นิตยสาร The Economist เชื่อมั่นเศรษฐกิจเอเชียรอดพ้นจากวิกฤตการเงินโลก
January 19, 2009
นิตยสาร The Economist วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมทั้งเอเชียยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง เนื่องจากแม้ว่าเศรษฐกิจเกิดใหม่จะต้องพึ่งพิงการส่งออกมากขึ้นนับจากปี 2543 แต่การพึ่งพาการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกลับลดลงต่อเนื่องจนต่ำกว่าระดับร้อยละ 20 แต่การส่งออกไปยังกลุ่มตลาดเกิดใหม่กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นเศรษฐกิจเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชียจะได้เปรียบในสองประเด็นคือ (1) จากราคาโภคภัณฑ์ที่ลดลงต่อเนื่องทำให้เอเชียซึ่งเป็นผู้นำเข้าวัตถุดิบรายใหญ่ได้ประโยชน์ และ (2) เอเชีย (ยกเว้นอินเดีย) มีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ต่ำ จึงสามารถใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่า ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเอเชียสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วกว่าส่วนอื่นของโลกในปี 2553
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์ว่าแม้ว่าเศรษฐกิจเอเชียจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงมากจากการส่งออกที่ลดลง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเอเชียมีฐานะการคลังที่ดี ทำให้เอเชียสามารถใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก โดยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนิเซีย มีสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับ GDP ถึงร้อยละ 6-18 ซึ่งน่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 52
ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ความเห็น SIU :
เศรษฐกิจเอเซียอาจฟื้นตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ แต่ไม่ใช่ว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับทุกประเทศในเอเซีย ยังต้องขึ้นอยู่ศักยภาพการแข่งขันของประเทศนั้นอีกด้วย สำหรับประเทศไทย หากไม่สามารถยกระดับจากยุทธศาสตร์ค่าแรงราคาถูก มาเป็นยุทธศาสตร์สินค้ามูลค่าเพิ่มได้ เศรษฐกิจไทยมีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะจะโดนสินค้าจากจีนและเวียดนามเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดไปจนหมดสิ้น
อย่างไรก็ตาม ภายหลังวิกฤต 2540 โครงสร้างธุรกิจไทยมีการปรับตัวค่อนข้างมาก กลุ่มทุนล้าหลังซึ่งเคยขัดขวางการพัฒนา เริ่มพ่ายแพ้และเปิดทางให้กลุ่มทุนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เมืองไทยยังมีความหวัง แต่ทุกคนต้องเร่งเร้าศักยภาพในตัวเองให้เพิ่มสูงขึ้น จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้เฉียบคมกว่าเดิม เพื่อให้สามารถเอาตัวรอดได้ในยุคสมัยที่โหดร้ายเช่นนี้
ไม่ใช่ว่า “ธุรกิจมูลค่าเพิ่ม” อะไรก็ได้ ที่ไทยจะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น แต่จะต้องเป็นธุรกิจที่เรามีความถนัดเท่านั้น
SIU เห็นว่า ธุรกิจที่คนไทยมีศักยภาพสูงสุด คือ ธุรกิจท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ธุรกิจนี้อาศัยเพียงความได้เปรียบเรื่อง “จิตใจบริการ” และความอุดมสมบูรณ์ของอาหารการกิน เท่านั้น ยังไม่อาจยกระดับเชื่อมโยงเข้าสู่ “ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์” ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของพื้นที่ท่องเที่ยวให้สูงขึ้น นำไปสู่การจ้างงานและ “ธุรกิจต่อยอด” อีกมากมาย
เราต้องเน้น “แหล่งท่องเที่ยว” ครบวงจร มากกว่าแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
Comments
Got something to say?





