Practical Report หลังจากหนังสือที่มาช่วยชีวิต : ตามหาทฤษฎีที่สอดคล้องกับงานเชิงประจักษ์ (1)

โดย รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด

ใน พ.ศ. 2543 ข้าพเจ้าได้เขียนบทความในวารสารสังคมศาสตร์ [1] ซึ่งเป็นการกล่าวถึงประสบการณ์ทางวิชาการในฐานะที่เป็นอาจารย์ในภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และกำลังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกซึ่งเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์รัฐไทยในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ในสาขาวิชารัฐศาสตร์ คำถามที่รบกวนจิตใจอย่างหนักหน่วงในขณะนั้น นอกจากว่าจะเขียนวิทยานิพนธ์นี้ได้สำเร็จหรือไม่ ก็คือหลังจากที่เขียนวิทยานิพนธ์เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าจะอยู่ในภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างไร ปัญหานี้ยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลมากยิ่งขึ้นเมื่อข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้บรรยายในหัวข้อ “วิวัฒนาการรัฐและระบบระหว่างประเทศ” ในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเบื้องต้น ซึ่งเป็นวิชาบังคับของคณะรัฐศาสตร์ แก่นิสิตชั้นปีที่ 2 ตามหลักสูตรใหม่ของคณะในเวลานั้น

ทั้งนี้เพราะตำราวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศส่วนใหญ่ที่ข้าพเจ้าอ่านเพื่อเตรียมการสอน สะท้อนลักษณะร่วมประการหนึ่ง คือความไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นความจริงทางสังคมของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง อย่างไรก็ตาม มีหนังสือเล่มหนึ่งที่มีแนวการศึกษาต่างไปจากตำราความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกระแสหลัก หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า The Empire of Civil Society[2] เขียนโดยจัสติน โรเซนเบิร์ก (Justin Rosenberg) ซึ่งเป็นนักวิชาการที่สอนอยู่ที่ London School of Economics and Political Science มหาวิทยาลัยลอนดอน

เพราะ “หนังสือ” มาช่วย “ชีวิต”

โรเซนเบิร์กชี้ให้เห็นว่า ในสายตาของนักสัจนิยม (realist) วิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) เกิดขึ้นหลังจากที่วิชาเศรษฐศาสตร์ได้แยกตัวออกจากวิชารัฐศาสตร์ วิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างรัฐ ซึ่งมีคุณลักษณะสำคัญคือการแยกการเมืองภายในออกจากการเมืองภายนอก การเมืองภายนอกเป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐอธิปัตย์ซึ่งปราศจากอำนาจกลางมาควบคุม และพลังที่สำคัญที่สุดที่กำหนดพฤติกรรมของรัฐคือผลประโยชน์ของชาติ ดังนั้นคุณลักษณะที่สำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคืออนาธิปไตย (anarchy) แต่ในสภาวะอนาธิปไตยนี้รัฐได้สร้างกลไกที่มาเป็นตัวกำหนดและรองรับพฤติกรรมคือระบบดุลแห่งอำนาจ (balance of power) หากยึดมั่นตามคำจำกัดความนี้ จึงจะเห็นได้ว่างานที่ข้าพเจ้ากำลังศึกษาอยู่คือเรื่องพัฒนาการของรัฐไทยในประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องที่อยู่นอกขอบเขตวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม โรเซนเบิร์กได้ตั้งคำถามว่ามีความเป็นไปได้เพียงใดที่ระบบดุลแห่งอำนาจจะใช้อธิบายพฤติกรรมของรัฐตั้งแต่ยุคกรีกจนถึงปัจจุบัน ทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าคุณลักษณะสำคัญของรัฐมิได้มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่รัฐศักดินาที่อำนาจอยู่ภายใต้ศาสนจักรส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งอยู่ในมือของขุนนางในแว่นแคว้นต่างๆ จนถึงการเปลี่ยนมาเป็นรัฐสมัยใหม่ที่มีพรมแดนและอำนาจอธิปไตย นอกจากนั้นโรเซนเบิร์กยังท้าทายพื้นฐานหลักของวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเชื่อว่าระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1648 หลังการสิ้นสุดของสงครามสามสิบปี และการทำสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย (Westphalia Treaty) ได้ให้กำเนิดรัฐอธิปไตยขึ้นมาเป็นจำนวนมาก โดยโรเซนเบิร์กได้ตั้งคำถามว่าสนธิสัญญาฉบับเดียวจะสร้างระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นมาโดยฉับพลันได้อย่างไร

ดังนั้น โรเซนเบิร์กจึงเสนอให้มีการศึกษาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในบริบทของวิชาสังคมศาสตร์ โดยการตั้งคำถามว่าสังคมสมัยใหม่ (modern society) และระบบความสัมพันธ์สมัยใหม่ (modern international system) เริ่มต้นขึ้นเมื่อไร เขาเสนอว่าเราจะสามารถตอบคำถามนี้ได้หากเรามองภาพเป็นองค์รวมแทนที่จะแยกภาพออกเป็นส่วนๆ ตามสาขาวิชาที่เป็นอยู่ สิ่งที่โรเซนเบิร์กให้ความสนใจก็คือที่มาของรัฐสมัยใหม่และบทบาทของพลังทุนนิยม ซึ่งทำให้เขาได้ข้อสรุปว่าถึงแม้ว่ารัฐสมัยใหม่จะเกิดขึ้นในบริบทของการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งเป็นกระบวนการที่ยาวนานในประวัติศาสตร์ และสิ่งที่เรียกว่าระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1648 แต่จะต้องรอจนกระทั่งศตวรรษที่ 19 เมื่ออังกฤษได้ขยายอิทธิพลไปครอบงำบริเวณต่างๆ ของโลก และได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมหาศาลในระดับโลกจึงจะถือว่าระบบความสัมพันธ์สมัยใหม่ได้เกิดขึ้น

ในระหว่างนั้นข้าพเจ้าได้พยายามทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐไทยและรัฐอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในศตวรรษที่ 19 โดยข้าพเจ้าได้ศึกษากระบวนการสร้างรัฐที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันตก ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของรัฐฟิวดัลในยุโรปจนถึงการปฏิวัติทางสังคมในอังกฤษในศตวรรษที่ 17 และในฝรั่งเศสในปลายศตวรรษที่ 18[3] โดยได้ประโยชน์จากงานของนักวิชาการในสาขาสังคมวิทยาประวัติศาสตร์ (historical sociology) อาทิ บาร์ริงตัน มัวร์, เพอร์รี่ แอนเดอร์สัน และ ทีด้า สก็อคโพล[4]

ข้อเสนอของโรเซนเบิร์กสอดคล้องกับแนวการอธิบายงานวิจัยของข้าพเจ้า ซึ่งมองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรัฐไทยในช่วงเวลาดังกล่าวในสองประการด้วยกัน คือในประการแรก สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตลอดจนสังคมอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ก็คือการเปลี่ยนรูปแบบจากรัฐโบราณที่มีลักษณะร่วมบางประการกับรัฐฟิวดัลในยุโรปมาสู่รัฐสมัยใหม่หรือรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

อย่างไรก็ตาม งานดังกล่าวยังไม่มีคำอธิบายว่าอะไรคือแรงผลักดันที่จะอยู่เบื้องหลังการเกิดรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และการปฏิวัติทางสังคม ในเรื่องดังกล่าว ข้าพเจ้าได้ใช้ประโยชน์จากแนวทฤษฎีของวอลเลอร์สไตน์ (Wallerstein) และโบรเดล (Braudel)[5] ซึ่งกล่าวถึงบทบาทของระบบทุนนิยมโลกในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะงานของวอลเลอร์สไตน์ ซึ่งโยงระบบทุนนิยมโลกกับการเกิดรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความเข้าใจดังกล่าวเมื่อผนวกกับเอกสารชั้นต้นที่หอสมุดวชิรญาณทำให้ข้าพเจ้าได้ข้อสรุปในประการที่สองว่าพลังที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้างต้นก็คือพลังของระบบเศรษฐกิจโลกหรืออีกนัยหนึ่งก็คือระบบทุนนิยมโลก ซึ่งมีอังกฤษเป็นศูนย์กลาง ความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางของระบบทุนนิยมโลกกันส่วนอื่น ๆ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ศูนย์กลางทำการสั่งการให้บริเวณอื่น ๆ ทำตามผลประโยชน์ของตน และได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ บริเวณในภูมิภาคนี้ซึ่งรวมถึงสังคมไทยด้วย

นอกจากนั้นข้าพเจ้าก็ได้ค้นพบงานของโรเบิร์ด คอกซ์ (Robert Cox) นักวิชาการชั้นนำในการศึกษาแนว เศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงวิพากษ์ (critical international political economy)[6] ซึ่งทำให้ความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจของระบบทุนนิยมโลกในยุคที่ศึกษาชัดเจนขึ้น แม้กระนั้นข้าพเจ้าก็ยังไม่สามารถต่อความคิดในเชิงทฤษฎีมากไปกว่านั้น เนื่องจาก Pax Britannica เข้ามาทำงานในเศรษฐกิจไทยด้วยลักษณะทุนนิยมทางการค้า (commerce capitalism) จึงทำให้ไม่สามารถนำแนวคิดเรื่องการผลิต (production) มาใช้ได้ อิทธิพลอีกส่วนหนึ่งของคอกซ์คือการชี้ให้เห็นถึงบทบาทของพลังสังคม (social forces) ส่วนต่างๆ ภายในโครงสร้างที่มีบทบาทในการตอบรับหรือปฏิเสธข้อเรียกร้องของระบบทุนนิยมโลก ซึ่งข้าพเจ้าได้เห็นกระบวนการดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้นในการวิเคราะห์ประเด็นการทำสนธิสัญญาบาวริ่ง

วิวัฒนาการรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไทย

ข้าพเจ้าได้นำพื้นฐานความคิดข้างต้นมาใช้ในการทำวิทยานิพนธ์ที่ชื่อ The Rise and Decline of Thai Absolutism[7] และได้นำเสนอต่อ School of Oriental and African Studies มหาวิทยาลัยลอนดอน ในงานชิ้นนี้ข้าพเจ้าได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของสนธิสัญญาบาวริ่ง ในฐานะที่เป็นข้อเรียกร้องที่มาจากระบบทุนนิยมโลกที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ ข้าพเจ้าได้เสนอคำอธิบายต่อการทำสนธิสัญญาบาวริ่งเสียใหม่ คือแทนที่จะมองว่าเป็นนโยบายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งถูกบังคับโดยมหาอำนาจตะวันตกซึ่งเตรียมจะมายึดครองสยาม และการทำสนธิสัญญาบาวริ่งกับอังกฤษถูกให้ความสำคัญในฐานะที่เป็นการรักษาเอกราชชาติไทย สยามต้องยอมเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ข้าพเจ้าได้ชี้ให้เห็นว่าสนธิสัญญาบาวริ่ง คือข้อเรียกร้องของอังกฤษศูนย์กลางทุนนิยมในขณะนั้น ให้สยามดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งมีนัยยะอยู่สองประการคือ การอนุญาตให้อังกฤษนำเข้าฝิ่น และส่งออกข้าวซึ่งเป็นสินค้าที่อังกฤษให้ความสนใจเป็นพิเศษ การเปิดเสรีทางการค้าอีกทางหนึ่งก็คือการลดภาษีศุลกากร ซึ่งสยามเรียกเก็บจากพ่อค้าตะวันตกสูงกว่าพ่อค้าพื้นเมืองซึ่งรวมถึงชาวจีน

อังกฤษได้เรียกร้องให้สยามยุติการดำเนินนโยบายพาณิชยนิยม (mercantilism) และหันมาใช้ลัทธิเสรีนิยม (liberalism) ในความเป็นจริง รัฐสยามได้เข้าสู่การใช้หลักการของเสรีนิยมตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 3 เมื่อทรงยกเลิกการค้าผูกขาดของกรมพระคลังสินค้าโดยหันมาเก็บในรูปแบบของภาษี (tax farms)[8] แทน จึงได้เกิดมีการตั้งภาษีใหม่ขึ้นในรัชกาลถึง 38 อย่าง[9] ส่วนรายได้ดั้งเดิมที่เก็บอยู่เรียกว่าอากร ซึ่งก็คือ tax farms เช่นกัน มีอยู่ 9 อย่าง การยกเลิกการผูกขาดของพระคลังสินค้าและการเก็บภาษีจากสินค้าใหม่นอกจากจะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนโยบายไปสู่ลัทธิเสรีนิยมแล้ว ยังสะท้อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการที่แรงงานจีนเข้ามาทำการผลิตน้ำตาลและสินค้าอื่น ๆ เพื่อการส่งออก แรงงานจีนได้กลายเป็นผู้บริโภคสินค้า และบริการซึ่งทำให้เกิดเศรษฐกิจเงินตราในขอบเขตที่กว้างขวาง อย่างไรก็ตามในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 การค้ากับจีนต้องสะดุดลงเนื่องจากสงครามฝิ่น[10] รัฐบาลจึงกลับมาใช้นโยบายการผูกขาดสินค้าบางตัว เป็นเหตุให้บาวริ่งเรียกร้องให้สยามเปิดรับหลักการของเสรีนิยม[11]

มีผู้นำสยามที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับระบบทุนนิยมอยู่2 กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกนำโดยพระยาศีลพิพัฒน์ (ทัต) เจ้ากรมพระคลังสินค้า ซึ่งมีผลประโยชน์จากการควบคุมรายได้จากภาษี (tax farms) ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งขึ้นใหม่มา ข้อเรียกร้องสำคัญของอังกฤษที่เข้ามาในปลายรัชกาลที่ 3 ซึ่งมีเซอร์ เจมส์ บรู๊ค (Sir James Brooke) เป็นตัวแทนของรัฐบาลอังกฤษที่อินเดียนั้น นอกเหนือจากการให้สยามเปิดการค้าข้าวและฝิ่นแล้ว ยังขอให้สยามปรับปรุงการจัดเก็บภาษี โดยให้มีการคิดเก็บภาษีเหล่านี้เสียใหม่ ซึ่งกระทบต่อผลประโยชน์ของขุนนางกลุ่มนี้โดยตรง และนี่คือพลังที่ขัดขวางต่อการทำสนธิสัญญาบาวริ่ง

ส่วนขุนนางกลุ่มที่ต้องการเปิดรับการเข้ามาของอังกฤษ นำโดยเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) ซึ่งเป็นพี่ชายของพระยาศีลพิพัฒน์ แม้ว่าตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลังควรจะมีอำนาจในการควบคุมการค้าและรายได้ของรัฐ แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ทำให้อำนาจของเจ้าพระยาพระคลังลดลงโดยเปรียบเทียบ นั่นคือรายได้ที่อยู่ในความควบคุมมีเพียงอากร 9 อย่าง ซึ่งก็คือ tax farms ดั้งเดิมที่ได้เก็บมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเท่านั้น การแยกที่มาของรายได้ให้ขุนนางตระกูลบุนนาคแต่ละคนดูแลน่าจะสะท้อนนโยบายแบ่งแยกและปกครองของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทำให้ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจล้นเหลือพอที่จะมาท้าทายราชบัลลังก์ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้บุนนาคผู้พี่ที่คุมอากรที่มีจำนวนน้อยกว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเจ้าพระยาพระคลังมีสมาชิกที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก  (westernized) และได้เปิดรับวิทยาการตะวันตกจนประสบความสำเร็จในการต่อเรือกลไฟออกไปค้าขายในน่านน้ำทะเลหลวง แทนที่จะต้องรอลมมรสุมและเล่นเลียบชายฝั่งดังเช่นกองเรือสำเภาของพ่อค้าไทยจีน คนกลุ่มนี้รับรู้ถึงพลังทางทหารและเครือข่ายการค้าของ Pax Britannica ที่ครอบงำเส้นทางการค้าทั้งภูมิภาค และยังตระหนักถึงความต้องการของอังกฤษในการซื้อข้าวซึ่งเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการในตลาดโลก รวมถึงความต้องการที่จะขายฝิ่นซึ่งผลิตในอินเดีย

แรงต่อต้านจากขุนนางกลุ่มแรกทำให้เซอร์เจมส์ บรู๊ค ที่เข้ามาขอทำสนธิสัญญาในช่วงท้ายของรัชกาลที่ 3 ต้องกลับไปมือเปล่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ รัฐบาลสยามจึงได้เปิดการค้าฝิ่นและข้าวโดยทันที ซึ่งแสดงว่าการขายข้าวให้แก่อังกฤษไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการต้อต้านสนธิสัญญาการค้ากับอังกฤษ และเมื่อรัชกาลที่ 3 ซึ่งต่อต้านการนำเข้าฝิ่นสวรรคต อุปสรรคในเรื่องนี้จึงหมดไป ดังนั้นปัญหาใหญ่ที่เซอร์จอห์น บาวริ่งต้องเผชิญคือผลประโยชน์ของเจ้ากรมพระคลังสินค้าและเจ้าภาษีทั้งหลาย ซึ่งแทบจะทำให้การเจรจาล่ม แต่ในที่สุดผู้นำกลุ่มนี้ก็ต้องยอมจำนนเนื่องจากการตระหนักในอำนาจอันมหาศาลของ Pax Britannica ที่เริ่มแสดงความไม่พอใจผ่านพ่อค้าอังกฤษที่สิงคโปร์ ดังนั้น การเข้าใจบทบาทของสนธิสัญญาบาวริ่งจึงไม่ใช่เรื่องของการรักษาเอกราช แต่เป็นเรื่องของการเปิดรับระบบทุนนิยมโลก ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยผู้นำกลุ่มหนึ่งที่มองเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น

ข้าพเจ้าได้ข้อสรุป 2 ประการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาบาวริ่ง ในประการแรก สนธิสัญญาฉบับนี้คือการเชื่อมเศรษฐกิจของรัฐไทยเข้ากับระบบทุนนิยมโลก ข้อเรียกร้องของอังกฤษคือการให้สยามเป็นผู้ผลิตข้าวให้ตลาดโลกและรับซื้อฝิ่นซึ่งเป็นสินค้าหลักของ Pax Britannica รัฐสยามภายใต้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ตกลงรับข้อเรียกร้องทั้งสองประการตั้งแต่ก่อนการเข้ามาของเซอร์จอห์น บาวริ่งแล้ว สำหรับข้อเรียกร้องของอังกฤษให้ปรับโครงสร้างภาษีอากรเสียใหม่ ก็คือการขจัดอุปสรรคการทำงานของทุนนิยมอังกฤษ ส่วนเรื่องการให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่คนในปกครองอังกฤษนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการเจรจา และเกิดขึ้นด้วยความเต็มใจของฝ่ายไทยเพื่อห้ระบบทุนนิยมอังกฤษทำงานได้โดยสะดวก

ในอีกด้านหนึ่ง การผลิตเพื่อตลาดโลกทำให้ฐานทรัพยากรในสังคมขยายออกไปอย่างมาก ผลทางการเมืองที่สำคัญคืออำนาจได้มาตกอยู่กับผู้นำกลุ่มนี้ที่ผลักดันให้เกิดสนธิสัญญาการค้ากับอังกฤษ แทนที่จะอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจนี้มีความสำคัญในฐานะที่เป็นพลังผลักดันให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องทรงดำเนิน “การปฏิรูป” ซึ่งเป็นการดึงอำนาจจากกลุ่มขุนนางคนสำคัญมาอยู่ที่สถาบันกษัตริย์ สนธิสัญญาบาวริ่งมีความสำคัญอยู่สองประการด้วยกันคือ ในฐานะที่เป็นตัวกำหนดโครงสร้างอำนาจภายใน และเป็นพลังผลักดันให้เกิดความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้

ความเข้าใจดังกล่าวนำมาสู่การอธิบายใหม่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่นำโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเกิดขึ้นในทันทีที่ขึ้นครองราชย์ครั้งที่ 2 เมื่อทรงบรรลุนิติภาวะนั้นมิได้เกิดจากความจำเป็นที่ต้องรับมือกับภัยคุกคามจากลัทธิจักรวรรดินิยม ซึ่งกำลังแผ่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว หากแต่ว่าสนธิสัญญาบาวริ่งเปิดโอกาสให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้ข้ออ้างถึงความจำเป็นที่จะต้องทำการเปลี่ยนแปลงระบบกำลังคนซึ่งผูกติดกับระบบไพร่และทาสให้กลายเป็นผู้ผลิตอิสระ ที่จริงแล้วขุนนางตระกูลบุนนาคที่อยู่เบื้องหลังการทำสนธิสัญญาบาวริ่งคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการในต้นรัชกาลที่ 5 ได้พยายามทำการเลิกทาสแต่ไม่สำเร็จ ทั้งนี้เพราะชนชั้นขุนนางทั้งหมดได้อาศัยแรงงานทาสและไพร่เป็นฐานทางเศรษฐกิจและการเมือง ความล้มเหลวของสมเด็จเจ้าพระยาฯ เปิดโอกาสให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอาสาเข้ามาทำการปฏิรูประบบกำลังคน โดยมีข้ออ้างว่าจะต้องมีการจัดการเรื่องการจัดเก็บรายได้เสียใหม่ สมเด็จเจ้าพระยาฯหลงกล ยอมให้รัชกาลที่ 5 ทรงจัดตั้งสถาบันใหม่ ๆ เพื่อการนี้ อันได้แก่ หอรัษฎากรพิพัฒน์ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (Council of State) เป็นต้น เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาฯตระหนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความพยายามของรัชกาลที่ 5 ที่จะดึงการควบคุมรายได้ของรัฐไปจากการควบคุมของตน จึงได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ คือวิกฤตการณ์วังหน้า ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้นำสามกลุ่ม ที่มาของความขัดแย้งมีสองประการ คือความพยายามของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ผู้นำของสยามอนุรักษ์ (Conservative Siam) ในการเลิกทาส ซึ่งทำให้ชนชั้นขุนนางทั้งหมดซึ่งถูกเรียกว่าสยามเก่า (Old Siam) ไม่พอใจ ความขัดแย้งอีกส่วนหนึ่งเกิดจากความพยายามของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้นำกลุ่มสยามใหม่ (Young Siam) ในการดึงอำนาจการคุมภาษีอากรจากขุนนางคนสำคัญมายังสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเมื่อทรงบรรลุถึงเป้าหมายนี้ในเวลาต่อมา ก็ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐจากรัฐศักดินา มาสู่ความเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์[12]

ปัญหาอีกข้อหนึ่งที่วิทยานิพนธ์ฉบับนี้พยายามตอบก็คือรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นล่มสลายไปในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ได้อย่างไร คำตอบของการวิจัยนี้แตกต่างไปจากคำอธิบายการล่มสลายของระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีการศึกษามาแล้ว[13] โดยได้อธิบายว่าในกระบวนการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นได้มีการหว่านเชื้อและเมล็ดพันธุ์ของการทำลายระบบไปในตัวของมันเอง ซึ่งได้แก่การสร้างระบบราชการสมัยใหม่อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของการทำงานของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ไม่ช้าไม่นานกลไกของรัฐที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นก็ได้สร้างความไม่พอใจต่อระบบที่ยังให้ความสำคัญกับชาติกำเนิดและระบบอุปถัมภ์ และสิ่งนี้คือที่มาของความไม่พอใจซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์[14] ถึงแม้จะมีผู้วิจารณ์ว่าในการอธิบายการล่มสลายของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น ข้าพเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ระบบทุนนิยมโลก[15] แท้ที่จริงแล้วการมองว่าการสร้างรัฐสมัยใหม่กับการล่มสลายเป็นกระบวนการเดียวกัน ก็คือการชี้ให้เห็นว่าการล่มสลายก็คือส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานของระบบทุนนิยมโลกนั่นเอง

หลังจากที่ข้าพเจ้าทำวิทยานิพนธ์เสร็จลง ก็ได้มีสำนักพิมพ์ในประเทศอังกฤษสนใจที่จะตีพิมพ์ผลงานชิ้นนี้ออกเป็นหนังสือ แต่สิ่งที่ยังรบกวนจิตใจก็คือ ข้าพเจ้ายังไม่มีภาพของระบบทุนนิยมโลกที่มีอังกฤษเป็นศูนย์กลาง ว่ามีกลไกในการทำงานอย่างไร งานวิชาการที่ทำให้ข้าพเจ้าสามารถตอบคำถามที่ยังมีความสงสัยอยู่ก็คือหนังสือของคาร์ล เอ ทร็อคกี้ (Carl A. Trocki)[16] เขาได้ช่วยอธิบายบทบาทของอังกฤษในการสร้าง Pax Britannica โดยชี้ให้เห็นว่าในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 อังกฤษซึ่งยึดอำนาจทางการเมืองจากอาณาจักรโมกุลในอินเดียได้เข้ามามีบทบาทแทนที่ดัทช์ ซึ่งควบคุมการค้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 การเข้ามายึดอำนาจทางการเมืองในทางรูปธรรมก็คือการเข้ายึดอำนาจในการเก็บภาษีของอาณาจักรโมกุลมาไว้ที่บริษัทการค้าของตนคือบริษัทอีสต์อินเดีย (East India Company: EIC) การเข้ามามีอำนาจเหนืออาณาจักรโมกุลนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในระบบทุนนิยมที่ทำงานอยู่ในภูมิภาคเอเชียหลายประการ ในประการแรก EIC ได้ขยายการผลิตฝิ่นที่พ่อค้าอินเดียมาทำการผลิตเองออกไปอย่างมาก ทำให้ฝิ่นซึ่งเดิมเป็นสินค้าธรรมดาๆ ตัวหนึ่งกลายเป็นหัวใจของการค้าในภูมิภาค และมีบทบาทสำคัญในการเติบโตของระบบทุนนิยมในภูมิภาค แต่ EIC มิได้ทำการส่งออกฝิ่นเอง แต่ได้หันมาหารายได้จากการประมูลขายฝิ่นให้แก่ผู้ส่งออกและจากการเก็บภาษี และได้ปล่อยให้พ่อค้าเอกชนของอังกฤษ (country traders) เป็นผู้ส่งออกแทน โดยมีจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาด ผู้นำของหลายประเทศรวมทั้งประเทศจีนปฏิเสธไม่ยอมให้ฝิ่นเข้ามาในประเทศ แต่ในที่สุดแล้วทุกประเทศก็ต้องยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องและการใช้กำลังบังคับของอังกฤษ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีแรงงานจีน ฝิ่นได้กลายเป็นสินค้าตัวสำคัญของตลาดระดับล่างและมีบทบาทสำคัญต่อการสะสมทุน และเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของการสร้างรัฐสมัยใหม่ในภูมิภาค

ประการที่สอง การที่รัฐอังกฤษยุติบทบาทการค้าของ EIC ในภูมิภาคเอเชียและอนุญาตให้พ่อค้าเอกชนเข้ามาทำการค้าแทน ส่งผลต่อการกัดเซาะลัทธิพาณิชยนิยม (mercantilism) และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจของระบบทุนนิยม อันได้แก่ลัทธิเสรีนิยม (liberalism) หัวใจของลัทธิใหม่ในเชิงโครงสร้าง คือรัฐจะต้องถอนตัวออกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจและให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแทน เหตุผลสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนโยบายคือปัญหาคอร์รัปชันในบริษัทซึ่งพบได้ในบริษัทการค้าโดยรัฐของทุกประเทศ อังกฤษเป็นประเทศแรกที่ปรับตัวเข้าสู่ลัทธิเสรีนิยม และได้มอบบทบาทการค้าให้แก่พ่อค้าเอกชน ส่วนรัฐสามารถหาประโยชน์จากภาษีอากรแทนที่จะดำเนินการค้าเอง เมื่อเปลี่ยนวิธีการหารายได้ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างอุดมการณ์ขึ้นมาแทนที่อุดมการณ์เดิม อันได้แก่การค้าเสรีซึ่งเป็นหัวใจของลัทธิเสรีนิยม ได้มีผู้ชี้ให้เห็นว่าข้อเรียกร้องการค้าเสรีนั้นเป็นอภิสิทธิ์ของผู้ที่มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในการผลิตสินค้าที่ต้องการจะขาย ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าภูมิภาคเอเชียถูกเรียกร้องให้เปิดตลาดให้แก่ฝิ่นในนามของการค้าเสรี

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเป็นอันดับสามคือการที่อังกฤษขึ้นมาแทนที่ดัตช์ในการเป็นศูนย์กลางของทุนนิยมสะท้อนวัฏจักรของระบบที่เมื่อเวลาผ่านไป จะมีบริเวณอื่นขึ้นมาแทนที่ศูนย์กลางของระบบในที่สุด ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ดัตช์สามารถควบคุมเครือข่ายการค้าในภูมิภาคเอเชียไว้ได้ ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงสินค้าจากประเทศจีน การค้านี้สร้างกำไรมหาศาลในตลาดยุโรป สินค้าตัวสำคัญคือชาและผ้าไหม อำนาจของดัตช์เห็นได้จากการที่อังกฤษถูกผลักให้ต้องไปหาสินค้าตัวอื่นที่ผลิตในอินเดีย ทำให้อังกฤษไปค้นพบสินค้าตัวใหม่คือฝิ่นดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ในการค้ากับจีน ประเทศยุโรปทุกประเทศเป็นฝ่ายเสียเปรียบในดุลการค้าเนื่องจากไม่มีสินค้าที่เป็นที่ต้องการในตลาดจีน จึงทำให้ต้องนำเอาเหรียญเงินมาแลกกับสินค้าของจีน และนี่คือที่มาของความมั่งคั่งและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา

การที่อังกฤษเข้ามาควบคุมการผลิตฝิ่นในอินเดียทำให้อังกฤษสามารถเปลี่ยนสถานภาพกลายเป็นผู้ควบคุมสินค้าที่จะมีบทบาทสำคัญที่สุดในการค้าของภูมิภาคในศตวรรษที่ 19 เหนือดัตช์ อังกฤษได้ใช้ฝิ่นไปแลกกับชาจากจีนทำให้ในที่สุดแล้วอังกฤษสามารถมีดุลการค้าที่ได้เปรียบจีน นอกจากนั้นในต้นศตวรรษที่ 18 ก่อนที่จะมีอำนาจในอินเดีย อังกฤษยังได้สร้างสถานีการค้าที่กวางตุ้ง ซึ่งทำให้สามารถเข้าถึงชาซึ่งเป็นสินค้าตัวสำคัญได้โดยตรง ฐานอำนาจของอังกฤษอยู่ที่การควบคุมเส้นทางการค้าระหว่างอินเดียและจีน ปริมาณการค้าของเส้นทางนี้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากได้มีการบริโภคชาในอังกฤษเพิ่มมากขึ้น และฝิ่นก็เป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน นี่คือพื้นฐานเบื้องต้นของการเกิดขึ้นของโครงสร้างอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้การนำของอังกฤษซึ่งมีผู้เรียกว่า Pax Britannica[17]

หลังจากที่ได้ศึกษาบทบาทของ Pax Britannica ในงาน The Rise and Decline of Thai Absolutism ข้าพเจ้ามีความสนใจที่จะศึกษาการทำงานของศูนย์กลางของระบบทุนนิยมโลกในรัฐไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วรรณกรรมกระแสหลักให้ความสำคัญกับความขัดแย้งจากอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรี ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำกับค่ายคอมมิวนิสต์ อันได้แก่เวียดนามและจีน โดยไม่มีการกล่าวถึงระบบทุนนิยมเลย คำถามที่ท้าทายคือ ข้าพเจ้าจะนำเอามโนทัศน์ว่าด้วยทุนนิยมมาอธิบายโลกสมัยใหม่ได้อย่างไร คำตอบส่วนหนึ่งได้มาจากภารกิจที่ข้าพเจ้าจะต้องอธิบายบทบาทของอาเซียนในระบบทุนนิยมโลก



อ่านต่อ : ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3

[1] กุลลดา เกษบุญชู, หนังสือที่มาช่วยชีวิต, วารสารสังคมศาสตร์. 31(1). (2543): 155-170.

[2] Justin Rosenberg, The Empire of Civil Society (London: Verso, 1994)

[3] การศึกษาดังกล่าวได้มีการจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ดู กุลลดา เกษบุญชู มี้ด, วิวัฒนาการรัฐอังกฤษ ฝรั่งเศส ในกระแสเศรษฐกิจโลก จากระบบฟิวดัล ถึงการปฏิวัติ. พิมพ์ครั้งที่ 2. (กรุงเทพฯ: คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552)

[4] งานของบาร์ริงตัน มัวร์  ดูใน Barington Moores, Jr., Social Origins of Dictatorship and Democracy (Middlesex: Penguin, 1973) เพอร์รี่ แอนเดอร์สัน ดู Perry Anderson, Lineages of the Absolutist State (London: Verso, 1980) และ ทีด้า สก็อคโพล ดูใน Theda Skocpol, State and Social Revolution (New York: Cambridge University Press, 1980)

[5] Fernand Braudel, The Perspective of the World. (London: Collins,1984) และ Immanuel Wallenstein, The Modern World System (London: Academic Press,1989)

[6] Robert Cox, “Social Forces, States and World Orders: Beyond International Relations Theory” Millennium: Journal of International Studies. 10(2). (1981): 126-155.

[7] ต่อมาได้รับการตีพิมพ์ในชื่อเดียวกันใน Kullada Kesboonchoo Mead, The Rise and Decline of Thai Absolutism (London: Routledge Curzon, 2006). (paperback printing)

[8] Tax farms คือรูปแบบการหารายได้ของรัฐที่ยังไม่เข้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ ซึ่งหมายถึงการขาดกลไกของรัฐที่จะทำการเก็บรายได้ จึงมีการเปิดประมูลให้พ่อค้ามีอำนาจในการเก็บสินค้าตัวใดตัวหนึ่งเพื่อนำรายได้ส่งรัฐ.

[9] การเก็บภาษีใหม่ถูกมองว่าเกิดจากความจำเป็นที่การค้าหลวงขาดทุน แต่สำหรับเหตุผลของรัชกาลที่ 3 ที่ทรงเปลี่ยนแปลงระบบภาษีนั้นเกิดจากการตระหนักว่าประเทศเพื่อนบ้าน (เจ้าอาณานิคม) ได้เปลี่ยนวิธีหารายได้ไปแล้วก่อนหน้านี้

[10] ภาพการค้าที่ซบเซาที่บาวริ่งบรรยายจึงมิใช่สภาวะปกติ แต่เป็นผลมาจากสงคราม ดู ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, “”พระเยซูเจ้า คือ การค้าเสรี” ความคิดสมัยใหม่ของเซอร์จอห์น เบาว์ริง,” พระเจ้ากรุงสยามกับเซอร์จอห์น เบาว์ริง, บก., ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาตร์, 2548) 276-277.

[11] สำหรับทัศนะที่มองว่าการรับหลักการของลัทธิเสรีนิยมเกิดขึ้นเพราะข้อเรียกร้องของบาวริ่ง โปรดดู วีระ สมบูรณ์. “การค้าเสรี: จากอดัม สมิธ ถึง เบาว์ริง,” พระเจ้ากรุงสยามกับเซอร์จอห์น เบาว์ริง. บก., ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาตร์, 2548) 44-60.

[12] Kullada Kesboonchoo Mead, The Rise and Decline  of Thai Absolutism (London: Routledge Curzon, 2004), pp. 10-65.

[13] ตัวอย่างเช่น นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475. พิมพ์ครั้งที่ 5. (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, 2553)

[14] Kullada Kesboonchoo Mead, The Rise and Declineof Thai Absolutism (London: Routledge Curzon, 2004) 66-178.

[15] Chris Baker, “Review: Reforms and rebels” Bangkok Post 6 November 2006.

[16] Carl Trocki, Opium, Empire and the Global Political Economy: A Study of the Asian Opium Trade 1750-1950. (New York: Routledge Curzon. 1999) 44-52.

[17] ดูบทความที่เกี่ยวข้องใน กุลลดา เกษบุญชู มี้ด, “ทุนนิยมอังกฤษกับเอเชียตะวันออก”, ฟ้าเดียวกัน, 4(4) ตุลาคม-ธันวาคม 2549: 94-109.