Practical Report ศิลปะจีน : สูงสุดคืนสู่สามัญ (ตอนจบ)

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

หากเปรียบเทียบความสุดยอดของดนตรีจีนกับดนตรีตะวันตก จะพบความแตกต่างที่สำคัญและน่าสนใจ ดังนี้

Symphony หมายเลข 9 ของ บีโธเฟน(Beethoven) ถือเป็นตัวแทนแห่งความสุดยอดของดนตรีตะวันตก บทเพลงนี้ช่างมีความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ครอบคลุมทุกอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์อย่างแจ่มจ้า ที่ล้ำลึกกว่านั้น คือ การสอดประสานอารมณ์ที่แตกต่างเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งต้องใช้ฝีมือระดับเทวะจึงจะสามารถรังสรรค์ออกมาได้ บีโธเฟน ได้นำอารมณ์ทั้งหลายนั้นมาแปลงให้อยู่ในรูปโน้ตดนตรีที่ปรับแต่งอย่างลุ่มลึก หลังจากนั้นจึงนำรูปศิลปะที่แตกต่างเหล่านี้มาเชื่อมร้อยรวมกัน แต่การหลอมรวมให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างละเมียดละไมนั้น ก็ยังคงต้องอาศัยความเพียรพยายามและอัจฉริยภาพอันยิ่งยวด

หากเมื่อร้อยเรียงทุกอย่างเข้าด้วยกัน จึงกลับไม่ใช่สะท้อนเพียงอารมณ์ของมนุษย์ แต่สามารถสื่อนัยถึงพลังแห่งพระเจ้า พลังธรรมชาติ และ พลังจักรวาล นับเป็นความสุดยอดในความสุดยอดของมวลมนุษยชาติ

ในภาพยนตร์เรื่อง Copying Beethoven (ฝากใจไว้กับเบโธเฟ่น) ได้สรุปถึงเคล็ดวิชาการสร้างสรรค์บทเพลงยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าดนตรีแห่งกรุงเวียนนาไว้ว่า “ไม่ใช่จุดสิ้นสุด ไม่มีจุดเริ่มต้น เป็นเพียงการเลื่อนไหล” เมื่อสาวน้อยได้ถามถึงการประยุกต์ใช้ทฤษฏีนี้ “บีโธเฟน” กลับตอบว่า “ไม่ใช่การใช้ แต่เป็นการเติบโต ท่อนแรกกลายเป็นท่อนที่สอง แนวคิดใดตายไปก็เกิดแนวคิดใหม่” และยังเสริมอีกว่า “ในงานของเธอ เธอหมกมุ่นอยู่แต่กับโครงสร้าง การเลือกรูปแบบที่ถูกต้อง เธอต้องฟังสิ่งที่มันผุดอยู่ในใจ จงฟังเสียงดนตรีภายในใจ”

คงจะไม่เป็นการเกินเลยไปที่จะกล่าวว่า ทฤษฏีดนตรีที่ “บีโธเฟน” กล่าวไว้ เป็นเพียงความสูงส่ง แต่อาจนำมาปฏิบัติจริงได้ยากมาก จึงดูเหมือนเป็นเพียงคำกล่าวที่เลื่อนลอย แต่เมื่อได้สัมผัส Symphony หมายเลข 9 ทุกคนย่อมรู้สึกว่า “บีโธเฟน” ได้ทำให้ทฤษฏีนี้สมบูรณ์แบบอย่างถึงที่สุด

ดนตรีตะวันตกที่เลิศเลอสุดยอดไร้คู่เปรียบนี้ ได้ช่วยทำให้ความเข้าใจต่อดนตรีจีนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขณะที่ดนตรีตะวันตกโดยเฉพาะ Symphony หมายเลข 9 ซึ่งเป็นที่สุดของที่สุดแล้ว ได้ครอบคลุมทุกจังหวะดนตรีและอารมณ์จนถึงที่สุดแห่งห้วงจักรวาลนั้น ทว่าดนตรีจีนกลับมีวิธีสร้างสรรค์ที่แหวกแนวออกไป โดยท่วงทำนองเพลงจีนนั้น แม้ว่าจะไม่ครบสมบูรณ์และร้อยเรียงประสานด้วยโครงสร้างอันเลอเลิศ แต่กลับสร้างเสน่ห์สีสันที่ “แตกต่าง” นั่น คือ “การซ่อนตัวเองเข้าสู่ภายใน” การฟังเพลงจีน จึงไม่ใช่เพียงฟังด้วยหู สัมผัสหรือรู้สึกด้วยใจและจินตนาการ แต่ต้องให้ท่วงทำนองนั้นสอดเข้าไปในส่วนลึกของวิญญาณ โดยเฉพาะส่วนที่ดนตรีไม่ได้พูดแต่ซ่อนเป็นนัยลึกซึ้งไว้ นั่นคือ สิ่งที่เลอเลิศที่สุดของดนตรีจีน

อาจไม่มีตัวอย่างดนตรีจีนที่สูงส่งที่สุด แต่บทเพลง “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” ที่บรรจุใน “เดชคัมภีร์เทวดา ภาค 1” ฉบับที่ “แซม ฮุย” เป็นพระเอก ย่อมเพียงพอจะเป็นตัวแทนของสุดยอดดนตรีจีนได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ในบริบทของการบรรเลงเพลงพิณบทนี้ ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นในห้องอัดเสียงหรือโรงอุปรากรขนาดใหญ่ แต่บรรลุขึ้นในเรือน้อยที่กำลังหลบหนีการตามล่าอันแสนหวาดเสียวของ “จั๋วเหลิ่งซ่าน” จอมยุทธ์ที่สุดทะยานอยากทางการเมือง

“ผู้อาวุโสฝ่ายธรรมะ” ได้เริ่มต้นท่วงทำนองขึ้นก่อน ท่ามกลางผืนน้ำที่ไหลริน “ทะเลหัวเราะ เกลียวคลื่นซัดสองฝั่ง ล่มจมตามกระแสคลื่น” จนมาถึง “ผู้อาวุโสฝ่ายมาร” ได้ยกระดับเสียงสูงพุ่งทะยานประกาศศักดิ์ศรีความภูมิใจถึงฟากฟ้า “จนตอนนี้ฟ้าหัวเราะ ความชุ่มชื่นในทุ่งหญ้าและแดนดิน ใครแพ้ใครชนะ ฟ้าเท่านั้นที่รู้” และตามมาด้วย การประสานเสียงอันกลมกลืนของเทพมารทั้งสอง จนพระเอกต้องเข้ามาร่วมประสานคลอเคลียเพลงในตอนท้าย “ภูเขาหัวเราะ สายฝนในแดนไกล โลกอันสับสน จะภูมิใจสักเพียงใด” แต่น่าเศร้าที่การแสดงนี้ต้องสิ้นสุดลง เพราะการรบกวนของฝ่ายตรงข้ามที่ยอมเสียสละทุกสิ่ง เพื่อให้ได้เพียงคำว่า “อำนาจ”

เสียงพิณ เสียงเพลง เสียงดนตรี ล้วนประสานสอดรับกันเป็นหนึ่ง สะท้อนถึงการหลีกเร้นปล่อยวาง ที่แสนอภิรมย์สุขสม แต่ยังคงแฝงเร้นไว้ด้วยความหมายอันโศกซึ้งตรึงตรามิรู้สิ้น โดยมีช่องว่างระหว่างบรรทัด คือ ท่วงทำนองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของบทเพลงนี้

ไม่แปลกที่บางคนจะรู้สึกว่า การได้สัมผัสสุดยอดดนตรีจีนนั้น คือ ความสุขสมเบิกบานในชีวิต ขณะที่สุดยอดดนตรีตะวันตกนั้น แม้จะรื่นรมย์ไปกับความงาม แต่กลับแฝงไว้ซึ่งความทุกข์ เพราะความสุดยอดที่อัดแน่นเผยแสดงมาทุกกระบวนท่า กลายเป็นภาระหนักอึ้งแห่งความทุกข์ต่อสติปัญญาคนธรรมดา อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่า “สินค้าเลอเลิศ” ย่อมคู่ควรต่อชีวิตอันต่ำต้อยของมนุษย์ในการลิ้มรส แม้เพียงสักครั้ง

จะเกรงไปไยกับความทุกข์ หรือหมกมุ่นยินดีเพียงความสุข ใช่หรือไม่ว่า ชะตามนุษย์ล้วนแต่ต้องเผชิญทั้งความสุขและความทุกข์ควบคู่ประสานกัน

ไม่ว่าจะเป็น “ศิลปะการเขียนลายมือ” หรือ “ศิลปะดนตรีจีน” ล้วนแต่เน้นไปที่การบรรสานสอดร้อยให้เป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตและการทำงาน ขณะเดียวกันยังมุ่งไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันของ “ความว่าง” และ “ความเต็ม” ใช่หรือไม่ว่า หากเปรียบ “การทำงาน” คือ ความเต็ม ดังนั้น “ศิลปะ” ก็คือ ความว่าง เช่นเดียวกับ “หยาง” และ “หยิน” ที่มีอิทธิพลต่อทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของชาวจีน

คัมภีร์ “อี้จิง” ซึ่งเป็นวิชาเก่าแก่ของจีนนั้น ได้สังเคราะห์สร้างความลึกล้ำของ “หยิน” และ “หยาง” ซึ่งเป็นตัวแทนของความว่างและความเต็ม ความอ่อนและความแข็ง ความเป็นหญิงและความเป็นชาย มาเรียงร้อยให้เป็น 64 ลายลักษณ์ ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงทุกแง่มุมของมนุษย์และธรรมชาติไว้

วิชานี้ได้ถูกนำไปใช้ในหลากหลายด้าน ทั้งการคำนวณดินฟ้าอากาศเพื่อหาจังหวะเพาะปลูกเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม การทำนายโชคชะตาชีวิต เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับลิขิตสวรรค์ การรบทัพจับศึก ซึ่งเต็มไปด้วเล่ห์กลและความผันผวน ทั้งรุกรับอ่อนแข็ง นอกจากนี้ยังสามารถปรับใช้ในการบริหารบ้านเมืองที่ต้องพึ่งพาความละเอียดอ่อนในการดำเนินนโยบาย และสุดท้ายคือ การประสานสู่ท่วงทำนองแห่งศิลปะ ดุจดั่งดนตรีและตัวอักษร ที่ได้กล่าวไป

“หมากล้อม” คือ ศิลปะอีกแขนงหนึ่งของจีน ที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญา “อี้จิง” การเดินหมากนั้น ย่อมคล้ายการดำรงชีวิต ที่แต่ละคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่าเทียมกัน แต่จะต้องเลือกบริหารเวลาให้เกิดคุณค่าสูงสุด จะเลือกพักผ่อนหรือจะเลือกทำงาน จะเลือกเป็นลูกจ้างหรือผู้ประกอบการ ที่สำคัญ จะต้องคำนึงถึงภาพรวมเสมอ บางครั้งต้องยอมแพ้หรือละทิ้ง “คุณค่า” บางประการ เพื่อเลือกกับการได้ “คุณค่า” ในบางประการกลับคืนมา ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์ ไม่มีทุกอย่างที่สมหวัง ในทุกวิกฤตล้วนแฝงไว้ด้วยโอกาส

การฝึกฝนหมากล้อม สามารถนำมาเป็น “บทเรียน” ของชีวิตและการทำงานได้ การยึดติดกับสิ่งใดมากเกินไป ไม่ยอมละทิ้งหรือเสียสละ ก็อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่กว่า หรือพลาดโอกาสที่จะได้รับไป

แต่ตรงไหนควรรักษาหรือเพิ่มพูน ตรงไหนควรละทิ้งหรือเสียสละ ย่อมไม่อาจประเมินได้ง่ายๆ เช่นเดียวกับชีวิตที่มีทางเลือกให้มากมาย มีเพียงแต่การฝึกฝน “ภูมิปัญญา” ที่จะมองให้เห็นถึงความสำคัญของสรรพสิ่งและทางเลือกที่แตกต่างกัน ทั้งภาพรวมและภาพย่อยเท่านั้น จึงจะทำให้ตัดสินใจเดินหมากหรือใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่า

ผู้ใดเดินหมากชีวิตได้ดีที่สุด ผู้นั้นคือผู้ชนะที่แท้จริง

ชีวิตของคนเราในปัจจุบันนั้น มักเต็มไปด้วยทางเลือกที่มากมาย คนส่วนใหญ่จึงคิดง่ายๆว่า “เอาไว้ก่อน” มากที่สุด ย่อมดีที่สุด แต่หากเราสละเวลาอันมีค่าที่จะ “กิน ดื่ม เที่ยว ทำงาน” มาศึกษาศิลปะจีน แม้เพียงเล็กน้อย เราจะตระหนักได้ว่า ชีวิตที่แท้จริงนั้น ไม่ควรที่จะ “เติมเต็ม” ไปเสียทั้งหมด บางครั้ง การขาดพร่อง อาจนำมาซึ่ง การเติมเต็มที่ดีกว่า เพียงแต่ว่า ท่ามกลางชีวิตที่วุ่นวาย มนุษย์ยากจะมองเห็นได้ว่า

“ในชีวิตช่วงหนึ่งนั้น ตัวเราได้สร้างสรรค์ความเต็มและความว่าง อย่างเหมาะสมลงตัวหรือไม่”

เราจะถือเป็นภาพวาดที่ดีได้อย่างไร หากทั้งแผ่นเต็มไปด้วยรอยหมึกหรือสีสัน เราจะถือเป็นภาพวาดที่ดีได้อย่างไร หากทั้งแผ่นเต็มไปด้วย “ความว่าง” ที่ว่างสนิท

เราจะถือเป็นการทำงานที่ดีได้อย่างไร หากเวลาทั้งหมดอุทิศให้แต่การลงมือทำ แต่ขาดไร้ซึ่งการขบคิดพัฒนาให้ดีกว่าเดิม เราจะถือเป็นการทำงานที่ดีได้อย่างไรหากเวลาทั้งหมดอุทิศให้แต่การสร้างจินตนาการอันบรรเจิด แต่ไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย

เราจะถือเป็นชีวิตที่ดีได้อย่างไร หากทุกการกระทำล้วนอุทิศให้ตนเอง แต่ขาดไร้ซึ่งความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ เราจะถือเป็นชีวิตที่ดีได้อย่างไร หากทุกการกระทำล้วนอุทิศให้ผู้อื่น โดยไม่มีที่ว่างในการเติมเต็มความรู้สึกส่วนตัวของเราเลย

การอุทิศเวลาเพื่อศึกษา “ศิลปะจีน” หรือแม้กระทั่ง “ศิลปะ” ของชนชาติอื่น ล้วนแล้วแต่ช่วยเติมเต็มคุณค่าความหมายในชีวิต และแน่นอนว่าจะต้องช่วยเติมเต็มการทำงานให้ดีเด่นยิ่งขึ้น

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” หมายถึงว่า เราเร่งทำงาน สร้างความสำเร็จร่ำรวยให้ถึงจุดสูงสุด แล้วจึงรีบเกษียณตัวเอง เพื่อไปผ่อนพักหลีกเร้นจากชีวิตที่วุ่นวายนี้

แต่จะหลีกเร้นได้อย่างไร ถ้าใจเรายังไม่สงบ จะหลีกเร้นได้อย่างไร ถ้าเรายังต้องพกพาเงินทองที่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่อย่างสบายไปด้วย

“สูงสุดคืนสู่สามัญ” ที่มักใช้ในศิลปะวรรณกรรมจีนนี้ ยังสามารถอธิบายในอีกความหมายหนึ่งได้ว่า การจะขึ้นถึงจุดสูงสุดของชีวิตนั้น เราจะต้องหลอมรวมความสุดยอดในทุกทาง ทั้งการงาน ความรัก ศิลปะ และความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ ให้เป็นหนึ่งเดียวกับความสามัญในชีวิตประจำวันของเรา

“ศิลปะจีน” ที่ได้กล่าวไปข้างต้น น่าจะใกล้เคียงกับความหมายที่สองนี้ ซึ่งหากใครสามารถบรรลุได้ เขาย่อมเข้าถึงความสุดยอดแห่งศิลปะ ซึ่งดลบันดาลให้ชีวิตนั้นงดงามหาที่เปรียบมิได้

นั่นหมายความว่า มนุษย์ทุกคนสามารถก้าวสู่ “จุดสูงสุด” ของชีวิตได้ในทันที โดยการทำงานอย่างรื่นรมย์สร้างสรรค์ และพักผ่อนอย่างมีสติปัญญา ไม่ใช่เร่งทำงานเพื่อจะพักผ่อนอย่างไร้รสชาติอีกต่อไป

ขออุทิศบทความนี้ให้ “คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ซีพีออล์ จำกัด (มหาชน) ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนทั้งในด้านการทำธุรกิจให้ยิ่งใหญ่อย่างยั่งยืน รวมถึง การศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีนให้สอดคล้องกับการงานและชีวิต