สศช.จับมือ”ซิป้า-ไอซีที”เข็นแนวทางกระตุ้นศก.ไทยเชิงสร้างสรรค์ หวังพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์-สื่อบันเทิง คาดเงินสะพัด3แสนล้าน เล็งดันเป็นศูนย์กลางสื่อดิจิตอลในเอเชีย
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่โรงแรมอามารี วอเตอร์เกท ประตูน้ำ มีการประชุมของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ร่วมกับหน่วยงานหลักทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดวางแผนและระดมความคิดเห็นในการแสวงหาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศไทยเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า สังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เข้าร่วมประชุมด้วย โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน
ภายหลังการประชุม นายรุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์ ผู้อำนวยการซิป้า เปิดเผย “มติชน” ว่า การประชุมครั้งนี้ สศช.ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนประเทศไทยไปในแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือที่เรียกกันว่า “ครีเอทีฟ อีโคโนมี” เพื่อรองรับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้
นายรุ่งเรือง กล่าวว่า แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์นี้ เป็นแนวทางใหม่ที่จะทำให้ประเทศไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้มีการกำหนดเป้าหมาย เพื่อวางแผนขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และสื่อบันเทิงในระบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หากประเทศไทยทำได้คาดว่าสามารถสร้างมูลค่าได้สูงถึง 3 แสนล้านบาท
“ก่อนหน้านี้ พวกเราทำงานแบบต่างคนต่างทำ ไม่เคยรวมกลุ่มกันทำแบบนี้ การดำเนินการในสมัยก่อนจึงไม่เห็นผล เพราะการทำงานกระจัดกระจาย แต่เมื่อมีการรวมกลุ่มกันและระดมความคิดเห็นกันอย่างนี้ จะทำให้มีศักยภาพสูงขึ้นสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น เพราะมีรายได้เพิ่มขึ้น ยิ่งประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมสูงสามารถแปลงสิ่งเหล่านั้นมาเป็นทุนได้เป็นอย่างดี” นายรุ่งเรืองกล่าว
นายรุ่งเรืองกล่าวว่า สำหรับเนื้อหาที่พูดคุยกันในที่ประชุมมีหลายเรื่องเช่น เรื่องการเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ การทำฐานข้อมูลของสินค้าสิทธิบัตรที่หมดอายุ การขอให้รัฐเป็นผู้นำด้านการตลาดต่างประเทศเชิงรุก เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ประกอบการในการลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านนี้ เป็นต้น
นายรุ่งเรืองกล่าวอีกว่า หลังการประชุมครั้งนี้เสร็จสิ้นจะมีการสรุปผลร่วมกันระหว่าง สศช.และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำเป็นโครงการหลักของประเทศขึ้นมา
“การประชุมนี้ทำให้เราได้แนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านบาท โครงการหนึ่งที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาแล้วก็คือ โครงการดิจิตอลมีเดียเป็นการโปรโมตการพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิตอลมีเดียในเอเชีย โดยจะเริ่มต้นได้ภายในปลายปีนี้” นายรุ่งเรืองกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอุตสาหกรรมในแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือครีเอทีฟ อีโคโนมี ที่อยู่ในเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยนั้นมี 10 กลุ่ม ประกอบด้วย อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ มีมูลค่า 69,000 ล้านบาท อุตสาหกรรมเกม 12,000 ล้านบาท อุตสาหกรรมเพลง 8,000 ล้านบาท อุตสาหกรรมภาพยนตร์ 70,000 ล้านบาท อุตสาหกรรมทีวีบอร์ดคลาสติ้ง 40,000 ล้านบาท อุตสาหกรรมคาราโอเกะ 457 ล้านบาท อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เอ๊าต์ซอสซิ่ง 2,000 ล้านบาท อุตสาหกรรมพรินติ้ง 40,000 ล้านบาท อุตสาหกรรม อี-เลิร์นนิ่ง 4,000 ล้านบาท ที่เหลืออยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมมีเดีย
ที่มา : มติชนออนไลน์
……………..
ความเห็น SIU
การที่รัฐบาลสนใจ Creative Economy ถือเป็นเรื่องดี แต่รัฐบาลควรจะศึกษาถึง “เนื้อแท้” ของ Creative Economy ว่ามีความแตกต่างจาก Innovative Economy และ Cultural Economy อย่างไร
หากพูดถึงการคิดค้นด้านเทคโนโลยี การใช้ตรรกะและวิทยาศาสตร์ชั้นสูง เมืองไทยอาจด้อยกว่าประเทศอื่นอยู่บ้าง แต่หากพูดถึงความคิดสร้างสรรค์นั้น ประเทศไทยมีความโดดเด่นไม่แพ้ชาติใดในโลก
เพียงแต่ว่า การนำความคิดสร้างสรรค์ มาสร้างให้เป็นธุรกิจที่ทำเงิน มายกระดับให้เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยนั้น จะต้องมียุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จได้
ระวัง ! อย่าทำอย่างฉาบฉวย เพราะ Creative Economy เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีรูปธรรมให้จับต้องน้อยกว่าเศรษฐกิจแบบอื่น ดังนั้น หากเริ่มต้นอย่างผิดพลาด จะทำให้เกิดความเชื่ออย่างผิดๆว่า Creative Economy เป็นเรื่องหลอกลวง และสุดท้ายโครงการดีๆแบบนี้ก็จะไม่เกิดขึั้้นอีกเลย เพราะทุกคนเชื่อว่า “เป็นไปไม่ได้”
เราขออวยพรให้ “รัฐบาล” ประสบความสำเร็จ
