล้วก็ขำ ถ้าไม่ใช่เพราะ “ทุนนิยม” อย่าว่าแต่บริษัทยากั๊กยาไว้ขายแพงๆเลย … ถ้าไม่มีทุนนิยม ไม่มีระบบเศรษฐกิจแบบปัจจุบัน มันจะไม่มีทั้งยาแพงยาถูกด้วยซ้ำไป

    หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ก็ตั้งขึ้นได้เพราะ “ทุนนิยม” นะครับ 55

  • อิ้ง

    ผมชอบอ่านบทความที่คุณ zneb เขียนเสมอเลยครับ คุณ zneb มีเว็บไซด์ ที่เขียนผลงานของตัวเองเป็นประจำไหมครับ จะได้ตามไปอ่าน

  • zneb

    Indian Effect เริ่มปลุกให้ธนาคารกลางอื่นๆหันมาเก็บทองคำบ้างแล้ว ล่าสุดธนาคารกลางของ Mauritius ได้ซื้อทองคำจาก IMF 2 ตัน เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2009 นี้เอง ได้ยินว่าที่ ธปท. มีความคิดสร้างสรรค์ออกมามากมาย เพื่อนที่นั่นบอกมา

    แต่ยังคงปราศจากการปฏิบัติและวางแผนระยะยาว เรามีเงินมากกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ ที่ยังทำประโยชน์ได้ไม่มาก จริงๆเราน่าจะลองตัดเงินสัก 50,000-60,000 ล้านดอลลาร์ มาซื้อทองคำอีกสัก 1500 ตัน ซึ่งมากพอที่จะ Cover ปริมาณเงินในรูปของ M1 ทั้งหมดล่วงหน้าได้อีกอย่างน้อย 5 ปี เมื่อรวมกับของปัจจุบัน เราก็จะมีทองคำ 1590 ตัน คือเกือบครึ่งหนึ่งที่รัฐบาลเยอรมันมีอยู่ในตอนนี้ และเกือบ 1 ใน 5 ที่ Federal Reserve มีอยู่ ขณะเดียวกันก็จะมากกว่าญี่ปุ่นด้วยกว่าเท่าตัว

    ทะยอยซื้อไปเรื่อยๆสักเดือนละ 100 ตัน 15 เดือนก็ครบแล้ว อีกอย่างตอนนี้ทองคำแสดงลักษณะพิเศษขึ้นมาคือ แพงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินทุกสกุลในโลกไม่เฉพาะดอลลาร์ แต่กับยูโรและเยนด้วย แสดงให้เห็นถึงความกังวลของเงินเฟ้อในระยะยาว และการก่อหนี้สาธารณะทั่วโลก

    อีกประการที่น่าสนใจนอกจากตุนทองคำไว้เพื่อความมั่นคงในระยะยาวซึ่งอาจเสี่ยงภัยสงครามในบางจุดหรือการพยายามแผ่รังสีอำนาจของจีนในมหาสุมทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย (ผ่านการพัฒนากองทัพเรือและการวางท่าเรือล้อมจุดยุทธศาสตร์ทุกจุดรอบๆอินเดีย) พร้อมๆกับดอลลาร์ที่ตกต่ำ เราควรปรับกฎหมายบริหารทุนสำรองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างระบบเศรษฐกิจโลกได้แล้ว

  • zneb

    คำว่า BRIC ควรอยู่ในกฎหมายหรือกฎระเบียบที่กำกับการบริหารทุนสำรอง เราควรพิจารณาเพิ่มเงินดอลลาร์ออสเตรเลียลงไปในกฎของธปท. นอกเหนือจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยูโร เยน ปอนด์ ฟรังก์สวิส และทองคำ ถ้ามีแล้วก็ถือว่าดี ให้ธปท.สามารถซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลออสเตรเลียและฝากเงินในรูปดอลลาร์ออสเตรเลียได้

    นอกจากนั้นควรพิจารณา Sovereign Bond ในรูปเงินตราต่างประเทศที่ออกโดยรัฐบาล BRIC รวมถึงเกาหลีใต้ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ทุนสำรองของเรามีการกระจายตัวออกจากประเทศในตะวันตก ขณะเดียวกันเราก็จะมีความสะดวกในการบริหารสภาพคล่องมากขึ้นเนื่องจากสามารถขายเป็น Hard Currency ในตลาดได้เลย นอกจากนั้นแล้วเราอาจเพิ่มตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจในประเทศเหล่านี้เข้าไปด้วยซึ่งถือว่ามีความมั่นคงสูงเหมือนกันเพราะรัฐบาลก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นกิจการผูกขาดเช่น Dollar-denominated Bond ที่ออกโดย Petrobras บริษัทน้ำมันที่ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาลบราซิล เป็นต้น

    ในอนาคตเมื่อตลาดทุนและกฎระเบียบในประเทศเหล่านี้ผ่อนคลายลงและพัฒนามากขึ้น เราก็ปรับให้เราสามารถถือ Local Currency Government Securities ได้ ทั้ง Treasury Bill และ Treasury Bond ของรัฐบาลเหล่านี้ รวมถึง Certificate of Deposit ด้วย นอกจากนั้นแล้วเราก็ควรพิจารณาการจ้าง External Asset Managers ให้มากขึ้น ซึ่งไม่แน่ใจว่าตอนนี้ธปท.มีการ Outsource ตรงนี้มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้ายังก้น่าจะลองทำดู Outsource ไปสัก 10% ที่น่าสนใจตอนนี้ก็มี State Street Global Advisors, BNY Mellon, JPMorgan, Pimco (เชี่ยวชาญการบริหาร Bond Portfolio) รายอื่นที่น่าสนก็ Templeton (เชี่ยวชาญ Emerging Markets)

  • zneb

    1147.85/1148.85 คือราคา Bid/Ask ที่เป็น All time high ล่าสุดตอน 17.00 น. ของทองคำ

    Indian Effect อาจส่งผลให้ไม่เฉพาะ Mauritius ที่เริ่มคิดเรื่องเปลี่ยนดอลลาร์มาถือทองคำ แต่อาจกระตุ้นให้ประเทศเล็กๆอื่นๆหันมาคิดใหม่มากขึ้น ถ้าหากว่ามีประเทศเล็กๆและขนาดกลางๆสัก 100 ประเทศเข้ามาไล่เก็บทองคำพร้อมๆกัน แม้จะคนละเล็กคนละน้อย แต่นั่นย่อมเป็นเงินจำนวนหลายหมื่นล้านดอลลาร์แน่นอนในอนาคต ซึ่งย่อมดันราคาทองคำไปได้อีก และจะกระตุ้นเงินเข้ามาไล่ราคาทองคำจากกองทุนภาคเอกชนจำนวนมากอีกด้วย ตัวที่จะช่วยมาเร่งก็จะมี Gold ETF วึ่งตัวที่นิยมมากที่สุดและสภาพคล่องสูงคือ SPDR Gold Share ของ นอกจากนั้นอาจมีพวก Index Fund เข้ามาไล่ด้วย High Net Worth Individual ก็จะมาถือทองคำมากขึ้นเพื่อความมั่นคง และตอนนี้ราคาทองคำก็แพงขึ้นใรูปของยูโร และสกุลอื่นๆด้วย ภายในปีหน้า หากไม่เกิดอะไรที่ผิดพลาดมากนัก อาจทะลุ 800 ยูโรต่อออนซ์ได้

    อย่างไรก็ตามช่วงที่ราคาไต่ทะลุ 770 ยูโรขึ้นไป อาจทำให้ธนาคารกลางในยุโรปและสหรัฐฯตัดสินใจเทขายออกมาบางส่วน พร้อมๆกับหากมีแรงเทขายทำกำไรอย่างต่อเนื่องก็อาจจะปรับตัวยาวมาถึง 700 ยูโรต่อออนซ์ หรือแถวๆ 1000 กว่าดอลลาร์ต่ออนซ์ได้ แต่นั่นจะเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้มีการคิดสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง

    อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ การกลับมาอีกครั้งของ Sovereign Wealth Funds (SWFs) ในปีหน้า ซึ่งบทบาทของ SWFs นับว่าห่างหายไปจากระบบการเงินโลกไปนานมากตั้งแต่ Lehman Collapse คราวก่อน

  • zneb

    แต่มาตรการ Quantitative Easing ในสหรัฐฯและที่อื่นๆ ทำให้ Credit and Capital Market มีการ flow กันอีกรอบ Greenspan ได้กล่าวไว้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯที่ผ่านมารอดไปด้วยเพราะราคาสินทรัพย์ที่ปรับสูงขึ้นช่วยฟื้นกำลังซื้อขึ้นมา และนั่นได้กลับมาเติมกระสุนและชะล้างผลขาดทุนของบรรดา SWFs ต่างๆให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ปี 2009 ทั้งปี CIC เป็นพระเอกในการไล่ซื้อกิจการต่างๆอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพิ่มทุนให้ Morgan Stanley อีก การซื้อหุ้นกิจการ Commodities และ Real Estate ในประเทศอังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลียแบบต่อเนื่อง รวมถึงกระจายการลงทุนไปยัง Hedge Fund ในสหรัฐฯอีกมากมายเช่น Oaktree Capital ซึ่งถือว่าฮือฮามาก พร้อมกันนี้ CIC ยังถือโอกาสปรับองค์กรแบบมโหฬาร มีการจ้างบรรดา Money Manager ทั้งต่างชาติและคนจีนที่มี High Profile ใน Wall Street มาบริหาร Private Market Investment และ Hedge Fund Investment ของ CIC ด้วย

    ปีหน้า คือ 2010 นอกจาก CIC แล้ว กองทุนอื่นๆจะเริ่มกลัยมาสู่ตลาดโลกอีกครั้งโดยเฉพาะจากตะวันออกกลางซึ่งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นช่วยให้มีเงินไหลเข้ามามากขึ้น ที่่ผ่านมา Abu Dhabi, Qatar เป็นผู้เล่นที่ Active ที่สุด นอกจากนี้ก็ Kuwait ด้วย ขณะที่ Dubai ต้องจมปลักกับการสะสาง Banking Sector และ Real Estate Collapse ของตัวเองอยู่ ในปี 2009 และคาดว่าจะต่อเนื่องถึง 2010 ถึงจะกลับมาโลดแล่นได้ แต่คงแข่งกับเพื่อนๆลำบากแล้ว

    SWFs ทั้งหมด จะกลับมาเล่นบทบาทในเกมการเงินโลกอย่า่งมีนัยสำคัญอีกครั้งในปีหน้า และจีน คือ CIC จะมีบทบาทนำมากขึ้นแน่นอน และจะยังคงทำการลงทุนโดยเชื่อมต่อกับนโยบายของทางการจีนใน 2 ประเด็น

    1. การดันเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการเงินโลก
    2. การผลักดันบทบาทของเงินหยวนในการเป็น Global Reserve Currency ในอนาคต

    อย่างที่บอก จีนต้องพบกับ Policy Dilemma ในการบริหารทุนสำรองมหาศาล ซึ่งด้านหนึ่งจีนก็ไม่สามารถทิ้งหรือชะลอการซื้อ Treasury Bond ไม่ได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องหาทางผ่องถ่ายเงินดอลลาร์อย่่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นไปได้ว่าจีนจะทำ Dual Management on Dollar Reserve Asset ทั้งการยังคงอุดหนุนการ Finance Budget Deficit ของสหรัฐฯต่อไป ขณะเดียวกันการรักษาฐานอุปสงค์ในสหรัฐฯต่อไปด้วยวิธีนี้ จะทำให้ยังคงมี Dollar Inflow เข้ามาต่อเนื่อง และจีนก็จะผ่องถ่ายเงินอีกก้อนไปให้ CIC ไปซื้อ Real Asset ทั่วโลกต่อไป อังกฤษ ยังคงเป็นเป้าหมายที่จีนยังสนใจอยู่ อีกประเทศที่น่าจับตามองคือ ญี่ปุ่น ซึ่งหากเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้น CIC ย่อมเบนความสนใจมายังญี่ปุ่นมากขึ้น ที่ผ่านมาก็เคยมีข่าวมาพักหนึ่งว่า CIC เข้าไปซื้อหุ้นในตลาดหุ้นโตเกียวเช่นกัน

    มองโดยภาพรวม Emerging Market และ Euro Area น่าจะได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจาก SWFs ต่างๆ ซึ่งย่อมกดดันค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาวด้วย Latin America น่าจะได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะบราซิล

  • zneb

    เมื่อวานนี้จีนใช้เงินแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไปอีก 1600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และหากนับตั้งแต่ 14 ต.ค. 2552 จนถึง 23 พ.ย. 2552 คือเมื่อวานนี้ รัฐบาลจีนใช้เงินแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไปถึง 17,434 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภาระการแทรกแซงทั้งหมดมากกว่า 585,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    Treasury Bond คงจะขายดีอย่างต่อเนื่องหากจีน ยังหาทางลงให้กับตัวเองไม่ได้