Practical Report ศิลปะจีน : สูงสุดคืนสู่สามัญ (ตอนที่ 1)

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

คนที่ยังไม่เคยได้ลิ้มรสความสำเร็จในชีวิตสักครั้งเลย ย่อมตะเกียกตะกายดิ้นรนที่จะต่อสู้ฝ่าฟัน ขณะที่คนซึ่งได้ผ่านจุดสูงสุดแห่งความสำเร็จไปแล้วนั้น จะเริ่มให้ความสำคัญกับความรื่นรมย์ในชีวิตมากขึ้น

ความจริงแล้ว การต่อสู้เพื่อฝ่าฝันในชีวิตกับการเสพสุขรื่นรมย์ ล้วนแต่แยกไม่ออกจากกัน หลายครั้งที่การงานของเรายังไม่สำเร็จสมดังปรารถนา อาจเนื่องเพราะความเคร่งเครียดจริงจังที่มากเกินไป จึงส่งผลกระทบถึงผลงานอย่างคาดไม่ถึง การทำงานด้วยความเคร่งเครียด ย่อมได้เพียงปริมาณแต่ขาดแคลนซึ่งคุณภาพ ขณะที่การทำงานอย่างมีศิลปะเบิกบานนั้นย่อมบรรลุคุณภาพสร้างสรรค์ ชดเชยปริมาณที่สูญเสียไปได้ในที่สุด

เช่นเดียวกัน คนที่ได้ผ่านจุดสูงสุดด้านอาชีพการงานไปแล้ว ได้เริ่มมุ่งแสวงหาตัวตนที่แท้จากภายใน การหวนกลับไปศึกษาศิลปะอย่างลึกซึ้ง จึงอาจเป็นหนทางหนึ่งในการค้นพบจิตวิญญาณหรือโฉมหน้าที่แท้จริงของตัวเอง

คนที่ได้ผ่านการต่อสู้เลียคมดาบจนขึ้นถึงจุดสูงสุดของชีวิตได้นั้น บางทีอาจบังเกิดความรู้สึกรังเกียจเหนื่อยหน่ายที่จะสนใจเรื่องราวทางโลกอีกต่อไป ดังนั้น จึงมุ่งหน้าเข้าสู่โลกภายใน ทั้งในเชิงธรรมะและศิลปะ แต่พวกเขากลับต้องพบความผิดหวัง เพราะศิลปะทั้งหลายนั้น แม้จะให้ความลุ่มหลงเบิกบาน แต่ยังไม่อาจนำพาตัวตนเข้าไปสู่ด้านในแห่งจิตวิญญาณอันแท้จริงได้ ยังคงรู้สึกขาดพร่องบางสิ่งไป แต่ไม่อาจอธิบายได้

สิ่งที่ผู้ดื่มด่ำในศิลปะผิดพลาดไปก็คือ ความเข้าใจที่ว่า ศิลปะไปพ้นจากชีวิตประจำวัน ไปพ้นจากการดิ้นรนต่อสู้ ไปพ้นจากความวุ่นวายของสังคม บางคนบูชาศิลปะโดยละทิ้งการแสวงหาเงินทอง ขณะที่บางคนกลับมีเงินทองมากล้น จึงรังเกียจที่จะทำให้ศิลปะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องแปดเปื้อนกับชีวิตจริงอันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลโกง

หากทว่าทั้งสองแนวทางนั้น ล้วนแต่ทำให้การฝึกฝนดื่มด่ำในศิลปะขาดแคลนบกพร่องไปในที่สุด

ถึงที่สุดแล้ว พลังในการแข่งขันเพื่อสร้างธุรกิจกับพลังในการรังสรรค์ศิลปะนั้น ย่อมมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน คือ ความเป็นมนุษย์ในตัวเรา

ดังนั้น หากต้องการให้ “ชีวิต” บรรลุความสมบูรณ์ เปี่ยมล้นด้วยคุณค่าความหมายและความสำเร็จ เราจะต้องสามารถหลอมรวม “ศิลปะ” และ “การทำงาน” ให้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน

ศิลปะไม่ว่าจะแขนงใดนั้นย่อมมีประโยชน์ในการสร้างความรื่นรมย์ให้ชีวิต โดยเฉพาะศิลปะที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน อาจถึงขั้นขัดเกลาความประพฤติ และพัฒนาภูมิปัญญาผู้ฝึกฝนให้สูงส่งเลอเลิศยิ่งขึ้น แต่แน่นอนว่า ขอบเขตระหว่างความลุ่มหลงลึกซึ้งกับลุ่มหลงงมงาย ย่อมยากที่จะบ่งบอกได้

เรื่องเศร้าของความหวาดกลัวที่จะลิ้มรสศิลปะอย่างลึกซึ้งถึงแก่นเพราะเกรงว่าจะลุ่มหลงงมงาย อาจเป็นโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่บทหนึ่ง ไม่ด้อยไปกว่าความล่มจมของชีวิตเพราะไม่อาจถอนตัวจากการสัมผัสลิ้มรสความล้ำลึกเบิกบานแห่งศิลปะ

บางครั้งศิลปะอันอ่อนโยน กลับกลายเป็นเครื่องมือทรงพลังในการทำลายอคติของผู้คน จนค้นพบภูมิปัญญารู้แจ้ง ในสิ่งที่เคยมองข้ามไป กลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้ที่ทำให้ความเข้าใจชีวิตและโลกความเป็นจริงชัดเจนสมบูรณ์ขึ้น นี่คือ ผลพลอยได้สูงสุดของการศึกษาศิลปะ ที่ดีเด่นไม่แพ้ผลทางตรงซึ่งช่วยปลอบโยนประโลมใจและขัดเกลามนุษย์ให้เข้าถึงความดีงามในธรรมชาติและจิตวิญญาณส่วนลึกของความเป็นมนุษย์

ในบรรดาอารยธรรมยิ่งใหญ่ของโลกนั้น “จีน” นับเป็นอารยธรรมที่ลึกซึ้ง สั่งสมบ่มเพาะกันมาอย่างยาวนาน ยากนักที่ในชั่วชีวิตหนึ่งของมนุษย์ จะสามารถศึกษาได้อย่างแตกฉาน แต่กระนั้น การได้เข้าไปสัมผันเรียนรู้แม้เพียงผิวเผิน ได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนธรรมดาอย่างผม รู้สึก “เปี่ยมล้นเต็มตื้น” ยิ่งนัก

นอกจากนี้ ผมยังได้เคยศึกษาอารยธรรมตะวันตก ตั้งแต่ “กรีกโรมัน” อันยิ่งใหญ่สูงสง่า จนถึง “ยุโรป” ที่เปี่ยมพลังสร้างสรรค์ แสวงหาความสดใหม่แตกต่างอย่างมิรู้สิ้นสุด แม้กระทั่งอินเดียที่เต็มไปด้วยความนุ่มนวลละเมียดละไม

ทั้งหมดได้ทำให้ตระหนักถึง “ความงามแห่งปัญญา” ที่มวลมนุษยชาติได้สั่งสมขัดเกลากันมาแสนนาน การเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ ได้ช่วยยกระดับจิตใจของเราให้เข้าใกล้ “ความหมายลึกล้ำ” แห่งความเป็นมนุษย์ยิ่งขึ้นในทุกขณะ

อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวถึงทุกอารยธรรมที่น่าหลงใหลเหล่านี้ทั้งหมด คงยากที่จะประสานให้ลงตัว ดังนั้น ผมจึงขอเลือกที่จะนำเสนอ “เสน่ห์ความงาม” ในอารยธรรมจีน ซึ่งผมรู้สึกลึกซึ้งผูกผันมาตั้งแต่เยาว์วัย

ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์จีน” ที่รจนาร้อยเรียงโดย “คาร์ริงตัน กู๊ดริช” ได้บรรจุ “ส่วนหนึ่งแห่งถ้อยคำ” ที่น่าจะสะท้อนความลุ่มลึกอันน่าหลงใหลของ “อารยธรรมจีน” ได้อย่างแจ่มแจ้งลงตัวที่สุด ดังนี้

“ข้าพเจ้าหายใจและมีชีวิตอยู่กับศิลปะอันประหลาดนี้มายี่สิบกว่าปีแล้ว และยังหวังที่จะเขียนลายมือให้งามยิ่งขึ้น โดยฝึกอย่างไม่ย่อท้อ แม้กระนั้นก็มิได้หวังจะให้ดีไปกว่าลายมือของท่านปรมาจารย์หวางซีจือ ความอัศจรรย์ของศิลปะการเขียนอักษรนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นมามากต่อมาก ตรงนี้จุดแห่งหยาดน้ำค้างสวรรค์ทิ้งร่องรอยไว้ที่ปลายเข็ม ตรงนั้นพายุกรรโชกลงมาบนแท่นศิลา ข้าพเจ้าเคยเห็นฝูงนางพญาหงส์ลอยตัวอยู่ได้ด้วยปีกอันสง่า หรือฝูงอาชาห้อวิ่งมาโดยเร็ว บางครั้งก็เป็นแถวของไก่ฟ้าร่าเริงระบำ หรือคอนเกาะอยู่กับกิ่งองุ่นแห้ง ในขณะที่ชนบทเบื้องล่างลงไปนั้นเงียบสงบ บางเส้นหนักดุจก้อนเมฆอันมหึมา บ้างก็เบาดุจน้ำพุพวยพุ่งที่หยุดนิ่งดุจภูผาอันสงบอยู่กับที่ และแล้วพระจันทร์ดวงใหม่ก็ทอแสงสู่นภากาศ หรือหาไม่วิธีเขียนก็เริ่มเป็นลำแสงแห่งดวงดารา ที่ทั้งใหญ่และให้แสงทอส่งลงมาแผ่กว้างกลางรัตติกาล ทั้งหมดนี้ช่างน่าพิศวงดุจธรรมชาติ ดังหนึ่งจะเป็นอำนาจมนุษย์ ทั้งๆที่ความสัมพันธ์ระหว่างอัจฉริยภาพและศิลปะก่อให้เกิดความยิ่งใหญ่ขึ้น ส่อให้เห็นเป็นความพึงพอใจของศิลปิน ในขณะที่เคลื่อนมือไปดังใจปรารถนา พู่กันมิได้แตะต้องกระดาษ เว้นแต่จะมีความหมายอยู่ด้วยบรรยากาศ ความหนักเบาของแต่ละเส้น แต่ละจุดดูประหนึ่งจะรอคำสั่งที่มาจากปลายพู่กันฉะนั้น”

ไม่น่าเชื่อว่า “ศิลปะการเขียนตัวอักษร” จะงดงามเฉิดฉันได้ถึงเพียงนี้ แทนที่จะเป็นเพียงเครื่องมือการสื่อสารของคนทั่วไปหรือสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความงามแห่งศิลปะของยอดนักเขียนและมหากวี แต่ตัวอักษรจีนกลับกลายเป็นความงามในตัวมันเอง และไม่ใช่เพียงความงามธรรมดาดาษดื่นเท่านั้น หากทว่าได้รับการยกย่องว่าเป็น1 ใน 4 สุดยอดศิลปะจีน ที่บรรลุถึงความอ่อนช้อยทรงพลังสงบงามและความแปรเปลี่ยนไร้ที่สุด ทั้งการเคลื่อนไหวของลายเส้น การลงน้ำหนักอ่อนแข็ง ล้วนแต่พริ้วละมุนลงตัวจนถึงที่สุด

การเขียนตัวอักษรจีน จึงถือเป็นการผสานระหว่าง “การทำงาน” และ “ศิลปะ” ได้อย่างน่ายกย่องชมเชย ทำให้เห็นว่า การทำงานและศิลปะ สามารถจะสอดประสานเสริมกัน และนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้

“ดนตรีกาล” ของชาวจีน ย่อมมีพลังไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ายอดศิลปะแขนงอื่น เพราะความหวานของเสียงสัมผัสไม่ใช่เป็นความหวานละเลี่ยนเหมือนดนตรีทั่วไป โดยเฉพาะหวานเลอรสแบบภารตะคีตา แต่ท่ามกลางความอ่อนช้อยของเส้นสายพิณจีน “ยอดหัตถ์เทวะ” ย่อมสามารถแฝงพลังแกร่งกร้าวทำลายล้างเข้าไปในลีลาที่นุ่มนวลอ่อนโยน กลายเป็นความสอดประสานซึ้งซ่านจนถึงกลับมีผู้นำรสนิยมการเล่นดนตรีอันเลอเลิศมาสอดใส่ในกลอุบาย 3 ก๊ก สร้างความติดตรึงใจให้แฟนนักอ่านชาวไทยมิรู้ลืม

เสียงดนตรีกังวานซึ้งแว่วหวานของ “ขงเบ้ง” ได้แนบแฝงแววฆ่าฟันหมื่นวิถีไว้ในท่วงทำนอง โดยมีเพียง “สุมาอี้” ยอดขุนพลผู้เจนจบทั้งบุ๋นบู๊ของวุยก๊กเท่านั้น จึงสามารถลิ้มรสความงามซึ้งตรึงตราเช่นนี้ได้ ในที่สุด “จอมคน” สุมาอี้ จึงตัดสินใจถอยทัพไปอย่างกระเจิดกระเจิง แม้ในภายหลังจะค้นพบว่าตนเองได้หลงกลอุบาย “เมืองว่าง” ของขงเบ้งก็ตาม แต่การได้ฟังดนตรีล้ำลึกเช่นนี้ ย่อมไม่เสียทีที่ถือกำเนิดเกิดมา

ผู้คนในโลกหล้ายังสะท้านตราตรึงในลีลาการประพันธ์บทนี้ของท่าน “หลอกว้านจง” มิรู้วาย แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ใช่ความจริงในประวัติศาสตร์ แต่มันก็ดูเสมือนจริงยิ่งนัก และยังสะท้อนความล้ำเลิศของศิลปะดนตรีกาลของมหาประชาชนจีน ซึ่งยากจะหาอารยธรรมใดเทียบเคียงได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสอดประสานพิชัยสงครามซึ่งเป็นเรื่องราวการสู้รบเข่นฆ่า เข้ากับความอ่อนช้อยนุ่มนวลของเสียงดนตรีที่อาจขับกล่อมผู้คนให้ละวางความเหี้ยมโหดเพื่อกลับคืนสู่ธรรมชาติดีงามเดิมแท้ในใจตน

คนทั่วไปย่อมรู้สึกว่า “สงครามเข่นฆ่า” และ “ดนตรีกาลหวานละมุน” ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องแปดเปื้อนซึ่งกันและกันเลย แต่ด้วยความล้ำลึกแห่งอารยธรรมจีน ศาสตร์และศิลป์ 2 แขนงนี้จึงยืนเกี่ยวก้อยประสานเสริมกันได้อย่างลงตัว

“ดนตรีจีน” จึงเป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่ไม่อาจแยกขาดจาก “การทำงาน” ได้เลย แม้ตัวอย่างข้างต้นจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า ค่านิยมของชาวจีนนั้น ไม่อาจแยกศิลปะออกจากการทำงาน โดยต้องประสานสอดร้อยกันให้เป็นหนึ่งเดียวกับชีวิต