โดย ชญานิน เตียงพิทยากร
นับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วเป็นต้นมา จนถึงตอนนี้ที่งานประกาศผลออสการ์เพิ่งผ่านไปหมาดๆ ในเมืองไทยเราเกิดกรณีเซ็นเซอร์ที่ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาติดๆกันแล้วสามกรณี
- การแบนหนัง Insects in the Backyard ของธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์
- การแบนทีเซอร์ตัวอย่างหนังเรื่อง ‘เลิฟจุลินทรีย์ รักมันใหญ่มาก’
- การแบนรายการ ‘คนค้นฅน’ ที่นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องการผ่าตัดแปลงเพศ
สองกรณีแรกรับผิดชอบโดยกองเซ็นเซอร์ที่สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ส่วนกรณีหลังสุดเป็นกองเซ็นเซอร์ของช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี
ทั้งสามกรณีมีจุดร่วมกันอยู่ เพราะฐานคิดทัศนคติหลักที่ถูกนำมาใช้เพื่อแบนสื่อทั้งสามชิ้นนี้ คือเรื่องของความเป็นเพศชาย และความเป็นพ่อ/แม่ ที่ถูกคลุมไว้ด้วยเหตุผลว่าเพื่อปกป้องเยาวชนไม่ให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง ตั้งแต่เรื่องความเป็นเพศที่สาม ความคิดที่ต่อต้านระบบครอบครัวในอุดมคติ และการตัดสินใจว่าจะจูบกับคนที่ตัวเองชอบหรือหลงรักในวัยมัธยม
ที่ยกการแบนทั้งสามครั้งมาพูดถึงนี้ ไม่ได้จะเขียนเรื่องการเซ็นเซอร์เป็นหลัก แต่จะพูดถึงหนังอินดี้เล็กๆ ที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ (แต่ชวดรางวัลทั้งหมด) เรื่องหนึ่งที่คงไม่มีโอกาสได้ฉายบ้านเรา ซึ่งบังเอิญพูดถึงประเด็นนี้ซ้อนทับกันพอดี เพราะแก่นแกนของมันนั้นตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นพ่อและความเป็นเพศชาย ที่ถูกนำมาใช้อย่างผิดที่ผิดทางจนเกิดปัญหาตามมาจนได้ และปัญหาที่ว่านี้มันดูไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญใดๆ ในบางสังคมอาจมองเป็นเรื่องปกติที่สุดด้วยซ้ำ เมื่อพวกเขามองสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครใน The Kids Are All Right
นิค และ จูลส์ คือคู่เลสเบียนที่ใช้ชีวิตอยู่กินฉันสามีภรรยา คนแรกเป็นหมอ อาชีพการงานดีเจริญรุ่งเรือง เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักหาเลี้ยงครอบครัวมาตลอดชีวิตคู่ ส่วนจูลส์ล้มเหลวในการทำธุรกิจมาหลายครั้ง ล่าสุดเธอเพิ่งตัดสินใจเริ่มรับงานจัดสวน เป็นงานใหม่ของตัวเอง
เห็นได้ชัดเจนเลยว่า ถึงจะเป็นครอบครัวหญิงรักหญิง แต่ตำแหน่งแห่งที่ของครอบครัวนี้ก็ถูกสร้างขึ้นตามแนวทางอุดมคติ เป็นครอบครัวสมบูรณ์แบบที่ใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลางอย่างมีความสุข แม้จะไม่มีผู้ใหญ่เพศชายอยู่ในบ้าน นิคก็รับหน้าที่นั้นไปอย่างเต็มใจ ทั้งหน้าที่ดูแลเมีย ช่วยเลี้ยงลูก หาเงินหาทอง รวมถึงบุคลิกลักษณะที่เป็นทอมบอย แถมยังประกอบอาชีพแพทย์ (ไม่ใช่พยาบาล) พร้อมกับอุปนิสัยที่ค่อนไปทางเผด็จการ ชอบตัดสินคน ไม่ค่อยยอมฟังความคิดเห็นของใคร ในแบบเดียวกับหัวหน้าครอบครัวซึ่งเป็น ‘พ่อ’ และคล้ายเพศชายมากกว่าเพศหญิง
นิคเองก็ไม่ได้เต็มใจนักที่จูลส์คิดจะออกไปรับจัดสวน ไปทำงานใช้แรงเหงื่อตกกลับมาบ้านทุกวัน เพราะเธอคิดว่าตัวเองทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวได้ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีใครหาเงินจุนเจือเพิ่มให้เสียแรงเปล่า เธอไม่พอใจจูลส์เท่าไหร่ที่ไม่ยอมบอกเรื่องไปซื้อรถบรรทุกมือสองมาใช้เพื่องานจัดสวน แต่ก็ยอมให้เพราะเห็นว่าคราวนี้ดูตั้งใจแน่วแน่กว่าที่เคยเป็นมา
ทั้งคู่มีลูกสาวลูกชายอย่างละคน คนโตคือลูกสาวชื่อโจนี่ (ตั้งชื่อตามนักร้องดัง โจนี่ มิทเชลล์) เพิ่งจบไฮสคูลและสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ กำลังอยู่ในช่วงเวลาเตรียมตัวย้ายออกจากบ้านหลังนี้ อีกคนชื่อเลเซอร์ เด็กหนุ่มอายุสิบห้าที่ดูเก้ๆ กังๆ กับชีวิต ทั้งเรื่องการเรียนและสังคม เพื่อนสนิทที่สุดของเลเซอร์เป็นเด็กกุ๊ยพฤติกรรมน่ารังเกียจ ดูเหมือนพวก white trash จากสังคมชั้นล่าง ซึ่งมักพาเลเซอร์ไปร่วมกิจกรรมไม่พึงประสงค์ แต่ไม่ว่าแม่กับพี่สาวจะเค้นคั้นให้เลิกคบกับเพื่อนคนนี้เท่าไร ก็ดูเหมือนเลเซอร์จะไม่ได้สน ถึงแม้สีหน้าท่าทางจะแสดงให้เห็นค่อนข้างชัด ว่าเจ้าเลเซอร์ก็ไม่ได้รักใคร่อะไรไอ้เพื่อนคนนี้นักหรอก
เมื่อพี่สาวอายุครบสิบแปดปี เลเซอร์เลยขอร้องแกมบังคับให้พี่สาวช่วยเหลือตามหาข้อมูลว่าพ่อที่แท้จริงของตัวเองเป็นใครกันแน่ (เพราะตามกฎหมาย เด็กที่เกิดจากการรับบริจาคสเปิร์มต้องรอจนอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ก่อนจึงจะรับรู้ข้อมูลตรงนี้ได้) จนได้ข้อมูลครบถ้วนจากศูนย์รับบริจาคสเปิร์มแล้วจึงโทรติดต่อไปหาพ่อที่แท้จริงเพื่อนัดพบเจอตัวจริงกัน โดยที่ไม่ยอมบอก ‘แม่ๆ’ เพื่อไม่ให้มาคาใจกันทีหลังในใจแม่ว่า มีพวกฉันสองคนแล้วพวกเธอไม่พอใจหรืออย่างไรกัน
ผู้ชายคนที่ว่าชื่อ พอล เป็นคนเจ้าของร้านอาหาร มีไลฟ์สไตล์กับธรรมชาติเก๋ๆ ทำสวนผักสวนผลไม้ เป็นคนทำงานชิลๆ มีชีวิตอิสระ ไม่ได้ดูเป็นผู้ชายมั่นคง (และไม่ได้คิดจะสร้างชีวิตมั่นคงตามแบบอุดมคติ) แต่มีเสน่ห์ทางเพศพอที่จะเลือกคบผู้หญิงมากหน้าหลายตาไปเรื่อยๆ แม้จะอายุเกือบสี่สิบ ถึงเขาจะอึ้งไปไม่น้อยที่อยู่ดีดีมีเด็กสาวโทรมาหาแล้วอ้างตนว่าเป็นลูกของเขาจนต้องเปรยระบายความประหลาดใจให้คู่นอนสาวฟัง แต่ก็ยอมนัดเจอกับเด็กๆ ในบ่ายวันหนึ่ง
เมื่อเด็กๆกับพอลได้พบเจอตัวจริงกัน พูดคุยทานข้าวกัน ก็เริ่มถูกคอกันเป็นพิเศษ ตัวลูกทั้งสองก็เหมือนเห่อของใหม่ ชีวิตวัยรุ่นของชายหนุ่มทำให้เด็กๆตื่นเต้นตาโตเมื่อได้ฟัง (เขาเรียนไม่จบ และมีทัศนคติทางลบต่อการศึกษาตามหลักสูตร ซึ่งทำให้จูลส์กับเลเซอร์ตื่นเต้นมากเหมือนเจอคนที่คิดคล้ายกัน) ฝ่ายพอลเองก็เริ่มก้าวเข้ามาสนิทกับแม่ทั้งสองเมื่อได้รู้ความจริงจากการคาดคั้นเอากับลูกชาย ถึงกับจ้างให้จูลส์ไปช่วยจัดสวนให้ที่บ้าน จูลส์นั้นถูกอกถูกใจพอลเอามาก ส่วนฝ่ายนิค เมื่อสบโอกาสก็กล่าวกับเมียและลูกตลอดว่าเราไม่ควรให้ผู้ชายคนนี้เข้ามายุ่มย่ามในครอบครัวให้มากนัก เมื่อโจนี่เริ่มไปทานข้าวกับพอลบ่อยขึ้น เลเซอร์ก็เริ่มออกไปเล่นบาสเล่นกีฬากับพอลมากขึ้น จูลส์เองก็ไปใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสวนของพอลมากขึ้นหลังจากรับงานมา
ทุกอย่างน่าจะจบลงแบบมีความสุขสมบูรณ์ดี ถ้าเกิดว่าพอลไม่ก้าวเท้าเข้ามาในอาณาเขตครอบครัวนี้มากเช่นที่เป็นอยู่ ถ้าเกิดเขาเป็นพ่อประเภทที่นัดกินข้าวกับลูกบ้างนานๆที (เพราะอย่างไรเสียก็เป็นคนนอกครอบครัว) ติดต่อกับแม่ทั้งสองของลูกชายลูกสาวทางกายภาพของตัวเองบ้างนานๆที ชีวิตของทั้งห้าคนก็น่าจะราบรื่นเรียบง่ายและลงตัว สิ่งที่พอลทำคือเขาเริ่มทำตัวเป็น ‘พ่อ’ จริงๆของทั้งโจนี่และเลเซอร์มากขึ้นเรื่อยๆ และเด็กทั้งคู่ซึ่งโหยหาพ่อซึ่งเป็นเพศชายมาตลอด ก็อ้าแขนรับความปรารถนาดีนี้อย่างเต็มใจ
เพราะถึงนิคจะพยายามรับบทผู้ชายของบ้านแค่ไหน สุดท้าย ‘จิ๋ม’ ของเธอก็งอกออกมาเป็น ‘จู๋’ ไม่ได้อยู่ดี (กระทั่งเรื่องบนเตียง ตัวช่วยปลุกอารมณ์ที่นิคกับจูลส์ใช้ยังเป็นหนังโป๊เกย์เพศชาย!)
พอลเองเมื่อได้เห็นหน้าลูกชายลูกสาว ถึงจะไม่ได้เลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออก แต่กรอบคิดแห่งความเป็น ‘พ่อ’ ก็ก่อขึ้นในมโนสำนึกเขาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งความเป็นพ่อนี้บางทีอาจพ่วงมากับความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเพศชายอยู่แล้ว หากจะพูดให้ตรงไปตรงมา จิตไร้สำนึกของพอลบอกว่าทั้งโจนี่และเลเซอร์นี้เป็นผลผลิตจาก ‘สเปิร์ม’ ของตัวเอง และอาจถือเป็นทรัพย์ชิ้นหนึ่งในชีวิตที่เขาเพิ่งค้นพบเอาวันนี้ ภายใต้การครอบครองของหญิงเลสเบียนสองคน ซึ่งตามกรอบคิดของครอบครัวปกตินั้นเขาก็ควรจะได้ครอบครองหญิงสาวซึ่งให้กำเนิดลูกทั้งสองด้วย
หากจะมีเซ็กส์กับใครคนหนึ่ง ระหว่างนิคกับจูลส์ เขาย่อมเลือกจูลส์ ซึ่งมีความเป็นผู้หญิงมากกว่า และเปิดใจรับเขามากกว่า
Come on, you hated it when I worked. You want me at home, taking care of the kids. You wanted a wife. You didn’t like any of the nannies, and you sure didn’t back my career.
ความในใจของจูลส์ต่อนิค แสดงออกข้างต้น หลังจากวันหนึ่งที่นิคอารมณ์เสียกลางมื้ออาหารระหว่างเธอกับเพื่อนสนิท จนต้องอพยพตัวเองมานั่งดื่มไวน์ที่เคาน์เตอร์บาร์
ในขณะที่นิคมีปัญหากับ ‘ผู้ชาย’ ที่ชื่อพอล ว่าอาจเข้ามาเทคโอเวอร์ครอบครัวที่ตัวเองฟูมฟักทะนุถนอมมากับมือตลอดระยะเวลาเกือบสองทศวรรษ จูลส์ก็มีปัญหากับผู้ชายที่ชื่อนิคเหมือนกัน เพราะเมื่อนิคเข้าสู่โหมดหัวหน้าครอบครัว (หรือโหมด ‘ผู้ชาย’) ทีไร ก็มักอดไม่ได้ที่จะอวดอ้างความรับผิดชอบ (หรือ ‘ความดีความชอบ’) ที่ได้ทำอะไรต่อมิอะไรมากมายให้กับครอบครัว ยื้อแย่งเอาภาระทุกอย่างไปกองไว้บนบ่าของตัวเอง แล้วละเลยข้อเท็จจริงว่าลักษณะเช่นนี้ทำให้คนอื่นนั้นอึดอัด และพร้อมจะเข้าใจผิดได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อเธอกำลังรู้สึกว่ากำลังต่อสู้กับ ‘สิ่งมีชีวิตเพศผู้’ ซึ่งเสมือนว่าเป็นเพศเดียวกับตนเอง
เมื่อถูกพูดเช่นนี้เข้าแล้ว นิคเองจึงเริ่มรู้ตัวว่าหมกมุ่น อารมณ์เสีย กับเรื่องพอลมากจนในบ้านเริ่มทะเลาะกัน เธอตัดสินใจที่จะยอมเปิดใจให้พอล ยกครอบครัวไปทานข้าวที่บ้านเขาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ เผื่อว่าครอบครัวนี้อาจมีพื้นที่เหลือให้กับผู้ชายอีกคนหนึ่ง เพียงแต่ความจริงมันไม่ง่ายเช่นที่คิด
ภาพยนตร์ทั่วไปมักกำหนดให้ความอบอุ่น เข้มแข็ง ในแบบของพ่อ, ผู้ชาย เป็นสิ่งที่ตัวละครต้องออกค้นหา ตามหา หรือสุดท้ายก็ยอมรับความขาดหายนั้นได้ เพราะได้เติมเต็มชีวิตด้วยแง่มุมอื่นๆ แต่สำหรับ The Kids Are All Right ความเป็นพ่อ, ผู้ชาย ได้กลายเป็นส่วนเกิน เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความร้าวฉาน – พอลทำให้ครอบครัวนี้ร้าวฉานเพราะเขาพยายามเป็นพ่อในทางปฏิบัติ นิคในร่างผู้ชายทำให้ครอบครัวไม่สนิทแนบแน่นเต็มที่เพราะลักษณะนิสัยและการวางตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองให้เป็นหัวหน้าครอบครัว และเมื่อตัวละครผู้ใหญ่ต่างก็อายุเข้าสู่วัยสี่สิบ หมดเวลาแล้วสำหรับความสัมพันธ์ polygamy ในอุดมคติทั้งแบบข้ามเพศและแบบ ‘เราสองสามคน’ ที่เรามักเห็นในหนังอาร์ตหรือหนังอินดี้ว่าด้วยความสัมพันธ์ซึ่งวางจุดศูนย์กลางของเรื่องที่ตัววัยรุ่น
เปล่าเลย หนังไม่ได้ให้ภาพพอลเป็นตัวร้าย (แม้ว่าผู้กำกับ ลิซ่า โชโลเดนโก จะเป็นเลสเบียนก็ตาม) ในทางตรงกันข้าม เขาเป็นผู้ชายวัยกลางคนที่ยังดูมีเสน่ห์ทางเพศเต็มเปี่ยม (มาร์ค รัฟฟาโล เป็นคนที่แก้ผ้าขึ้นจอมากครั้งที่สุดในเรื่อง) โอบอ้อมอารี ฉลาดเฉลียว มั่นใจในตัวเอง – นั่นเพราะเรื่องความเป็นพ่อ ความเป็นผู้ชาย นั้นไม่ใช่สิ่งเลวร้าย สิ่งที่พอลคิดจะทำ สิ่งที่นิคคิดจะทำ ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากแต่เมื่อมันอยู่ผิดที่ผิดทาง ผลลัพธ์ของมันย่อมไม่ใช่อะไรนอกจากปัญหา
เมื่อพอลต้องการเป็นพ่อ ในครอบครัวที่ครบครันอยู่แล้วทั้งบทบาทพ่อและแม่ หรือเมื่อนิคต้องการจะเป็นผู้ชาย ทั้งที่อย่างไรเสียเธอก็ยังเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง และอย่างไรก็ตาม ครอบครัวที่เธอสร้างขึ้นนี้ก็ไม่อาจเป็น conventional family ในแบบที่ครอบครัวซึ่งมีพ่อแม่เป็นชาย-หญิงได้สร้างขึ้น นิคกับจูลส์ไม่ได้วาดหวังกับลูกต่างไปกับครอบครัวอื่น ความคิดบางอย่างของทั้งคู่บางอย่างก็คล้ายครอบครัวชายหญิงที่ติดจะอนุรักษ์นิยม พวกเขายังหวังให้ลูกสอบเข้าเรียนที่ดีๆ เรียนจบมหาวิทยาลัยเป็นหน้าเป็นตา และคอยห่วงกังวลว่าลูกชายวัยรุ่นอาจจะเป็นเกย์
I did everything you wanted! I got all A's! I got into every school I applied! Now you can show everyone what a perfect lesbian family you have!
คล้อยหลังไม่นานหลังจากที่โจนี่และเลเซอร์ได้รู้ความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างพอลกับจูลส์ ก็เหมือนทุกคนจะเสียศูนย์ไปพร้อมกันทั้งบ้าน โจนี่ไปปาร์ตี้แล้วเมากลับบ้านมาในคืนหนึ่ง พอถูกนิคคาดคั้นเข้ามากๆ ว่าไปทำอะไรมาถึงเมามาได้ขนาดนี้ เธอก็ตอกหน้าแม่เข้าให้ แน่นอนว่าเป็นเพราะฤทธิ์เหล้า แต่เราก็ได้เห็นว่าลูกทั้งสองเองก็อึดอัดคัดข้องใจกับความอปกติของครอบครัวที่ตัวเองสังกัดอยู่เหมือนกัน
ภาพจำของครอบครัวปกติที่มีพ่อเป็นผู้ชาย แม่เป็นผู้หญิง มีส่วนอย่างยิ่งที่กดทับลูกทั้งสองของนิคกับจูลส์
โจนี่เป็นเด็กเรียนดี ความประพฤติเยี่ยม อยู่ในโอวาทมาตลอด และเหนียมอายไม่กล้าบอกรักเพื่อนหนุ่มที่เธอแอบชอบ (ในขณะที่เพื่อนผู้หญิงที่เธอสนิทอีกคน หายใจเข้าก็เรื่องเซ็กส์ หายใจออกก็เรื่องบนเตียง) เมื่อน้องชายอย่างเลเซอร์ทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพายในด้านการศึกษา (นิคเคยเปรยออกมาครั้งหนึ่งทำนองว่าเลเซอร์เป็นคนมีศักยภาพ แต่ไม่ยอมใช้ให้เต็มที่จนเสียของ) ความหวังทั้งหมดเลยถาโถมลงมาที่โจนี่ ที่ต้องทำตัวให้มีเกียรติ มีหน้ามีตา ซึ่งไม่เพียงเพื่อยกระดับตัวเธอเอง (ในฐานะ ‘ลูกเลสเบียน’ ที่ดี) แต่ยังกระทบชิ่งมาถึงตัวแม่ทั้งสองเองอีกคำรบหนึ่งด้วย
ฝั่งเลเซอร์เองก็ไม่แพ้กัน จะมีเหตุผลอะไรทำให้เลเซอร์ยังต้องทนคบกับ เคลย์ เพื่อนนิสัยกักขฬะ หยาบคาย และไม่มีคราบของ ‘บัณฑิต’ ที่เลเซอร์คิดจะคบเพื่อให้พาไปหาผลได้แม้แต่น้อย ในโลกที่ความกักขฬะ หยาบคาย กล้าได้กล้าเสีย ทำอะไรแผลงๆ เจ็บตัว หาเรื่องสังคมรอบข้าง ถูกนับให้เป็น masculinity หรือความเป็นเพศชาย ความเป็นแมน (อย่างน้อยก็ในความเชื่อแบบผิวเผิน คึกคะนอง ตื้นเขิน) ลูกชายที่เกิดจากแม่เลสเบียนย่อมคว้าไว้ เพื่อเอามันมาสวมใส่อัตลักษณ์ของตนเอง แม้แต่แม่บังเกิดเกล้ายังเคยคิดสงสัยว่าเขาอาจเป็นเกย์ แล้วมีหรือคนอื่นจะไม่มองเขาเช่นนั้น? เลเซอร์ดิ้นรนไปในทางที่ตัวเองไม่พึงใจ เพื่อสลัดอคติทั้งหมดที่ผู้คนมีต่อเด็กอย่างเขาออกไป
(สารคดีสั้นเรื่อง Homo Baby Boom จากประเทศสเปน ซึ่งเคยได้รับเลือกมาฉายในเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยเมื่อปี 2009 เป็นตัวอย่างหนึ่งของหนังจากฝั่งคนรักร่วมเพศที่พยายามสลายอคตินี้ พวกเขาไปสัมภาษณ์ครอบครัวที่มีพ่อแม่เพศเดียวกันจำนวนมาก โดยหนึ่งในประโยคไฮไลต์จากปากลูกๆของพวกเขาคือ “ผม/ดิฉัน ไม่ได้เป็น เกย์/เลสเบียน” ชมตัวอย่างได้ที่ เว็บไซต์ทางการของหนัง)
ความคิดความเชื่อที่ถูกปลูกฝังให้เป็น ‘สิ่งสำเร็จรูป’ เกี่ยวกับครอบครัวนี้ถูกปลูกฝังมานับร้อยนับพันปี ผ่านอคติเรื่องรสนิยมทางเพศ อำนาจศีลธรรมที่ใช้ศาสนาเป็นตัวชี้วัดความถูกผิด ก่อให้เกิดปัญหาที่ร้ายแรงกว่าครอบครัวใน The Kids Are All Right ต้องเผชิญอีกมาก โดยเฉพาะเมื่อปัญหานั้นเกิดขึ้นจากคนอย่างพอลและคนอื่นๆที่ไม่ได้ปรากฏตัวอยู่ในหนัง ผู้ซึ่งไม่ได้ตระหนักหรือรู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นคือปัญหา กระทั่งในช่วงท้ายเมื่อครอบครัวบาดหมางเพราะเรื่องนอกใจของจูลส์ พอลเข้ามาเพื่อยื่นข้อเสนอที่แสนธรรมดาในสายตาของคนทั่วไปซึ่งมีภาพครอบครัวสำเร็จรูป แต่ชวนช็อคอย่างยิ่งสำหรับแม่ลูกทั้งสี่คน
มันเป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่มีใครพูดถึงให้ชัดเจน ว่าปัจเจกนั้นสามารถเติมเต็มตนเองได้ เลือกทางเดินให้ชีวิตตนเองได้ และเลือกที่จะเติมเต็มชีวิตให้กันและกันได้ โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบใดๆ
สิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียวและควรทำให้ต่อเนื่องที่สุดคือการพูดกับทุกคน ทั้งกับคนที่หวังดี และคนที่ประสงค์ร้าย ที่ใช้ความเป็นเพศชาย ความเป็นพ่อ เข้ามาครอบงำคน ครอบงำความคิด ครอบงำสังคม ทั้งผู้ที่ตั้งใจอย่างแรงกล้า และไม่ได้มีแม้แต่เศษเสี้ยวเจตนาร้าย บอกพวกเขาออกไปเสียงดังๆว่า
‘Hey, you! Stop that kindness. The kids are all right!’
เทรลเลอร์
ผู้กำกับ
ลิซ่า โชโลเดนโก
นักแสดง
จูลี่แอนน์ มัวร์
แอนเน็ตต์ เบนนิ่ง
มาร์ค รัฟฟาโล


