1. สิ่งที่เราพูดและทำจะถูกบันทึกทั้งหมดภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) ช่วงปลายทศวรรษ 2010 (พ.ศ. 2553 – 2563) อุปกรณ์ขนาดจิ๋ว (nanodevices) ที่มีอยู่ทั่วไป (ubiquitous) และเล็กจนมองไม่เห็น จะทำให้การสื่อสารและการสอดส่องกิจกรรมทั้งหมดของผู้คนที่ปรากฎอยู่ทั่วไปทำได้ ผู้คนจะมีอุปกรณ์ที่สามารถติดต่อกับเครือข่ายได้ฝังอยู่ในตัว และแต่ละคนจะมี IP address และเนื่องจากอุปกรณ์การเก็บข้อมูลนั้นเกือบจะถือได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องขนาดความจุ กล่าวได้ว่าการสนทนา และกิจกรรมทั้งหมดของเราจะถูกบันทึกเอาไว้ แถมยังสามารถเรียกคืนกลับมาดูย้อนหลังได้ตลอดเวลา ((Gene Stephens, “Cybercrime in the Year 2025,” July-Aug 2008, p. 34))
2. ภัยจากความรุนแรงเชิงชีวภาพจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ จรรยาบรรณทางวิทยาศาสตร์จะถูกตระหนักถึงมากขึ้น โดยเฉพาะสาขา รหัสพันธุศาสตร์ (genomics), นาโนเทคโนโลยี, และสาขาวิทยาศาสตร์โลกจิ๋ว (microsciences) อื่นๆ แบคทีเรีย และไวรัส จะถูกดัดแปลงเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำอันตรายและเจาะทะลวงการบำบัดจากยาปฏิชีวนะ ความเสี่ยงระยะยาวอื่นจะมาจากมลภาวะขนาดจิ๋วซึ่งปนเปื้อนจากการสงคราม วัตถุขนาดจิ๋ว (nanoparticles) สามารถทำให้เกิดโรคร้ายใหม่ๆที่ไม่ปกติและอาจเกิดอาการที่ยากต่อการบำบัดรักษา ผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้อาจทำลายไม่เฉพาะกำลังในสนามรบแต่ยังส่งผลกระทบต่อลูกหลานในรุ่นถัดไปอีกด้วย ((Barry Kellman, “Bioviolence: A Growing Threat,” May-June 2008, p. 25 et seq.; Antonietta M. Gatti and Stefano Montanari, “Nanopollution: The Invisible Fog of Future Wars,” May-June 2008, p. 32))
3. วันเวลาที่รถยนต์เป็นราชันย์แห่งท้องถนนจะสิ้นสุดลง ยุคแห่งการสื่อสารแบบไร้สายที่กำลังจะมาถึงจะยิ่งลดความจำเป็นในการสัญจรมากขึ้น โดรน (Drone – ยานบินไร้คนขับ) จะเป็นอุปกรณ์ส่งของแทนที่รถบรรทุก นโยบายจำกัดจำนวนยานพาหนะของครัวเรือนกำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา เนื่องจากมันส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม หากแนวโน้มนี้ยังคงอยู่ ยานพาหนะบนท้องถนนในโลกจะมีถึง 3 พันล้านคันภายในปี 2025 (พ.ศ. 2568) ((Thomas J. Frey, “Disrupting the Automobile’s Future,” Sep-Oct 2008, p. 39 et seq.))
4. วิชาชีพและหลักสูตรในมหาวิทยาลัย ที่จะพัฒนาบุคลากรสำหรับวิชาชีพเหล่านั้นจะยิ่งมีลักษณะเฉพาะด้านขึ้นทุกที แทนที่เราจะเห็นหลักสูตรแค่ “เอกธุรกิจ” เราจะยิ่งเห็นสาขาอย่างเช่น “ธุรกิจยั่งยืน”, “ข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์” และ “การเป็นเจ้าของกิจการ” หรือไม่ก็สาขาด้านวิทยาศาสตร์อย่าง “ประสาทวิทยา (neurosciences) และ นาโนเทคโนโลยี, การสืบค้นหลักฐานทางคอมพิวเตอร์และดิจิตัล (computer and digital forensics) และศิลปะการ์ตูน เป็นต้น ((Scoff not: The market for comic books and graphic novels in the United States has grown 12% since 2006. -World Trends & Forecasts, Sep-Oct 2008, p. 8))
5. อาจไม่มีกฎหมายโลกในอนาคต แต่จะกลายเป็นระบบเครือข่ายกฎหมายโลกแทน ฐานข้อมูลกฎหมายท้องถิ่นและกฎหมายประเทศที่ชื่อ Global Legal Information Network (GLIN) ในขณะนี้มีฐานข้อมูลของประเทศที่เข้าร่วมถึง 50 ประเทศ และจะเพิ่มเป็น 100 ประเทศภายในปี 2010 (พ.ศ. 2553) ฐานข้อมูลนี้จะสร้างความเข้าใจพื้นฐานสำหรับ ความแตกต่างด้นกฎหมายระหว่างประเทศต่างๆ และจะสร้างโอกาสใหม่ๆสำหรับการสร้างความเป็นหุ้นส่วนและสันติภาพนานาชาติ ((Joseph N. Pelton, “Toward a Global Rule of Law: A Practical Step Toward World Peace,” Nov-Dec 2007, p. 25))
6. ความรู้วิชาชีพจะล้าสมัยในทันทีที่มันถูกเรียนรู้ อาชีพส่วนใหญ่จะต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนงานในตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว และงานที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจะยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้มากขึ้นทุกที ((Marvin J. Cetron and Owen Davies, “Trends Shaping Tomorrow’s World, Part Two,” May-June 2008, p 41))
7. การแข่งขันด้านชีวภาพการแพทย์ และการขยายความสามารถเชิงพันธุวิศวกรรมในศตวรรษที่ 21 จะไม่แตกต่างจากการแข่งขันสำรวจอวกาศในศตวรรษก่อน เกรกรอรี่ สต็อก ศาสตราจารย์จาก UCLA กล่าวว่ามนุษยชาติพร้อมแล้วสำหรับการเข้าถึง ชีวภาพการแพทย์ และการขยายความสามารถเชิงพันธุวิศวกรรม เม็ดเงินได้ถูกลงทุนไปแล้ว และเราก็จะกังวลกับสิ่งเหล่านี้เพราะเราเป็นมนุษย์และนั่นก็เป็นสิ่งที่เราเป็น ((Gregory Stock quoted in “Thinking Globally, Acting Locally, Living Personally,” Nov-Dec 2007, p. 57))
8. ความเป็นชุมชนเมืองจะขยายเพิ่มเป็น 60% ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) ยิ่งประชากรเมืองเพิ่มขึ้นมากเท่าใด การพัฒนาอย่างรวดเร็วเพื่อให้พลเมืองมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายจะยิ่งสร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสังคมมากขึ้นทุกที โรคระบาดจะกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่อยู่กันหนาแน่นบนสุขภาวะที่เลวร้าย สภาวะโลกร้อนอาจจะย่ำแย่ขึ้นเนื่องจากการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่มีการสูญเสียพืชที่คอยดูดซับคาร์บอนไปด้วย ((Marvin J. Cetron and Owen Davies, “Trends Shaping Tomorrow’s World, Part One,” Mar-Apr 2008, p. 52))
9. ประเทศตะวันออกกลางจะมีลักษณะตัดขาดออกจากศาสนามากขึ้น ในขณะที่อิทธิพลศาสนาในจีนกลับจะเพิ่มสูงขึ้น จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยมิชิแกนพบว่า การสนับสนุนของประชาชนต่อรัฐบาลศาสนาจะลดลงในประเทศอย่างอิรัก งานวิจัยยังได้เผยอีกว่า เมื่อปี 2004 (พ.ศ. 2547) มีประชาชนเพียง 1 ใน 4 ระบุว่าอิรักจะเป็นประเทศที่เหมาะหากการเมืองกับศาสนาแยกออกจากกัน แต่ในปี 2007 (พ.ศ. 2550) สัดส่วนเพิ่มเป็น 1 ใน 3 รายงานอีกชิ้นระบุว่าศานาในจีนจะเพิ่มอิทธิพลมากขึ้นต่อกิจกรรมทงเศรษฐกิจและโลกาภิวัฒน์ ((World Trends & Forecasts, Nov-Dec 2007, p. 10))
10. การเข้าถึงไฟฟ้าโลกจะบรรลุอัตรา 83% ในปี 2030 (พ.ศ. 2573) การเข้าถึงไฟฟ้าในปี 1970 (พ.ศ. 2513) อยู่ในระดับ 40% แต่ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 73% ในปี 2000 (พ.ศ. 2543) การเข้าถึงกระแสไฟฟ้าเป็นพื้นฐานของการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ และสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และการบริการของโลก พื้นที่ยากจนอย่างบริเวณ ซับซาฮาร่าในอัฟริกายังคงมีอัตราการใช้ไฟฟ้าต่ำ เช่นยูกานดามีอัตราการใช้ไฟฟ้าเพียง 3.7% ของประชากรทั้งหมด ((Andy Hines, “Global Trends in Culture, Infrastructure, and Values,” Sep-Oct 2008, p. 20))
ที่มา – The Futurist Magazine
อ่านและฟังเพิ่มจาก – VOA
