รายการ “สุรนันทน์วันนี้” ออกอากาศเมื่อวันที่ 6 ส.ค. โดยมี คุณเจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ นักคิดนักเขียน นักจัดรายการวิทยุ มาสนทนาในประเด็นผลงานหนังสือเรื่อง “The Big Secret เคล็ดลับแห่งชัยชนะ”
สุรนันทน์ : คุณเจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ เจ้าของหนังสือ “The Big Secret เคล็ดลับแห่งชัยชนะ The Big Secret เล่มนี้ไม่ใช่เล่มแรก เล่มแรกคือ “จอมคนในจอมคนแผ่นดินเดือด” แตกต่างกันหรือเปล่า เล่มแรกดูเป็นจีนคือเอากำลังภายในมาวิเคราะห์วิจารณ์ หยิบกลยุทธ์ขึ้นมา กับความลับที่บอกว่าเป็น Big Secret แตกต่างกันหรือเปล่า
เจริญชัย : แตกต่างกันนิดหนึ่งคือ “จอมคนในจอมคนแผ่นดินเดือด” จุดดีก็คือว่า เนื้อหามันสร้างไว้เรียบร้อยแล้วจากหนังสือ “จอมคนแผ่นดินเดือด” เพราะฉะนั้นเราหยิบตรงไหนมาอธิบายมันง่าย ผมจะวิเคราะห์กลยุทธ์ ส่วน “The Big Secret” ก็คือเอาโลกจริงมาวิเคราะห์
สุรนันทน์ : อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณเจริญชัยสนใจเรื่องพวกนี้
เจริญชัย : ก็อาจจะเพราะว่าตอนผมเรียนมหาวิทยาลัย ผมใช้ชีวิตแบบไปเรื่อยๆ ทำกิจกรรม ทำโน่นทำนี่เพื่อสังคม แต่สุดท้ายรู้สึกว่ามันล้มเหลว ก็เลยเริ่มมาสนใจพวกกลยุทธ์ แล้วรู้สึกว่าจีนนี่แหละคือเจ้าแห่งกลยุทธ์ เฉพาะกลยุทธ์ผมว่าฝรั่งสู้จีนไม่ได้ แต่ฝรั่งจะถนัดด้านเทคโนโลยีมากกว่า ซึ่งผมก็คิดว่าผมอยากจะสร้างธุรกิจ เพราะผมคิดว่าถ้าผมมีรากฐานธุรกิจผมจะทำเพื่อสังคมได้ด้วย
สุรนันทน์ : เสร็จแล้วก็ทำธุรกิจ แล้วก็เขียนหนังสือด้วย เอาสิ่งที่เรียนรู้ตรงนั้นมาเขียนหนังสือ แล้ว Big Secret คืออะไร ความลับคืออะไร
เจริญชัย : จริงๆมันมาจากหนังสือเรื่อง The Secret ซึ่งของผมคือชัยชนะอยู่ที่ใจและการลงมือ ผมคิดว่าใจอย่างเดียวมันไม่พอ ไม่อย่างนั้นทุกคนก็ชนะหมดแล้ว คือเรื่องคิดมันง่าย แต่เรื่องทำมันยาก ยังไม่นับว่าต้องทำแบบมีกลยุทธ์ เพราะว่าทำเฉยๆก็อาจจะผิดได้
สุรนันทน์ : ของคุณเจริญชัย 3 ขั้นคือ มีใจ แล้วลงมือปฏิบัติ ปฏิบัติอย่างมีกลยุทธ์
เจริญชัย : ใจก็คือว่าจะต้องคิดอย่างถูกวิธี คือในเล่มนี้มีตอนหนึ่งที่พูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Angle Inside คือต้องสร้างเทวดาในใจเราก่อน เขาจะพูดถึงศิลปินคนหนึ่งชื่อ ไมเคิลแองเจโล เขาอดทนและพยายามทุกอย่างเพื่อที่จะสร้างงานศิลปะ แต่น้อยคนจะรู้ว่า ไมเคิลแองเจโลไม่ใช่นักวาดรูป เขาเป็นนักปั้น แต่เขาวาดรูปเพื่อจะแข่งกับ เลโอนาร์โด ดา วินชี เพราะฉะนั้นเขาต้องใช้ความพยายามเป็น 2 เท่า อันดับแรกที่ผมศึกษามาคือต้องรักในสิ่งที่ทำ เราต้องทุ่มเทกับมัน คนจำนวนมากชอบคิดว่าทำในสิ่งที่ได้เงิน สมมติคุณทำงานเป็นวิศวกรแต่คุณไม่รักมัน คุณก็ได้เป็นวิศวกรระดับกลาง สู้คุณไปเป็นศิลปินระดับหนึ่งดีกว่า
สุรนันทน์ : แต่เป็นอันดับหนึ่งไม่ใช่ง่ายๆนะ ใครจะทะลุเป็นอย่างไมเคิลแองเจโลใครจะทะลุเป็นอย่างอาจารย์เฉลิมชัยได้
เจริญชัย : ถูกครับ ถึงต้องมีกลยุทธ์
สุรนันทน์ : อันแรกต้องมีใจรักในงาน คิดเชิงบวกก็ต้องคิดใช่หรือเปล่า
เจริญชัย : ใช่ครับ แต่ว่าไม่ได้คิดเชิงบวกแบบเพ้อเจ้อ บอกว่านี่แหละเราจะรวย แต่เราไม่ทำอะไร ต้องคิดเชิงบวกว่าเราจะรวยด้วยการกระทำของเราเอง ถ้าเกิดเราได้ลองลงมือทำแล้วเราจะรู้ว่าอะไรได้ไม่ได้ ยกตัวอย่างสมัยก่อนผมรักการเขียนเพราะผมอ่านหนังสือมาก ผมไปเขียนแล้วไม่มีคนสนใจไม่มีคนตีพิมพ์ ผมก็ต้องรู้แล้วว่าถ้าผมยังเพ้อฝันว่าผมจะเขียนได้ผมก็ไม่ใช่ ผมก็ต้องมาฝึกฝน หลังๆผมก็เริ่มมาคิดว่าผมเขียนซับซ้อนเกินไป ผมก็ต้องตัดทอนให้มันง่ายลง จริงๆดูเหมือนจะเป็นการเอาใจตลาด แต่มันไม่ใช่ผมคิดว่าการที่ทำให้ง่ายลงมันทำให้ผมคิดได้ตกผลึกมากขึ้นด้วย
สุรนันทน์ : คือไม่ใช่ต้องคิดให้จบ เสร็จแล้วค่อยไปทำ คิดแล้วก็ทำไปด้วย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรถูก อะไรผิด ในการสร้างธุรกิจเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอันนี้ใช่ อันนี้ไม่ใช่
เจริญชัย : มันมีวิธีทำให้เราตรวจสอบได้ง่ายขึ้นคือ การสร้างทีมงาน อันนี้คนไทยเป็นกันน้อย คือคนไทยส่วนใหญ่ ถ้าเล่นคนเดียวเก่ง แต่เล่นเป็นทีมจะไม่ถนัด ตั้งแต่ผมเริ่มก่อตั้งเว็บไซต์ siamintelligence.com ก็ทำงานเป็นทีม หรือว่าผมจัดรายการวิทยุก็จัดกับเพื่อน 2 คน เหมือนกับว่าถ้าผมผิดเพื่อนช่วยเตือน ถ้าเพื่อนผิดผมก็ช่วยเตือน มันก็จะช่วยซึ่งกันและกัน
สุรนันทน์ : บทเรียนหนึ่งก็คือต้องทำเป็นทีม อย่าทำคนเดียว อย่างฝรั่งบอกว่าต้องทำสิ่งที่ตัวเองรัก แต่คนส่วนใหญ่ก็บอกว่าแล้วมันจะได้เงินไปเลี้ยงปากเลี้ยงท้องหรือ
เจริญชัย : ถ้าสมัยก่อนจะลำบาก เพราะสมัยก่อนงานบางอย่างเช่นศิลปินก็ไม่ได้เงิน แต่เดี๋ยวนี้มันเหมือนกับว่าสังคมเรารวยมากขึ้นจนพอที่จะจ่ายให้กับศิลปิน หรือจ่ายให้กับสตาร์บัคส์ที่กาแฟแพงกว่าปกติ คือสังคมเราทุกวันนี้รวยพอที่จะจ่ายให้กับทุกอาชีพขอเพียงมีคุณค่า เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นศิลปินแล้วไม่สำเร็จ มันไม่ใช่ว่าอาชีพนี้ไม่รวย แต่คุณอาจทำผิดวิธี
สุรนันทน์ : อาชีพอะไรก็มีความฝันได้ ไม่จำเป็นต้องมาทำ เว็บไซต์อย่างคุณ
เจริญชัย : ไม่จำเป็นครับ ทุกอาชีพครับ
สุรนันทน์ : ตื่นขึ้นมาคนเราควรจะคิดอะไร
เจริญชัย : ที่ผมคิดอาจจะโดนคนว่าเหมือนกันนะ คือผมคิดว่าต้องเลือกงานที่เรารักก่อน
สุรนันทน์ : คุณเจริญชัย เรียนวิศวะมา แล้วปริญญาโทไปเรียนเศรษฐศาสตร์ แล้วมาเป็นนักเขียน ทำเว็บไซต์ คนละเรื่องกันหรือเปล่า

เจริญชัย : คนละเรื่องครับ แต่ว่ามันก็มีส่วนเกี่ยวเนื่องกัน ปัญหาก็คือว่าทำสิ่งที่รักเฉยๆไม่ได้ มันต้องลงรายละเอียดด้วย อย่างนักเขียนมันกว้างมากคุณเขียนอะไร ผมก็เขียนเกี่ยวกับ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง แล้วคุณต้องลงรายละเอียดอีกว่าลำพังนักเขียนมันกระจายไปถึงคนอื่นได้น้อย คุณต้องทำสื่อ ทำวิทยุ ทำเว็บไซต์ ให้มันเสริมความเป็นนักเขียน แล้วต้องสร้างเครื่อข่าย สร้างพันธมิตรและทีมงาน
สุรนันทน์ : ตอนนี้คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง
เจริญชัย : คิดว่าระดับหนึ่ง ย้อนกลับไปที่หนังสือ The Angle Inside เขาจะบอกว่าคุณอย่าไปหลงความสำเร็จของคุณ คือไมเคิลแองเจโล ตอนหนุ่มปั้น Pieta ซึ่งงามมาก แต่เขายังไม่พอใจแค่นี้ คือมีหลายคนที่หยุดความสำเร็จไว้ที่ Pieta แต่ไมเคิลแองเจโล เขาพัฒนาไปเรื่อยๆ ปั้นเดวิด จนไปกระทั่งสูงสุดยอดที่ The Last Judgement ผมคิดว่าผมยังไม่ถึง Pieta ก็ได้ ผมอาจจะต่ำกว่านั้น ผมก็ต้องพยายามเขยิบขึ้นไป
สุรนันทน์ : อะไรเป็นตัวขับเคลือนตัวเองในขณะที่ คนอื่นเขาบอกว่าฉันก็พอใจแล้ว
เจริญชัย : จริงๆตอนแรกผมก็พอใจ แต่เนื่องจากผมมีทีมงาน มีเพื่อนคอยกระตุ้น กัลยาณมิตรสำคัญมากต้องเลือกคบเพื่อนที่กระตุ้นเรา การบริหารทีมไม่ใช่แค่เออออกันนะครับ ต้องขัดแย้ง ขัดแย้งและกลมกลืนอย่างลงตัว มันเป็นศิลปะที่ละเอียดอ่อน สุดท้ายมันจะเป็นกลุ่มกำหนด คือสมมติผมเถียงกันในกลุ่มแล้วมันไม่ลงตัว ไปหาคนนอกมาไประดมความคิด คือผมก็กระจายไปให้คนอื่นช่วยคิด
สุรนันทน์ : ที่พูดว่าเป็นส่วนหนึ่งของเคล็ดลับแห่งชัยชนะ แล้วเคล็ดลับใหญ่มันคืออะไร
เจริญชัย : ก็คือนอกจากเราสร้างให้ตัวเองแล้วเราควรจะมองเลยไปถึงประเทศชาติด้วย
สุรนันทน์ : เพระฉะนั้นหนังสือเล่มนี้ ถ้าจะบอกว่าเป็นหนังสือ How To แต่มันไม่ใช่ How To แบบบริหาร แบบนักธุรกิจที่มาเปิดดูว่าฉันควรจะทำการตลาดอย่างร ฉันควรจะคิดอย่างไร เพราะมันเป็นเศรษฐศาสตร์การเมืองด้วย แล้วมัน How To อะไร
เจริญชัย : จริงๆแล้วผมคิดว่าคนที่จะสำเร็จได้มันต้องมีหลากหลายด้าน คือถ้าคุณมุ่งแต่ธุรกิจอย่างเดียวผมว่าไม่สำเร็จ ผมคิดว่าอย่างแรกต้องมีทักษะในการ จัดการคน สรุปสั้นๆก็คือว่าเราต้องได้ใจเขาก่อน อย่างผมคุยกับเพื่อนผมก็พยายามบอกความจริง ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังโดยไม่ตัดสิน แล้วก็ฟังอย่างชื่นชม เรื่องที่สอง หลังจากมีคนแล้วต้องนำไปสู่กิจกรรมที่จะทำ ผมคิดว่าถ้าทำไปถึงระดับหนึ่งมันก็จะเริ่มรู้ผลเอง แต่เราจะต้องเหมือนกับว่ามีการเร่งเป็นระยะ เมื่อไหร่คงกำหนดยากแต่ว่าเราต้องพยายามจะเร่งซึ่งกันและกัน
สุรนันทน์ : พอเราสำเร็จขั้นหนึ่ง อะไรที่ยกระดับว่าฉันจะเอาตรงนี้ไปช่วยสังคม
เจริญชัย : ณ วันนี้ก็ช่วยสังคมนะครับ อย่างเขียนหนังสือ The Big Secret มันก็เป็นเรื่องสังคมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราไม่แยกว่าสำเร็จก่อนแล้วไปช่วย เราเขียนหนังสือ เราทำอย่างนี้ก็ช่วยแล้ว
สุรนันทน์ : ในสังคมที่มีปัญหาอย่างทุกวันนี้ คิดว่าต้องทำอไรบ้าง
เจริญชัย : ปัญหามันมี 2 เรื่อง คือเรื่องการเมือง กับเรื่องเศรษฐกิจ แต่ผมคิดว่าอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าการเมืองหรือเศรษฐกิจ มีปัญหาร่วมกันคือ วัฒนธรรมพึ่งพา ทางออกของการเมืองก็คือไปพ้นจากวัฒนธรรมพึ่งพา
สุรนันทน์ : อะไรคือวัฒนธรรมพึ่งพา
เจริญชัย : สมมติผมเป็นมวลชนเสื้อแดงผมก็พึ่งพาแกนนำ ผมเป็นมวลชนเสื้อเหลืองผมก็พึ่งพาแกนนำ แต่ผมคิดว่าโลกปัจจุบันต้องเป็นโลกของเครือข่าย คือยังมีแกนนำมีสูงมีต่ำ แต่ต้องมีความใกล้ชิดกว่านี้ คือมวลชนของแต่ละฝ่ายต้องมีความคิดของตัวเอง ในเชิงธุรกิจก็เหมือนกัน ลูกน้องต้องคิดเหมือนกับเป็นเจ้าของ หรือกึ่งเจ้าของ ต้องฝึกตรงนี้ขึ้นมา ผมคิดว่าเครือข่ายมันได้ประโยชน์ตรงที่ยืดหยุ่น สองรวดเร็ว สามก็คือกระจายความเสี่ยง คือคุณไม่รู้จะไปโจมตีตรงไหนเพราะว่ามันไม่มีศูนย์กลาง
สุรนันทน์ : แต่เครือข่ายทั้งหมดจะทำอย่างไรให้มันมีประโยชน์ ในเชิงยุทธศาสตร์
เจริญชัย : ผมจึงบอกว่าผมต้องทำทั้งโลก หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องทำทั้งประเทศไทย อย่างตอนนี้ผมก็เริ่มขยายเครือข่าย คนนู้นคนนี้ก็มาช่วยผม เครือข่ายใหญ่ผมคิดว่ามันเปลี่ยนสังคมได้ ถ้าเครือข่ายยิ่งใหญ่ มันก็เปลี่ยนด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว แต่ว่าเราต้องมีวิธีจัดการให้ความคิดของแต่ละคนมันมีพลัง
สุรนันทน์ : เขาบอกว่าโลกไซเบอร์ อย่างคุณเขียนบล็อก ผมเขียนบล็อก ส่วนใหญ่ความคิดมันจะอยู่ในบล็อก มันทำให้มีพลังจริงหรือปล่า
เจริญชัย : คนทั่วไปชอบแบ่งแยกระหว่างสื่อใหม่กับสื่อเก่า ปัญหาก็คือว่าเราต้องใช้ซึ่งกันและกัน คือสื่อเก่าข้อดีคือตลาดจะเยอะ แต่มีสื่อสุดท้ายที่สำคัญคือการพูดคุยกัน
สุรนันทน์ : เพราะฉะนั้นความเป็นคนยังต้องเจอกัน ไม่เหมือนในนิยายวิทยาศาสตร์ที่บอกว่าต่างคนต่างอยู่
เจริญชัย : ต้องเจอ หนังสือ The Big Secret จะเน้นความเป็นคนมาก ธุรกิจก็คือความเป็นคน ผมยืนยัน ถามว่าสตาร์บัคส์ขายความเป็นคนมาก ขายความสุนทรีย
สุรนันทน์ : คุณเจริญชัยอ่านมาตั้งแต่ จีนเก่าถึงจะเป็นนิยายกำลังภายในก็ตาม พื้นฐานของคนสมัยโบราณ กับคนสมัยใหม่ที่คุณเขียนใน The Big Secret ธรรมชาติของคนเปลี่ยนหรือเปล่า
เจริญชัย : มีทั้งเปลี่ยนและไม่เปลี่ยน ที่ไม่เปลี่ยนก็คือความ รัก โลภ โกรธ หลง ยังมี เป็นมนุษย์ แต่ว่าที่เปลี่ยนก็คือสังคมเปลี่ยนคนก็ต้องเปลี่ยนไป อย่างสมัยก่อนผลสรุปทางการเมืองถ้าจะเอาชนะต้องฆ่าทิ้งเลย เพราะมันอาจจะย้อนกลับมา แต่ตอนนี้มันไม่ถึงขั้นนั้น การฆ่าถือว่ายอมรับไม่ได้แล้ว คนก็ต้องเปลี่ยน
สุรนันทน์ : เพราะฉะนั้นที่คนไม่เปลี่ยนคือ โลภ โกรธ หลง แต่ที่เปลี่ยนคือเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น มันจะดีขึ้นไปเรื่อยๆหรือเปล่า
เจริญชัย : ผมเชื่อมั่นในมนุษยชาติ แต่ไม่ได้เชื่อมั่นแบบเพ้อเจ้อนะครับ คือผมดูประวัติศาสตร์มันดีขึ้นเรื่อยๆ มันยังไม่มีแนวโน้มว่ามันจะเลวลง มันอาจจะมีช่วงตกต่ำอย่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 แต่หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาที่ดีขึ้น
สุรนันทน์ : ถ้าจะแนะนำ คนไทยควรจะคิดอะไรตอนนี้
เจริญชัย : ละทิ้งวัฒนธรรมพึ่งพา ถ้ายังบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี การเมืองไม่ดี แล้วเราทำอะไรไม่ได้นั่นแหละพึ่งพาแล้ว ทำไมเราไม่สร้างจากตัวเรา สร้างจากเครือข่ายเพื่อนของเรา ผมกำลังจะบอกว่าโลกาภิวัตน์ทำให้ทุกอย่างถูกลง ต้นทุนทางการเมืองที่ตอนนี้สู้รบกัน 4 ปี เราก็ยังอยู่กันได้ เศรษฐกิจก็ยังเดิน ตอนนี้อาจจะซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยไม่ได้ เราต้องมีความหวังอย่างมีกลยุทธ์ คือผมคิดว่ากลยุทธ์มันทำไม่สำเร็จหรอกถ้าไม่มีคนมาช่วยทำ ถ้าผมมีเครือข่ายในมือผม แสนคน ทุกคนเชื่อผม
สุรนันทน์ : พอคุณพูดว่าคุณมีคนแสนคน มันก็มีคนใช้คนแสนคนในทางที่ผิดเหมือนกัน อะไรที่เป็นบทเรียนที่คุณจะบอกว่ามนุษย์จะเดินทางไปในทางที่ถูกต่อไป
เจริญชัย : อย่างที่ผมบอกว่าถ้าเป็นวัฒนธรรมพึ่งพา ทุกอย่างถูกกำหนดด้วยผู้นำ จะไม่มีกลไกลตรวจสอบ แต่วันใดที่คุณเป็นวัฒนธรรมเครือข่าย คุณจะมีการตรวจสอบ ข้อมูลมันจะไหล ถ้าผมเปลี่ยนจากเพื่อนหนึ่งคนที่ตรวจสอบผมมาเป็นแสนคน แล้วใช้อินเตอร์เน็ต ใช้การพูดคุย ใช้ทุกสิ่งทุกอย่าง ใช้เทคโนโลยีที่เรามีในการตรวจสอบและพัฒนาแก้ไข คือในโลกไซเบอร์ถ้าเราไปดู มันไม่เชื่อกันง่ายๆหรอกครับ
สุรนันทน์ : เถียงได้ทันที เขาบอกว่าเป็นเครื่องมื่อใหม่ของประชาธิปไตยที่แท้จริง
เจริญชัย : ครับแต่เราอย่าไปหลงเครื่องมือ เพราะวันนี้คนก็ยังจำเป็นครับ
ที่มา : รายการสุรนันทน์วันนี้ (ฉบับถอดเทป)
…………..
ความเห็น SIU
จากการได้รับเกียรติจากพี่สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ให้ไปสัมภาษณ์ในรายการ “สุรนันทน์วันนี้” ทำให้ผมรู้สึกมี “ความหวัง” กับการเมืองไทยเพิ่มมากขึ้น เพราะพี่สุรนันทน์ ไม่ใช่นักการเมืองที่จำกัดกรอบการคิดไว้ที่ “การเมือง” แบบนักการเมืองรุ่นเก่า แต่ได้ขยายมุมมองและวิสัยทัศน์ทางการเมืองให้บูรณาการครอบคลุมกว้างขวาง ตั้งแต่เศรษฐกิจ สังคม ธุรกิจ โลกาภิวัตน์ จนกระทั่งถึง ศิลปะ วรรณคดี วิทยาศาสตร์ และความเป็นมนุษย์ ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งในการนำพาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ในยุคสมัยศตวรรษที่ 21 ซึ่งทุกสิ่งบนโลกมีความสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อน จนยากที่วิธีคิดเชิงเดี่ยวอย่างคับแคบจะสามารถนำพาประเทศชาติให้อยู่รอดได้อีกต่อไป
พี่สุรนันทน์ไม่ได้เป็นนักการเมืองประเภทฉาบฉวย ที่มองเห็นแต่ผลประโยชน์ระยะสั้นของการเลือกตั้งเท่านั้น แต่พี่สุรนันทน์ได้มองไกลไปถึงอนาคตของมนุษยชาติ ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ โดยมีรากฐานมาจากนิสัยรักการอ่านที่สั่งสมบ่มเพาะมาอย่างยาวนาน โดยมีนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 “The Foundation (สถาบันสถาปนา)” เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ในการนำพาประเทศไทยออกจากยุคสมัยอันมืดมน เข้าสู่ยุคใหม่อันสว่างสดใส
ยิ่งกว่านั้น พี่สุรนันทน์ยังมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าการมองเห็น “มนุษยชาติ” แต่เพียงในภาพใหญ่ของสังคมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการเข้าใจใน “ความเป็นมนุษย์” ที่ละเอียดอ่อนในจิตใจของปัจเจกบุคคลแต่ละคน โดยเฉพาะการสนใจศึกษา “ศิลปะและวรรณคดี” อย่างลึกซึ้งจริงจัง ซึ่งพี่สุรนันทน์ได้ยอมรับว่าชื่นชอบเป็นพิเศษกับภาพจิตรกรรมแบบ “อิมเพรสชั่นนิสม์” ที่สะท้อนจินตนาการ สีสัน และความเพริศพริ้งในความเป็นมนุษย์อย่างถึงที่สุด
