Practical Report “โคว่จง” แผ่นดินในวันนี้เป็นของผู้มีจิตปณิธาน ไม่ใช่สมบัติผูกขาดของตระกูลสูงศักดิ์อีกต่อไป

หากโคว่จงยังเป็นเพียงโจรลักเล็กขโมยน้อยที่เมืองหยางโจว เขาก็คงไม่เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดมายากไร้ เพราะนั่นคือชะตากรรม หากทว่าหลังจากมีประสบการณ์ต่อสู้ในโลกกว้าง พลังฝีมือเพิ่มพูน มุมมองต่อชะตาชีวิตของตนเองก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป

จากเดิมที่เรียบง่ายและยอมจำนน บางเวลายังเพ้อฝันว่าจะเข้าร่วมกับกองทัพธรรมกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เพื่อจะได้เป็นขุนนางเสพสุขวาสนาไม่สิ้น ก็เริ่มพัฒนารายละเอียดเป็นโลกทัศน์ที่ซับซ้อนและสมจริงขึ้นทีละน้อย

โคว่จงถูกยอดฝีมือกลุ้มรุมเพื่อรีดเค้นถามที่ซ่อนของขุมทรัพย์ท่านหยาง ก็เพียงแค่ต่อสู้หรือหลบหนี โดยไม่มีความรู้สึกคับแค้นในโชคชะตาแต่ประการใด ตราบจนกระทั่งได้พบพานหลี่ซิวหนิง หญิงงามแห่งตระกูลขุนนางชั้นสูงแซ่หลี่ เขาจึงเริ่มเข้าใจโลกความจริงลึกซึ้งขึ้นอีกชั้นหนึ่ง นั่นคือ ชาติกำเนิด เป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดชะตาชีวิตของผู้คน กีดกันคนส่วนใหญ่ออกไปจากคนส่วนน้อยที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินและอำนาจ

หากหลี่ซิ่วหนิงมิใช่กงจู้สูงศักดิ์ การพ่ายรักของโคว่จง ก็คงเป็นเพียงอาการเจ็บช้ำของคนอกหักเพราะหลงรักข้างเดียวเท่านั้น ไม่อาจบีบคั้นให้โคว่จงก่อเกิดเป็นจิตปณิธานในการช่วงชิงความเป็นใหญ่ได้เลย

“หมายความว่าแค้นข้าพเจ้าเช่นเดียวกับที่กงจู้ห้วงน้ำบูรพาแค้นท่าน อย่างน้อยข้าพเจ้ายังมีส่วนครอบครองพื้นที่ในจิตใจนาง แต่ตอนนี้นางหาได้ใส่ใจกับการจากมาของข้าพเจ้าไม่ แสดงว่าพวกเราเพียงเป็นลิ่วล้อที่ทำงานให้แก่ตระกูลหลี่ของนาง กระทั่งคุณสมบัติที่สร้างความรังเกียจเดียดฉันท์แก่นางยังไม่มี”

(มังกรคู่สู้สิบทิศ เล่มที่ 1 หน้า 396)

หลังจากราชวงศ์ฮั่นล่มสลาย แผ่นดินจีนก็เกิดความแตกแยกวุ่นวายหลายร้อยปี จึงเป็นโอกาสของผู้มีจิตปณิธานและความสามารถเข้าร่วมช่วงชิงความเป็นใหญ่ ตราบจนกระทั่งหยางเจียนก่อตั้งราชวงศ์สุย รวมแผ่นดินเหนือใต้เป็นปึกแผ่น บ้านเมืองก็คืนสู่ความสงบอีกครั้ง

ใครจะคาดคิดว่าความเป็นทรราชย์ของฮ่องเต้องค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์สุย ได้กลับทำให้เกิดขุมกำลังกบฎทั่วทุกหย่อมหญ้า จึงเป็นโอกาสของผู้มีจิตปณิธาณได้กรีดเฉือนแผ่นดินเพื่อแบ่งสรรกันอีกครั้ง

น่าเสียดายที่โคว่จงเข้าร่วมช่วงชิงช้าไป 1 ปี จึงแทบไม่เหลือที่ว่างใดให้ยืนหยัดทรงกายเลย

หลังจากดิ้นรนต่อสู้อยู่นาน ในที่สุดโคว่จงก็ได้ฉวยคว้าโอกาสในการป้องกันเมืองจิ้งหลิง แทนที่จะหลบหนีไปเหมือนดั่งที่คนส่วนใหญ่พึงกระทำ ถึงสมรภูมินี้จะเล็กน้อยมากแทบไม่มีผลต่อการครอบครองแผ่นดินเลย หากทว่ากลับเป็นโอกาสครั้งแรกที่โคว่จงจะได้พิสูจน์ฝีมือ แม้จะพบกับความพ่ายแพ้ในท้ายที่สุด แต่ก็ทำให้โคว่จงได้รับประสบการณ์ล้ำค่ามากมาย

การเข้าไปช่วยเหลือหวังซื่อชงรบพุ่งกับหลี่มี แม้รู้ว่าอาจถูกแว้งกัดได้เสมอ แต่ก็ช่วยฝึกฝนให้โคว่จงเริ่มรู้จักชิงไหวชิงพริบทางการเมือง พัฒนาศิลปะการเจรจาต่อรองโน้มน้าวใจ กระทั่งถึง การระมัดระวังไม่ให้ถูกลอบทำลายทั้งระหว่างความร่วมมือกันและภายหลังการศึกสิ้นสุดลงที่จำเป็นต้องประหารขุนศึกที่สร้างความดีความชอบโดดเด่นเกินไป

การช่วยเหลือผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าสมรภูมิเล็กหรือใหญ่ ไว้ใจได้หรือลอบแว้งกัด โคว่จงก็ต้องบุกฝ่าเข้าไปทดสอบเสี่ยงทั้งสิ้น นี่คือ ต้นทุนที่ผู้ปรารถนาความยิ่งใหญ่หากไม่มีทุนรอนต้องจ่ายออกไป

สุดท้ายโคว่จงก็แทบไม่ได้อะไรโดยตรงจากภารกิจทั้งหลายนั้น หากทว่าผลลัพธ์ในทางอ้อมกลับมากมายมหาศาล ตั้งแต่การสร้างป้ายยี่ห้อแบรนด์เนมให้เป็นที่รู้จักของทั้งชนชั้นปกครองและราษฎรทั้งหลาย การซื้อใจและสร้างความนับถือให้กับแม่ทัพกุนซือระหว่างดำเนินภารกิจช่วยเหลือขุมกำลังทั้งหลาย ซึ่งบางคนก็แปรเปลี่ยนมาร่วมกับกองกำลังของโคว่จง บางคนก็ลอบให้ความช่วยเหลือ และในอนาคตเมื่อสถานการณ์แผ่นดินพลิกผัน บางคนก็จะเข้ามาสมทบเพิ่มเติม

ทุนรอนของโคว่จงสะสมขึ้นมาในลักษณะนี้นั่นเอง

ในเรื่องราวความรักที่บริสุทธิ์ โคว่จงก็กลับนำมาผูกโยงกับการช่วงชิงความเป็นใหญ่ ตั้งแต่หวินอี้เจิน ต่งสูหนี และซ่งอี้จื้อ โดยเฉพาะคนหลังนี้เป็นหญิงงามแห่งตระกูลขุนนางชั้นสูงแซ่ซ่ง ถึงแม้เธอจะแอบรักเขาแต่ก็ยังยืนกรานปฏิเสธเพราะไม่อยากตกเป็นหมากทางการเมือง หากทว่า ดาบสวรรค์ซ่งเซวีย ผู้เป็นบิดามีหรือจะยอมปิดรับข้อเสนอไปโดยไม่พิจารณา หลังจากทดสอบคุณสมบัติทั้งบุคลิกภาพ พลังฝีมือ และกลยุทธ์ทางทหาร โคว่จงก็ได้รับข้อเสนอครั้งใหญ่ เพียงแต่ต้องพิสูจน์ฝีมือและความสำเร็จให้มากกว่านี้

หลังจากเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมานาน ในที่สุดโคว่จงก็มีขุมกำลังเล็กๆเป็นของตัวเอง บวกกับคำรับรองว่าจะสนับสนุนจากดาบสวรรค์ซ่งเสวีย 1 ใน 4 ผู้นำตระกุลขุนนางชั้นสูงแห่งราชวงศ์สุย ก็ย่อมเป็นทุนรอนที่เพียงพอแล้วในการสืบสานปณิธานใหญ่ให้บรรลุ

หากทว่าสถานการณ์ก็ยังไม่เป็นใจต่อโคว่จง เมื่อหลี่ซื่อหมินตัวแทนของตระกูลขุนนางชั้นสูงแซ่หลี่ ปราบปราบคู่แข่งทางเหนือและตะวันตกราบคาบ จึงยกทัพมาปิดล้อมมหานครลั่วหยางของหวังซื่อชง ซึ่งหากเมืองนี้ถูกตีแตก โอกาสครอบครองแผ่นดินของโคว่จงก็จะริบหรี่เลือนรางยิ่ง

ทางเลือกที่ 1 ของโคว่จง คือ ตีฝ่าวงล้อมเพื่อเข้าไปช่วยเหลือวางแผนให้กับหวังซื่อชง หากทว่าคนผู้นี้ไม่มีจิตปณิธานกว้างใหญ่ หวาดระแวงทุกผู้คนจึงใช้สอยแต่วงศาคณาญาติ ที่สำคัญ ยังไม่มีความจริงใจในการร่วมมือเป็นพันธมิตรกับโต้วเจี่ยนเต๋อ ขุมกำลังสำคัญที่จะช่วยคลายวงล้อมให้เมืองลั่วหยาง

ทางเลือกที่ 2 คือ เร่งขยายเขตแดนโดยใช้กองกำลังขุนพลน้อยที่ตนเพาะสร้างขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายไปช่วยเหลือหวังซื่อชงที่เคยลอบแว้งกัดตนเองเมื่อครั้งทำศึกชนะหลี่มี่ ยิ่งไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกล้อมปราบจากหลี่ซื่อหมินผู้บัญชาการศึกไร้พ่าย ที่สำคัญยังสามารถกรุยทางเพื่อรอคอยประสานเสริมกับการยกทัพใหญ่ขึ้นมาของดาบสวรรค์ซ่งเซวียอีกด้วย

พิจารณาด้วยสายตาแบบธรรมดา ทางเลือกที่ 2 ย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน หากทว่า โคว่จงรู้ดีว่าหวังซื่อชงไม่ใช่คู่มือของหลี่ซื่อหมิน จึงไม่อาจยันทัพถังไว้ยาวนานเพียงพอที่ตนเองจะช่วงชิงเวลาในการขยายเขตแดนได้มากมายนัก เมื่อถึงเวลาที่นครลั่วหยางถูกยึด ก็จะเป็นวาระสุดท้ายของกองกำลังขุนพลน้อย ที่โคว่จงเพาะสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก

สุดท้ายด้วยความเชื่อมั่นเกินขอบเขตของโคว่จงที่จะเกลี้ยกล่อมโต้วเจี้ยนเต๋อมาช่วยเหลืออีกแรง เพราะไว้ใจในความสัมพันธ์เก่าก่อนและวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลของผู้นำขุมกำลังท่านนี้ หากทว่าเกมการเมืองไม่มีคำว่าแน่นอน โต้วเจี้ยนเต๋อในวันนี้กลับรู้สึกหวาดระแวงโคว่จงที่เริ่มเปล่งประกายบารมี ที่สำคัญผู้นำท่านนี้ยังเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป หลังจากรบชนะหลายศึกโดยง่ายดายติดต่อกัน ในที่สุด การยกกำลังมาของโต้วเจี่ยนเต๋อที่คาดว่าจะฉวยโอกาสกลุ้มรุมทัพถัง ก็กลับต้องพลาดท่าเสียทีล่มสลายไป

นครลั่วหยางทนการปิดล้อมไม่ไหว จึงถึงคราวต้องยอมจำนน โคว่จงและพรรคพวกต้องหนีตายตีฝ่าวงล้อมออกมา แม้จะมียอดฝีมืออย่างปาฟงหันวางแผนซุ่มโจมตีโดยนำทัพพิสดารมาช่วยเหลือ สุดท้ายยังต้องสู้อย่างหมาจนตรอกที่ค่ายภูเขาแห่งหนึ่ง

ความผิดพลาดของโคว่จงในครั้งนี้ กลับเป็นสิ่งที่ “ดาบสวรรค์” ผู้นำตระกูลขุนนางชั้นสูงแซ่ซ่งได้ครุ่นคิดไว้ก่อนแล้ว หากว่าโคว่จงเลือกเดินกลยุทธ์ที่ปลอดภัยกว่า นั่นคือ การขยายเขตแดนของกองกำลังขุนพลน้อยเท่าที่เป็นไปได้ โดยไม่สนใจว่าสถานการณ์แผ่นดินจะพลิกเปลี่ยนไปอย่างไร ไม่ยอมเสี่ยงอันตรายเข้าช่วยเหลือหวังซื่อชงพลิกเปลี่ยนชะตาฟ้า ดาบสวรรค์ก็อาจจะประเมินโคว่จงด้อยค่าลง และตัดสินใจไม่ให้การสนับสนุนก็เป็นได้

นี่คือ สายตาของยอดคนที่มองเห็นสรรพสิ่งแตกต่างจากคนธรรมดา เพราะมีแต่การผลักดันตัวเองเข้าแบกรับภารกิจใหญ่เท่านั้น จึงจะสามารถเพาะสร้างบุคลิกความสามารถและบารมีชื่อเสียงได้เป็นอย่างดี

ทุนรอน เสบียง และไพร่พล สำหรับดาบสวรรค์ย่อมตระเตรียมไว้พร้อมแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโคว่จงแต่ประการใด

“ดาบสวรรค์จะไม่ปล่อยให้โคว่จงถูกหลี่ซื่อหมินเชือดเฉือนทิ้งไป มันผลักดันโคว่จงรับศึกทางเหนือ เพื่อเพาะสร้างภาพลักษณ์โคว่จงเป็นผู้บัญชาการศึกอันแข็งแกร่ง ยามใดหลี่ซื่อหมินถูกตีร่นถอยกลับไปเฝ้านครลั่วหยางแม่น้ำฮวงโห บารมีของดาบสวรรค์บวกกับโคว่จงจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด จนผู้นำกองกำลังต่างๆล้วนเกรงขาม นี่เป็นยุทธการชั้นเลิศที่พิชิตด้วยอุบาย ได้ชัยโดยมิต้องสู้รบแต่อย่างไร”

(มังกรคู่สู้สิบทิศ เล่มที่ 18 หน้า 75)

ในท้ายที่สุดแล้ว การศึกระหว่างโคว่จงที่เป็นตัวแทนของชนชั้นยากไร้ซึ่งเคี่ยวกรำเพาะสร้างตัวเองขึ้นมากับหลี่ซื่อหมินที่เป็นตัวแทนของตระกูลขุนนางชั้นสูงก็มิได้เกิดขึ้น อาจเนื่องมาจากหวงอี้ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์นิยายเรื่องนี้ไม่สามารถบิดเบือนประวัติศาสตร์ได้ จำเป็นต้องให้หลี่ซื่อหมินได้เป็นฮ่องเต้ครอบครองแผ่นดิน หากกระนั้น บทเรียนการต่อสู้ของโคว่จงก็เป็นตัวอย่างอันดีที่ควรนำไปวิเคราะห์ต่อยอด เพราะโดยภาพรวมแล้วนับว่ามีความสมจริงสมจังสอดคล้องกับวิถีที่เป็นจริงของโลกใบนี้ เพียงแต่ต้องตัดรายละเอียดบางส่วนที่เป็นความบังเอิญและปาฏิหาริย์มากเกินไปทิ้ง

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเติบโตขึ้นมาของโคว่จง แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากการผิดหวังในรักและจึงเพาะบ่มเป็นความรู้สึกต่อต้านตระกูลขุนนางชั้นสูง หากทว่าโคว่จงก็ยังต้องพึ่งพาตระกูลขุนนางชั้นสูงอีกตระกูลหนึ่งในการไต่เต้าตนเองขึ้นไป ความแตกต่างที่สำคัญก็คือ โคว่จงในยามที่เข้าพบกับผู้นำตระกูลซ่ง ได้เพาะสร้างตนเองมาระดับหนึ่งแล้ว จึงได้รับการยอมรับให้เกียรติพอสมควร ไม่ใช่ถูกประเมินเป็นเพียงชนชั้นลิ่วล้อทำให้งานให้กับตระกูลขุนนางชั้นสูงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นอีกต่อไป

ความสูงศักดิ์ของชนชั้นจึงไม่ได้เป็นสิ่งกีดกั้นผู้มีความสามารถเสมอไป ขอเพียงผู้มีจิตปณิธานแสดงฝีมืออย่างต่อเนื่อง ก็ย่อมได้รับการตอบรับจากขุมกำลังสำคัญของบ้านเมืองไม่กลุ่มใดก็กลุ่มหนึ่ง แม้แต่หลี่ซื่อหมินที่ได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้และปกครองอาณาจักรอย่างยั่งยืน ไม่ซ้ำรอยราชวงศ์สุยที่ล่มสลายไป ก็เพราะมีนโยบายเปิดกว้างต่อผู้มีความสามารถจากทั่วทุกสารทิศนั่นเอง

  • Napat Songtawee

    ก็จริงนะ อดีตไพร่หรือชนชั้นล่างอย่างโค่วจงผู้ห้าวหาญและฉีจื่อหลิงผู้มีสติปัญญาสูงส่ง ก็ยังพร้อมสนับสนุนผู้ที่สูงศักดิ์ที่สะสมประสบการณ์ด้านการเมืองการปกครองการบริหารแผ่นดินมาอย่างยาวนายให้แก่ “ตระกูลขุนนางชั้นสูงแซ่หลี่” ได้ทั้ง ๆ ที่โค่วจงก็มีความพร้อมพอสมควรในการชิงตั้งรัฐบาลใหม่ได้เช่นกัน