Practical Report “สื่อมวลชน” สิ่งที่น่าผิดหวังประจำปี 2011

นอกจาก 2 หัวข้อที่ SIU จัดอันดับทั้งภายในประเทศและต่างประเทศนั้นน่าสนใจว่าทั้งสองสิ่งคือ “การเคลื่อนไหวกรณีกฏหมายอาญามาตรา 112″ และ “การเปลี่ยนแปลงในโลกอาหรับ” นั้นสิ่งที่เลือนหายไปอย่างน่าประหลาดก็คือ “บทบาทของสื่อมวลชนกระแสหลัก”

สำหรับในต่างประเทศนั้นบทบาทของสื่อมวลชนกระแสหลักเริ่มถูกท้าทายของการเกิด “สื่อใหม่” ตั้งแต่เหตุการณ์เลือกตั้งในประเทศอิหร่านเมื่อปี 2009 ในครั้งนั้นสื่อใหม่อย่างทวิตเตอร์ ได้มีหน้าที่สำคัญในเหตุการณ์ประท้วงในประเทศที่เสรีภาพของสื่อกระแสหลักถูกปิด ทำให้โลกได้สามารถติดตามสถานการณ์ ในวงการสื่อสารมวลชนเริ่มถูกตั้งคำถามว่าพวกเขาจะปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างไร?

ประเทศไทยนั้น บทบาทของสื่อมวลชนในฐานะ “ฐานันดรที่ 4″ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้งทางการเมือง จนมาถูกจับตาและท้าทายจากสังคมและประชาชนเมื่อเหตุความรุนแรงทางการเมืองเมื่อปี 2553 เมื่อสื่อมวลชนแสดงอาการศิโรราบต่ออำนาจรัฐอย่าง “เชื่องๆ” หลังจากถูก พ.ร.ก. ฉุกเฉินปิดปาก เลวร้ายไปกว่านั้นอาจนำไปถึงขั้นการมีส่วนในการปลุกระดมความรุนแรงในครานั้นเสียด้วย

ในปี 2011 เกิดอะไรกับวงการสื่อสารมวลชนทั่วโลก? ระดับโลกคงไม่มีข่าวอะไรที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของวงการสื่อได้เท่ากับ กรณีของ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก มีเดียไทคูนของโลก เจอแฉเสียเองกับกรณีที่ เมื่อต้นปี 2011 ตำรวจลอนดอนได้สอบสวนการดักฟังโทรศัพท์ของหนังสือพิมพ์ News of the World อีกครั้ง ครั้งนี้รวมคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกันได้ถึง 20 คดี และผู้เสียหายที่ถูกดักฟังกว่า 7,000 ราย

สื่อกลายเป็นจำเลยทางสังคมทันทีว่าเขาได้ทำการ “ละเมิด” และ “ผิดจรรยาบรรณ” หรือไม่? แน่นอน!นี่เป็นอาการของสื่อกระแสหลักที่ถูกท้าทายจากสื่อใหม่ ในเมื่อสื่อกระแสหลักเริ่มไม่สามารถแข่งขันได้ด้วยเรื่องของความรวดเร็วในการเสนอข่าว ทำให้ต้องแข่งขันด้วยการทำข่าวเชิงลึก และในหลายๆครั้งวิธีการนำมาซึ่งข่าวเพื่อนำเสนอนั้นก็ไม่สนใจว่าจะถูกต้องหรือไม่เสียด้วย

ไมค์รุม และข่าวปิงปอง ธรรมชาติของสื่อไทยที่ไม่ก้าวข้าม - ภาพจาก dpc9.org

ไมค์รุม และข่าวปิงปอง ธรรมชาติของสื่อไทยที่ไม่ก้าวข้าม - ภาพจาก dpc9.org

แต่น่าแปลกใจและย้อนแย้งก็คืออาการ “กระตือรือร้น” ดังกล่าวกลับไม่เกิดขึ้นในสื่อมวลชนไทย ในทางกลับกันสื่อมวลชนกระแสหลักไทยยังทำหน้าที่เป็นผู้ตามที่ดีต่อสื่อใหม่ เสียด้วยซ้ำในการใช้ข้อมูลจากแหล่งข่าวนิวมีเดียในการเสนอ หรือแม้กระทั่งรายการคุยข่าวก็ยังมักจะทำงานโดยมักง่ายที่หยิบเรื่องราว คลิป หรือรูปภาพปัญหาที่ต่างกันก็คือสื่อมวลชนต่างประเทศมุ่งเน้นข่าวเจาะลึกมากเกินไป แต่สื่อมวลชนไทยนั้นกลับเลือกที่จะนำเสนออะไรที่ “สั้นๆง่ายๆและเน้นอารมณ์มากกว่าเนื้อหาข่าว”

สำหรับสื่อไทยเหตุการณ์น้ำท่วมรอบนี้เราได้เห็นอะไร? หากไม่นับสถานีไทยพีบีเอส ,สถานีข่าวสปริงนิวส์ และช่องเนชั่น แชนเนล ที่ทำหน้าที่ได้ค่อนข้างดี สถานีโทรทัศน์ช่องอื่นล้วนมีปัญหาในการทำงานรายงานสถานการณ์น้ำท่วมเป็นอย่างมาก เมื่อคุณเปิดช่อง 3 ที่เพิ่มเวลาข่าวให้กับน้ำท่วมจะพบว่าการรายงานข่าวนั้นมีเนื้อหาเท่าเดิม พื้นที่เท่าเดิม แต่เพิ่มไปด้วยการเร้าอารมณ์กระตุ้นความรู้สึกเสียมากกว่า

ประเทศไทยปัจจุบัน เรามีนักข่าวประเภท “Emotional Journalist” ที่กลายเป็นค่านิยมของสื่อมวลชนรุ่นใหม่ คนข่าวหลายๆคนที่เข้ามาสู่วงการอยากเป็นสื่อในรูปแบบนี้ อยากเป็นที่รู้จักของสังคม อยากมีตัวตนจนในหลายๆครั้งก็ละเลยว่าสิ่งที่สื่อควรทำหน้าที่หลักก็คือการ “สื่อข่าว” ไม่ใช่การให้ความเห็นส่วนตัวจนเกินขอบเขตหรือชี้นำสังคมจนเกินเลย

เมื่อคุณเปิดช่อง ททบ.5 คุณอาจจะต้องแปลกใจว่าประเทศแห่งนี้ปกครองด้วยระบอบทหารหรือเปล่า? ทำไมมีแต่ข่าวทหารออกช่วยเหลือประชาชนและการประชาสัมพันธ์กองทัพ ทั้งๆที่การทำงานนั้นมาจากการสั่งการของรัฐบาล เหมือนจะเป็นการพยายามแยกภาพระหว่างรัฐบาลของพลเรือนและกองทัพออกจากกันเป็นคนละฝ่าย และสะท้อนภาพความไม่เป็นเอกภาพของทหารและรัฐบาล เสมือนทหารเป็นรัฐอิสระที่รัฐบาลและประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้

สถานีกองทัพบกช่อง 7 อาศัยการรายข่าวแบบช่วงสั้นๆและตัดเข้าสู่รายการปรกติจำพวกละครและเกมส์โชว์ ทำเหมือนเหตุการณ์ทุกอย่างเป็นปรกติ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือพื้นที่น้ำท่วมส่วนใหญ่คือฐานของช่อง 7 ในพื้นที่ต่างจังหวัด การประเมินในครั้งนี้ผิดพลาดเป็นอย่างมาก

ส่วนช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ที่มีเทคโนโลยีในการเสนอข่าวระดับสูงกลับยังคงสนุกกับเวทีปั้นดาวประกวดร้องเพลง ยังคงจะคว้าดาวคว้าฝันต่อไปกับประกวดรายการร้องเพลง LG ส่วน NBT นั้นก็เป็นการถ่ายทอดข้อมูลจากฝ่ายรัฐ และราชการเสียเป็นส่วนใหญ่

การทำหน้าที่ตรวจสอบและตั้งประเด็นส่วนใหญ่นั้นกลับเป็นฝ่ายของสื่อใหม่ที่ทำหน้าที่ทดแทน และเปิดพื้นที่ในการแสดงออก ไล่ตั้งแต่เรื่องเบาสมองอย่างกรณีรองเท้าบูธจนถึงสำเนียงนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงเรื่องเข้มข้นอย่างเรื่องการทุจริตถุงยังชีพ สิ่งหนึ่งเป็นเหตุเพราะการที่สื่อใหม่สามารถสื่อสารได้มากกว่าหนึ่งทาง เมื่อมีข้อมูลด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดข้อมูลอีกด้านหนึ่งมาคานกัน แต่สื่อกระแสหลักนั้นไม่สามารถโต้ตอบอย่างฉับไวได้เท่า

อีกทั้งปัญหาพื้นที่ในการนำเสนอข่าวที่จำกัดและต้องจัดสรรกับรายการอื่นๆรวมไปถึงการโฆษณา ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่หันมาใช้พื้นที่ของ social media ทั้งแฟนเพจต่างๆ เช่น น้ำขึ้นให้รีบบอก,ชาวจรัญฯร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม หรือ Thonburi flood center เป็นต้น ในการติดตามข่าวสารในพื้นที่ของตัวเอง รวมไปถึงการนำเสนอข่าวที่มีความยุ่งยากซับซ้อนกับถูกทีม “รู้สู้flood” และ “คลิปของอ.ศศิน มูลนิธิสืบฯ” ทำให้เข้าใจได้ง่ายกว่า หน้าที่ของผู้สื่อข่าวมือสมัครเล่นกลับโดดเด่นกว่าผู้สื่อข่าวมืออาชีพเสียอีก

รวมไปถึงประเด็นร้อนแรงแห่งปี “มาตรา 112″ ในปีนี้มีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และได้เล็งเห็นถึงปัญหาของมาตราดังกล่าวออกมาเคลื่อนไหวในกลุ่มจำกัด และเริ่มขยายวงกว้างขึ้นจากวงเสวนาวิชาการเริ่มแพร่หลายไปถึงชาวบ้านร้านตลาดก็เริ่มพูดถึงความ เหมาะ-ไม่เหมาะสม, ควรแก้ไข-ไม่แก้ไข หรือยกเลิก กฏหมายอาญามาตราดังกล่าว แต่สื่อมวลชนกระแสหลักกลับไม่หยิบเรื่องราวดังกล่าวมานำเสนอเพื่อเปิดพื้นที่ถกเถียง (เห็นเพียงบทบาทของสถานีไทยพีบีเอส ที่หยิบประเด็นดังกล่าวมาแลกเปลี่ยนความเห็นเชิงวิชาการ) ที่สื่อมวลชนไทยวางตัวเงียบจนแสบแก้วหูทั้งกรณี โจ กอร์ดอน และ อากง SMS ที่เป็นที่สนใจของเวทีระดับโลกอย่างสหรัฐอเมริกาและสหประชาชาติ

 

โลกออนไลน์กลายเป็นสิ่งที่ท้าทายสื่อกระแสหลัก - ภาพจาก  gradkin.com

โลกออนไลน์กลายเป็นสิ่งที่ท้าทายสื่อกระแสหลัก - ภาพจาก gradkin.com

 

ถึงเวลาแล้วที่สื่อมวลชนจำเป็นจะต้องปฏิวัติตัวเอง ก้าวให้พ้นกรอบของข่าวแบบ “ปิงปอง” และการ “เล่าข่าว” ที่ยึดพื้นที่สื่อมาตลอดระยะเวลา 5 – 7 ปีที่มุ่งเน้นการนำเสนอข่าว ง่ายและเร้าอารมณ์มากเกินพอดี เปลี่ยนจากผู้สื่อข่าวให้กลายเป็น ดาราหน้าจอหรือคอมเมนเตเตอร์ข่าว และเปลี่ยนข่าวกลายเป็น “รายการบันเทิงในรูปแบบข่าว” และกล้านำเสนอประเด็นที่หรือริเริ่มประเด็นที่มีผลกระทบต่อสังคม มิใช่เพียงทำข่าวตามกระแสที่เกิดขึ้น หรือให้ร้ายไปกว่านั้นสื่อมวลชนแทนที่จะทำหน้าที่นำเสนอความขัดแย้งในมุมที่รอบด้านกลับกลายเป็นสิ่งที่เติมเชื้อไฟให้กับการขัดแย้งหรือทำหน้าที่ปลุกระดมเสียอีก ยกตัวอย่างการพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับหนึ่งที่พาดว่า “ทักษิณบังคับในหลวง”  ในกรณีพ.ร.ก.นิรโทษกรรม จนในที่สุดเกือบกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวเหมือนหนังสือพิมพ์ “ดาวสยาม”ในยุค 6 ตุลาฯ 2519

 

พาดหัวข่าว "ทักษิณบังคับในหลวง" จาก ไทยโพสต์

พาดหัวข่าว "ทักษิณบังคับในหลวง" จาก ไทยโพสต์

 

(ยกตัวอย่างการสื่อสารที่ค่อนข้าง ‘เบาสมอง’ เช่น การที่ชอบไปสัมภาษณ์ผู้นำทางการทหารว่า “ท่านมีแนวคิดที่จะทำรัฐประหารหรือไม่?” ซึ่งคงไม่มีท่านใดที่จะตอบว่าจะทำการรัฐประหารเป็นแน่แท้ หรือ รายการเล่าข่าวบางรายการที่อุทิศหนึ่งเบรกให้กับกิจกรรมขายของของสปอนเซอร์ จนพาลนึกว่านี่เป็นรายการขายสินค้าทางโทรทัศน์ช่วงหลังเที่ยงคืนเสียด้วยซ้ำ!!)

ในสถานะพิเศษอย่าง “ฐานันดรที่ 4″ ที่สื่อพยายามเรียกร้องให้ตัวเองดำรงฐานะที่สูงศักดิ์กว่า การไปไหนมาไหนมีแต่คนเกรงใจและอำนวยความสะดวก ขนาดผู้ใหญ่ระดับรัฐมนตรียังต้องเกรงใจ ไปงานไหนก็มีคนเลี้ยงดูอย่างดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ต้องเทกแคร์เต็มที่ กินฟรีอยู่ฟรี หากไม่เช่นนั้นจะไม่เขียนเชียร์ให้ ก็ทำให้สู่สื่อส่วนหนึ่ง “เหลิง”นึกว่าสถานะที่ดำรงอยู่นั้นอยู่ค้ำฟ้า นั้นคงไม่แตกต่างจากนักการเมืองที่พวกเขาจงเกลียดจงชังว่าใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบ สิ่งที่แตกต่างก็คือนักการเมืองยังมีการตรวจสอบและสาวไส้กันเอง ส่วนสื่อนั้นกลับเงียบสนิทในความเน่าเหม็นของกันและกันเข้าทำนอง “แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน” การมีอำนาจโดยปราศจากความรับผิดชอบและการตรวจสอบของสื่อด้วยกันเองนั้นเลวร้ายเสียกว่าอีก

หากวันหนึ่งประเทศไทยมีประชากรผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตในสัดส่วนที่มากขึ้น และสื่อสมัครเล่นในโลกออนไลน์ได้ยกระดับความสามารถให้เกือบเทียบเท่ากับสื่อกระแสหลักแล้ว เราอาจจะต้องตั้งคำถามความจำเป็นของสื่อมวลชนกระแสหลักที่ยังมีอยู่และสถานะพิเศษของเขาว่ายังควรที่จะได้รับหรือไม่? คิดไปไกลกว่านั้นเรายังต้องเรียนคณะด้านการสื่อสารมวลชนอีกหรือไม่ หากวันหนึ่งใครต่อใครก็เป็นนักข่าวได้? และเมื่อนั้นสื่อจะใช้ข้ออ้างใดในการดำรงสถานะศักดิ์สิทธิ์เช่นเดิมได้อีกเล่า

  • พวกคุณนับวันยิ่งเสื่อม

    ช่ิอง 5 นี่ สุดๆ ส่งไมด์ถามประชาชนที่น้ำท่วมทุกวันกับคำถามเดิมๆ ว่า ทหารมาช่วยแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง คือตั้งใจชงมาก ปญอ สุดๆ นี่แหละให้ทหารคุมสื่อ

  • Edior_indievampire_punker

    สื่อมวลชนในโทรทัศน์ปัจจุบันนี้ ทำตัวเป็น สื่อบันเทิงซะส่วนมาก เเถมเป็นสื่อบันเทิงมีนายอยู่เหนือหัว ส่วนสื่อหนังสือพิมพ์ก็ทำตัวเป็นสื่อเน้นยอดขาย เนื้อหาไม่ต้องลึกมา ลอกตามๆกันมา ขอให้พาดหัวเเละภาพเข้าท่า ดึงดูดตาคนซื้อพอ 

  • Thana 987

    ชอบสิ่งที่คุณคิดจริงๆ

  • พรพรรณบรรเทิงศิลป์

    เหนื่อยพอสมควรกับการเสพย์ข่าวสารและความเป็นไปของโลกกับสื่ิอหลักๆ เพราะฟังเฉยๆไม่ได้ต้องคำนึงก่อน
    ว่าจริงหรืออยู่บนสมมุติฐานของความเป็นไปได้ แต่ก็ดีไปอย่าง จะได้ฝึกการวิเคราะห์ (แต่จริงๆก็อยากเสพย์เฉยๆ
    บ้างอะไรบ้าง)