Practical Report Mark Cuban: วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกต้อง

Mark Cuban มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งบริษัทหลายแห่ง นักลงทุน รวมถึงเป็นเจ้าของทีมบาสเก็ตบอล Dallas Maverick ในลีก NBA เขียนแสดงความเห็นต่อวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐในขณะนี้ลงบล็อกของเขาว่า ทางแก้ที่ถูกต้องคือต้องกระตุ้นให้ผู้ประกอบการตั้งบริษัทขึ้นมาอีกมากๆ เพื่อก่อให้เกิดการจ้างงาน

ต้นฉบับ: The Cure To Our Economic Problems แปลโดยอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ Siam Intelligence Unit

วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกต้อง

ผมคงไม่อยากเป็นประธานาธิบดีในตอนนี้ ผู้สมัครทั้งสองคนนั้นเชื่อว่านโยบายด้านเศรษฐกิจที่นำเสนอจะช่วยให้เราพ้นจากวิกฤตไปได้ ความเป็นจริงก็คือทางแก้ที่ผู้สมัครชิงประธานาธิบดีทั้งสองคนเสนอนั้น เปรียบได้แค่การจัดเก้าอี้ใหม่บนเรือไททานิคที่กำลังจะจมเท่านั้น มันไม่มีความหมายเลย

คุณอาจจะลดภาษีให้กับคนอเมริกัน 95% และขึ้นภาษีกับคนที่เหลือได้ คุณสามารถลดภาษีรายได้ของธุรกิจ และดำเนินแผนลดภาษีของรัฐบาลบุชต่อได้เช่นเดิม คุณอาจจะลดหรือเพิ่มภาษีเงินได้ 5-10% ก็ได้ไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะดำเนินนโยบายอย่างไร ประเทศของเราจะขาดดุลมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ดี เราจะต้องยืมเงินต่างชาติหรือไม่ก็พิมพ์ธนบัตรเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเพิ่มภาษี 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่เปลี่ยนแปลง หายนะทางเศรษฐกิจครั้งนี้มันใหญ่เกินกว่าจะเยียวยาได้

ทางแก้ที่แท้จริงคือการสร้างจิตวิญญาณแห่งผู้ประกอบการ (Entrepreneur Spirit) กลับมาอีกครั้งต่างหาก ชาติของเรานั้นสนับสนุนคนที่มีไอเดียใหม่ๆ และผลักดันไอเดียของตัวเองให้เป็นจริงมาโดยตลอด

ทุกครั้งที่เศรษฐกิจซบเซา ธุรกิจจากไอเดียใหม่ๆ นั่นล่ะที่ช่วยพลิกประเทศกลับมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม การผลิต การขนส่ง เทคโนโลี การสื่อสารดิจิทัล สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่ของเรา กระตุ้นให้เศรษฐกิจและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่แบบเดิมๆ การตัดภาษีไม่เคยสร้างผลกระทบแบบเดียวกันนี้ คนที่สร้างมันขึ้นมาคือประชาชนอเมริกันต่างหาก

ผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจขึ้นมาจากมือเปล่านั้นไม่เคยสนใจว่าต้องจ่ายภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ ตอนที่บิล เกตส์ ลาออกจากฮาร์วาร์ดมาตั้งไมโครซอฟท์ เขาไม่สนใจว่าอัตราภาษีตอนนั้นเท่าไร (แต่จริงๆ มันเยอะกว่าตอนนี้มาก) ตอนที่ไมเคิล เดลล์ ตั้งบริษัท PC’s Limited ซึ่งกลายมาเป็นเดลล์ในตอนนี้ เขาไม่รู้หรอกว่าภาษีรายได้นิติบุคคลมันคืออะไร ผมไม่คิดว่าจะมีผู้ก่อตั้งธุรกิจคนไหนเริ่มต้นธุรกิจของเขาด้วยการค้นหาว่าอัตราภาษีตอนนี้เป็นอย่างไร

ผลกระทบของอัตราภาษีต่อการผลิตนั้นเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์คิดกันไปเอง ผู้ประกอบการไม่เคยเปลืองสมองกับเรื่องพรรค์นี้ เราต้องเอาเวลาไปคิดเรื่องที่สำคัญกว่า นั่นคือธุรกิจ

ผู้ประกอบการมีชีวิตอยู่เพื่อประกอบการ ผมไม่เคยคุยกับผู้ประกอบการคนไหนเกี่ยวกับเรื่องภาษีเลยสักครั้ง ถ้ามีผู้ประกอบการคนไหนมาเสนอโครงการให้ผม และพูดถึงเรื่องภาษีว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อกิจการของเขา ผมก็ไม่มีวันลงทุนในธุรกิจของเขาเช่นกัน

สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้ประกอบการ ก็คือการสร้างความฝันให้เป็นจริง ผู้ประกอบการต้องมีวิสัยทัศน์ว่าต้องการจะทำอะไร และมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างมันขึ้นมาให้ได้อย่างนั้น ผลตอบแทนของการต่อสู้นี้คือความสุขที่เห็นความฝันของเราเกิดขึ้นได้อย่างที่หวัง และผลตอบแทนเป็นตัวเงินจับต้องได้

ตอนนี้เราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่วุ่นวาย ไม่ต้องหาตัวคนผิดหรอกว่าใครเป็นคนทำ พวกเราเองนี่ล่ะ ไม่ต้องคิดว่าผู้สมัครประธานาธิบดีพร้อมที่ปรึกษาคนไหนจะช่วยเราได้ มันไม่มีประโยชน์

ทางแก้คือสร้างจิตวิญญาณแห่งผู้ประกอบการอเมริกันขึ้นมาใหม่ แทนที่เราจะมาโทษกันว่าใครผิด เรามาขอให้ผู้สมัครประธานาธิบดีแสดงภาวะผู้นำให้เราเห็นสักเล็กน้อย ให้เขามาช่วยปลุกจิตวิญญาณแห่งผู้ประกอบการดีกว่าไหม?

ผมไม่สนใจว่าผู้สมัครคนไหนจะเป็นเพื่อนของผม ใครจะสวดมนต์ให้ผมตอนที่เขาเข้าโบสถ์ ผมไม่สนว่าคุณจะรู้ไหมว่ารองประธานาธิบดีมีหน้าที่อะไร คุณเคยโหวตเลือกประธานาธิบดีบุชหรือไม่ ผมไม่สนใจการสาดโคลนระหว่างผู้สมัครทั้งคู่ พวกนี้มันเป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้น

สิ่งที่เราต้องการคือให้ผู้สมัครประธานาธิบดีหยุดด่าฝ่ายตรงข้าม และเริ่มหันกลับมามองประชาชนอเมริกัน ผลักดันพวกเราให้ลุกขึ้นสู้ ผมอยากเลือกผู้สมัครประธานาธิบดีแบบนี้ นี่คืออนาคตของประเทศของเราที่ผมอยากให้เป็น นี่จะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้คนอเมริกันสร้างธุรกิจ สร้างผลิตภัณฑ์ ซึ่งสุดท้ายแล้วมันจะมารวมกันเป็นระบบเศรษฐกิจ

นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คนธรรมดาทั่วไปควรตั้งธุรกิจ ช่วงเวลาแบบนี้ที่บริษัทยักษ์ใหญ่มัวแต่ไปสนใจเรื่องความอยู่รอดทางธุรกิจ คุณไม่จำเป็นต้องมีเงิน แต่สิ่งที่คุณต้องมีคือสมองและความมุ่งมั่น ตอนที่ผมตั้งบริษัทแรกในชีวิตคือ MicroSolutions ตอนนั้นเศรษฐกิจก็ตกต่ำอย่างแรง ผมไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร ผมไม่รู้ว่าต้องจ่ายภาษีเท่าไร และผมไม่สนใจ ผมแค่มีไอเดีย มีที่ให้นอน และมีแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าเท่านั้น

ตอนนี้ถึงเวลาที่ผู้ประกอบการจะต้องลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศกันแล้ว เรามีหน้าที่ต้องสร้างธุรกิจ ทำให้เกิดการจ้างงาน นี่คือวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง

เพื่อให้เข้ากับบล็อกตอนนี้ ผมขอเอาบล็อกเก่าซึ่งเป็นหนึ่งในอันที่ผมชอบที่สุด มาลงใหม่อีกครั้ง

(สำหรับบล็อกเก่าของ Cuban ติดตามอ่านต่อตอนหน้า: สภาพคล่องที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงาน)

  • http://www.imenn.com iMenn

    สร้างแรงบันดาลใจยิ่งนักแล้ว!!

    ฤา SIU เมื่อไม่กล่าวถึงการเมืองไทย จะเป็นเว็บปลุกใจไปแล้วววว

    ชอบครับ บทความนี้

  • เจริญชัย

    การสร้างนักธุรกิจใหม่ เพื่อกู้วิกฤตเศรษฐกิจ
    คือ แนวคิดที่ผมเสนอมาตั้งแต่จัดรายการ “เศรษฐศาสตร์ตลาดสด” แล้ว
    555

    แต่เนื่องจากผมยังเป็น “ตัวกระจอก” จึงยังไม่กล้าเสนอแนวคิดนี้อย่างเต็มรูป
    ไม่กล้าบอกว่า “นโยบายเศรษฐกิจ” มันไม่มีประโยชน์ หรือมีประโยชน์ไม่มากนัก

    แต่ตอนนี้มี “รายใหญ่” มาบอกแทนแล้ว
    โดนใจจริงๆ

    มีหลายตอนที่เว่อร์ไปนิด แต่ก็สร้างแรงบันดาลใจอย่างดียิ่ง

    ขอบคุณมาร์ค มากๆครับ

    ปล.

    “ผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจขึ้นมาจากมือเปล่านั้นไม่เคยสนใจว่าต้องจ่ายภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ ตอนที่บิล เกตส์ ลาออกจากฮาร์วาร์ดมาตั้งไมโครซอฟท์ เขาไม่สนใจว่าอัตราภาษีตอนนั้นเท่าไร (แต่จริงๆ มันเยอะกว่าตอนนี้มาก) ตอนที่ไมเคิล เดลล์ ตั้งบริษัท PC’s Limited ซึ่งกลายมาเป็นเดลล์ในตอนนี้ เขาไม่รู้หรอกว่าภาษีรายได้นิติบุคคลมันคืออะไร ผมไม่คิดว่าจะมีผู้ก่อตั้งธุรกิจคนไหนเริ่มต้นธุรกิจของเขาด้วยการค้นหาว่าอัตราภาษีตอนนี้เป็นอย่างไร”

  • zneb

    สิ่งที่คุณเจริญชัยเสนอตรงกับทฤษฎีของ Schumpeter ผมเห็นด้วยกับการสร้างนักธุรกิจใหม่ๆ และบุกเบิกผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ มีการจ้างงานมาก มีมูลค่าเพิ่มสูง และที่สำคัญสินค้าที่ผลิตออกมาจะต้องมีประโยชน์ในการใช้สอยอย่างแท้จริงไม่ใช่เพื่อการบริโภคเชิงสัญญะ

  • Jeerasak

    สำหรับผม ผมมองว่าก็คือทฤษฎีบทหนึ่งครับ เพราะท้ายสุดแล้วเมื่อสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วก็จะถูกลอกเลียนได้โดยง่าย มองง่ายๆ ว่ามนุษย์ทุกวันนี้ฉลาดขึ้นมาก แต่ไร้จริยธรรมมากขึ้นเหมือนกัน

    เดี่ยวนี้ทุกสิ่งจะเจริญเติบโตแบบต่อเนื่องเป็นระยะเวลาเฟื่องฟูแบบสมัยก่อนทำได้ค่อนข้างยาก นอกจากเป็นนวัตกรรมระดับสูง หรือทุนสูงมาก หรือซับซ้อนมากๆ

    เราเรียนหนังสือกันหนักแต่ไม่ได้พัฒนา มีแต่ก๊อปปี้ซัส่วนมาก ผมมองว่าภาคการเกษตรจะเป็นจุดนำตลาดในอนาคต คนที่มีอาณาเขตดินแดน และทรัพยากร ต่อให้โง่งมเพียงใด ยังคงเจริญรุ่งเรือง

    แต่ในขณะที่คนฉลาดแต่ไม่รวย ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวงสังคม เพื่อแย่งกันเป็นลูกจ้าง พวกที่มีทรัพยากรอยุ่ในมือ ต้นทุนการศึกษาสูงขึ้นแต่ไม่ได้สะท้อนรายได้ที่ลงทุนไปกับการเรียน
    คงจะมีแค่ 1 ใน 10,000 หรือ 100,000 เท่านั้นที่จะมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้ อันนี้เป็นมุมหนึ่งที่ผมมองนะครับ ผิดถูกคงไม่ว่ากันนะครับ ผมแค่อยากแลกเปลี่ยนมุมมองครับ

  • nutjubjub

    ส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับไอเดียของเฮียเค้านะ
    แต่เรื่องภาษี แม้มันไม่ต้องคิดตอนเริ่มปั้นmodelธุรกิจก็จริง
    แต่พอดำเนินธุรกิจไป ผมว่ามันก็สำคัญมากนะไม่ว่าจะเมืองไทยหรือจะแดนมะกัน
    เพียงแต่เมืองไทยมานั่งคิดว่าจะหลบยังไง
    ส่วนแดนมะกันจะหาทางลดภาระภาษียังไง
    ผมเคยไปอบรมผู้ประกอบการณ์อยู่courseหนึ่ง
    สังเกตได้เลย ทุกคนจะพูดตรงกันว่า วิชาเกี่ยวกับภาษีและบัญชี มีสาระในเชิงรูปธรรมมากที่สุด
    แต่แน่นอน โดยรวมความคิดสร้างสรรค์และวิญญาณผู้ประกอบการณ์ย่อมเป็นสาระสำคัญกว่า
    แต่นโยบายเรื่องภาษีรวมถึงดอกเบี้ย ผมว่าก็สำคัญไม่น้อย (แถมทำง่ายได้ผลเร็ว)

    ส่วนตัวผมว่าการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้
    เหตุน่าจะมาจากของเล่นทางการเงินมากมาย ที่ออกมาเพื่อความสนุกและการเพิ่มมูลค่าเพียงอย่างเดียวของนักการเงินทั้งหลาย
    โดยไม่ได้คิดถึงการป้องกันและเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบเศรษฐกิจจริงๆเท่าไหร่เลย
    ก่อนจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมว่าน่าจะต้องมาทบทวนของเล่นพวกนั้นก่อน
    ว่ามันมีประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่จริงหรือเปล่า
    ผมว่าระยะสั้นของเล่นพวกนั้นน่ะดี แต่ระยะยาวเดี๋ยวก็เป็นแบบนี้อีกแหละ
    (ส่วนตัวผมสะใจนิดหน่อยที่มันพังลงมา เพราะเอาแต่ได้กันท่าเดียว แต่สุดท้ายคนก่อเรื่องก็ต้องมาให้คนทั้งหมดมาช่วยกันแบกรับ ก็เหมือนไม่เป็นธรรมอยู่ เลยสะใจไม่เต็มที่)

  • เจริญชัย

    ขอบคุณ zneb Jeerasak และ nutjubjub

    ผมเห็นด้วยว่า “จริยธรรม” เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งในการดำรงชีวิตและธุรกิจ
    แต่การบอกว่า
    “มนุษย์ทุกวันนี้ฉลาดขึ้นมาก แต่ไร้จริยธรรมมากขึ้นเหมือนกัน”

    ผมว่าต้องพูดกันยาว
    ศีลธรรม ชีวิต และ ธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันได้ง่ายๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงปฏิสัมพันธ์ของมัน

    แต่มีเรื่องที่น่าสนใจเกิดขึ้นกับผม คือ การได้อ่านหนังสือ
    “ความทรงจำ ความฝัน ความคิดคำนึง” ของ Jung ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ ธุรกิจเลย

    แต่ผมกลับได้พลังดลใจล้ำลึกอย่างบอกไม่ถูก เขาบอกว่า สิ่งสำคัญ คือ เราต้องค้นพบตัวเอง เขาพูดถึงเรื่องจิตไร้สำนึก ที่มีปฏิสัมพันธ์กับจิตสำนึก และวิถีชีวิตของเราทุกอย่าง

    จนเช้าวันนี้ ผมได้ตระหนักว่า
    “นอกจากต้องค้นพบตัวเอง เข้าใจตัวเองแล้ว เราต้องค้นให้พบว่า ภารกิจในชีวิต คืออะไร”

    ช่วง 2-3 ปีมานี้ ผมพบว่า สิ่งที่ปรารถนา คือ การเป็นสื่อมวลชน การวางกลยุทธ์ การทำธุรกิจ ผมมีไฟและแรงบันดาลใจ

    แต่มันไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนความฝัน เพราะยังขาดการหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ผมยังไม่ค้นพบ “ภารกิจ” จากจิตใต้สำนึก จากทุกส่วนสัดในร่างกาย

    แต่งานของ Jung ทำให้ผมต่อยอด และเข้าใจพลังของมนุษย์มากขึ้น

    ผมจึงกระจ่างว่า “นักธุรกิจที่แท้จริง” นั้น จะต้องค้นพบตัวเอง ค้นพบภารกิจ โดยไม่ใช่แค่การคิด รู้สึก หรือมุ่งมั่น

    แต่ต้องแนบชิดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและจิตวิญญาณ

    ไม่ว่าคุณจะเป็นนักธุรกิจ วิศวกร นักลงทุน อาจารย์ ฯลฯ คุณมี 2 สิ่งที่ต้องทำ

    1. เข้าใจตัวเองและชีวิตอย่างล้ำลึก
    2. ทำภารกิจของตัวเองอย่างสุดชีวิต แต่จะทำเช่นนั้นได้ คุณต้องค้นหาภารกิจให้เจอก่อน ซึ่งอาจต้องค้นไปจนถึงระดับจิตวิญญาณหรือตัวตนอันล้ำลึก

  • Huang

    ภาษีไม่มีผลต่อธุรกิจเกิดใหม่ .. โดยทางตรง ครับ เพราะธุรกิจเกิดใหม่โดยมากใช้เวลาโดยเฉลี่ย 4-5 ปี กว่าจะคืนทุน ซึ่งแปลว่าเขาไม่ต้องเสียภาษีแน่ๆอย่างน้อย 5 ปี ดังนั้นเขาไม่สนใจอัตราภาษีในตอนแรกๆหรอก เขาสนใจแต่ว่าทำอย่างไรธุรกิจถึงจะอยู่รอดมากกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจที่ mature แล้ว ภาษีมีผลค่อนข้างมากทีเดียวครับ

  • เจริญชัย

    ขอบคุณ พี่ Huang มากๆครับ ที่ให้มุมคิดนี้

    แต่ถ้าอ่านโดยภาพรวม จะเห็นว่า
    สิ่งที่บทความนี้เน้น คือ

    “สร้างผู้ประกอบการใหม่”

    ส่วนเรื่องภาษีนั้น ก็น่าจะมีผลต่อกำลังใจของผู้ประกอบเก่า

    จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ความคาดหวังที่ว่า “ผู้ประกอบการใหม่”
    จะกลายเป็นตัวจักรสำคัญในการแก้วิกฤตทุกครั้ง