โดย เบ๊นซ์ สุดตา
นับจากนี้ไปโลกจะไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะเรากำลังเข้าสู่ยุคที่โฉมหน้าภาคเกษตรโลกเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง เข้าสู่ดุลยภาพใหม่หรือ “New Normal” นั่นเอง
คำว่า New Normal นี้มีที่มาจากการที่นักบริหารเงินและนักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลก 2 ท่านได้แก่ Mohammed El Erian และ Bill Gross ซึ่งเป็น 2 คู่หูผู้บริหารสูงสุดและวางกลยุทธ์การลงทุนของบริษัท Pacific Investment Management หรือ PIMCO ซึ่งเป็นบริษัทบริหารจัดการกลุ่มการลงทุนชั้นนำแห่งหนึ่งของโลก โดย PIMCO เชี่ยวชาญการให้บริการคำแนะนำและบริหารการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ทั้ง 2 คนนี้ใช้ประสบการณ์ในด้านการวิเคราะห์ระบบการเงินและเศรษฐกิจโลกมาอย่างยาวนานร่วม 30-40 ปี มาให้ข้อสรุปถึงอนาคตระบบเศรษฐกิจโลกภายใต้คำศัพท์ที่เรียกว่า “New Normal” นี้ โดยมองว่า ในอนาคตนักลงทุนทั่วโลกจะต้องเผชิญกับสภาพที่ผลตอบแทนการลงทุนโดยเฉลี่ยในระยะยาวจะต่ำลง ขณะที่ความผันผวนในราคาสินทรัพย์ต่างๆจะกลับสูงขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบของวิกฤตการเงินทำให้บรรดาประเทศพัฒนาแล้วติดกับดักหนี้สินมหาศาลจากการพยายามโอบอุ้มระบบการเงินที่ล้มเหลว อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นแล้วอย่างต่อเนื่องอย่างการลดลงของประชากรและการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ ทั้งหมดนี้จะก่อให้เกิดภาวะที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศพัฒนาแล้วต่ำลงจากเดิม ซึ่งย่อมส่งผลอย่างสำคัญต่อพื้นฐานของราคาสินทรัพย์และค่าเงิน ขณะเดียวกันประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจก็จะเผชิญสภาพของ New Normal ที่อัตราการเติบโตในระยะยาวต้อลดลงด้วย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมองในเชิงเปรียบเทียบ การเติบโตและผลตอบแทนของสินทรัพย์ในประเทศกำลังพัฒนาย่อมสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอยู่ดี
ดังนั้นผู้เขียนจึงขอยืมคำว่า New Normal มาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับภาคการเกษตรและระบบอาหารโลกที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดใหม่ในปัจจุบัน โดยโลกของเกษตรและอาหารในยุค “New Normal” นี้จะมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆเข้ามารุมเร้าจนก่อให้เกิดการถีบตัวสูงขึ้นของราคาอาหารและความผันผวนของอุปทานอาหารโลก (และอาจเกิดความผันผวนในด้านอุปสงค์ด้วย) ปัจจัยสำคัญๆอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change), ภัยธรรมชาติ, นโยบายที่คาดเดาได้ยาก, การเติบโตขึ้นของชนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนา และ ปัจจัยจากเงินทุนเคลื่อนย้าย เหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคาและการไหลเวียนของอุปทานอาหารในวงจรเกษตรและอาหารโลกในอนาคต
ทั้งนี้กระบวนการเข้าสู่ New Normal ของระบบเกษตรและอาหารโลกเริ่มมีสัญญาณที่ชัดเจนอย่างมากนับแต่ปี 2006 โดยสัญญาณสำคัญมาจากตลาดข้าวสาลีและข้าวโพด ซึ่งสินค้าเกษตรทั้ง 2 ชนิดถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญหรือแทบจะสำคัญที่สุดก็ว่าได้สำหรับการมองถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงและเป็นปัจจัยชี้นำในระบบเกษตรและอาหารโลก โดยสามารถสรุปเป็นเหตุผล 2 ประการสำหรับสินค้าเกษตรทั้ง 2 ประเภทกล่าวคือ
1. ปัจจัยข้าวสาลี โดยสำหรับข้าวสาลีแล้วถือว่าเป็นธัญพืชสำคัญและเป็นสินค้าเกษตรสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของโลก เป็นธัญพืชหลักทึ่มีความสำคัญต่อวิถีการดำรงชีวิตและเป็นอาหารหลักของคนตะวันตก คนมุสลิม รวมถึงคนจีนด้วย ข้าวสาลีเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำขนมปังและเบียร์ นอกจากนั้นแล้วข้าวสาลียังถือเป็นตัวเริ่มต้นในการลากจูงให้ราคาธัญพืชและเมล็ดพืชอื่นๆเช่น ข้าว ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ ข้าวโพด พุ่งสูงขึ้นไปด้วยในช่วงวิกฤตอาหารโลกปี 2007-2008 จากการที่ข้าวสาลีมีการซื้อขายและเชื่อมโยงกับคนตะวันตก ทำให้ข้าวสาลีถูกชี้นำโดยทุนการเงินตะวันตกได้ง่าย และส่งผลให้เมื่อราคาข้าวสาลีสูงขึ้นจะลากให้ธัญพืชและเมล็ดพืชอื่นๆถีบตัวสูงขึ้นไปด้วยเพราะประเทศอื่นๆโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาจะมองหาทางเลือกอื่นในการบริโภค

The New Normal of Wheat
2. ปัจจัยจากข้าวโพด ทั้งนี้ข้าวโพดถือเป็นสินค้าเกษตรอีกตัวที่สำคัญยิ่งเพราะกว่า 60% ของอาหารสัตว์มีข้าวโพดเป็นส่วนประกอบ ข้าวโพดจึงมีผลต่อราคาปศุสัตว์ สัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์จากนมด้วย นอกจากนั้นแล้ว ข้าวโพดถือเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญในการทำเอธานอลเพื่อผสมเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกแทนที่น้ำมันด้วย ดังนั้นเมื่อราคาข้าวโพดสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาอาหารสัตว์และโครงสร้างต้นทุนการผลิตพลังงานทางเลือกอย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้งข้าวโพดถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของภาคเกษตรสหรัฐฯด้วย (โดยมูลค่าของผลผลิตข้าวโพดในปี 2009 อยู่ที่ 48,600 ล้านดอลลาร์ รองลงมาเป็นถั่วเหลืองที่ 31,800 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ในแง่ของการส่งออก ถั่วเหลืองมาเป็นที่ 1 คือ 16,500 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อันดับ 2 คือ ข้าวโพดมูลค่า 8,800 ล้านดอลลาร์ ในปี 2009 อย่างไรก็ตามมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร 3 อันดับแรกของสหรัฐฯจะเป็นข้าวโพด ถั่วเหลืองและข้าวสาลีที่สีแล้วหรือ Milled Wheat เสมอ และจะสลับกันในแต่ละปี แล้วแต่สภาพของผลิตและความต้องการในตลาดโลก) ดังนั้นข้าวโพดจึงมีเรื่องของการเมืองของมหาอำนาจมาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน

The New Normal of Corn
แนวโน้มที่สำคัญอีกอย่างในยุคของ “New Normal” ในภาคเกษตรและอาหารโลกก็คือ ปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นของสินค้าเกษตรในตลาดล่วงหน้า ซึ่งหากดูจากข้าวสาลีและข้าวโพดจะเห็นแนวโน้มนี้ชัดเจนมาก โดยหากดูในช่วง 10 กว่าปีก่อนเข้าสู่ยุค “New Normal” ในปี 2006 ตลาดข้าวสาลีล่วงหน้าที่ชิคาโก้แทบไม่ได้รับการเหลียวแลจากนักลงทุนเลย ซึ่งผิดกับตลาดโภคภัณฑ์อื่นๆอย่างพลังงานและโลหะ ทั้งๆที่ปริมาณการผลิตข้าวสาลีในแต่ละปีก็มากกว่า 500-600 ล้านตัน มนุษย์นั้นต้องการข้าวสาลีและสินค้าเกษตรอื่นๆเพื่อป้อนการเติบโตของระบบเศรษฐกิจโลกเช่นเดียวกับที่ภาคการผลิตและบริการโลกต้องการพลังงานและวัสดุพื้นฐานมาหล่อเลี้ยงการเติบโต ในบางวันนั้นการซื้อขายข้าวสาลีในตลาด futures แทบจะนับสัญญากันได้เลยในแต่ละวัน ขณะที่ข้าวโพดยังมีความคึกคักกว่าไม่ว่าจะมองจากปริมาณการซื้อขายรายวันหรือรายเดือน แต่อย่างไรก็ตามตัวข้าวโพดเองซึ่งมีสภาพคล่องดีกว่าก็มีปัจจัยพื้นฐานในแง่ของปริมาณการซื้อขายไม่เปลี่ยนแปลงเลยในรอบ 20 กว่าปีในยุคของ “Old Normal”

The New Normal for Daily Trading Volume for Corn

The New Normal for Daily Trading Volume for Wheat
แต่หลังจากที่ระบบเกษตรและอาหารโลกเข้าสู่ยุค “New Normal” อย่างเป็นทางการและชัดเจนมากนับแต่ปี 2006 ปริมาณการซื้อขายก็เปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างชัดเจนและพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามการพุ่งขึ้นของราคาสินทรัพย์ทั่วโลก เศรษฐกิจจีน และราคาพลังงานที่สูงขึ้น การอ่อนลงอย่างมากมายของเงินดอลลาร์ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าได้รับเม็ดเงินเข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วย และดูเหมือนว่าเรื่องของ “New Normal” จะเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นจริงและจะดำรงตนอยู่ในระยะยาว เนื่องจากว่าแม้ราคาสินค้าเกษตรจะร่วงลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตการเงิน แต่ปริมาณการซื้อขายกลับไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย สะท้อนถึงการคาดการณ์ในอนาคตถึงพื้นฐานของราคาและสภาพความเป็นจริงที่ย้อนกลับไม่ได้ของอุปทานที่นับวันจะมีแต่ความไม่แน่นอนและอุปสงค์ก็มีแต่จะพุ่งขึ้นด้วย

The New Normal for Monthly Trading Volume for Corn

The New Normal for Monthly Trading Volume for Wheat
นอกจากการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าแล้ว ในยุคของ “New Normal” จะเห็นการไหลทะลักอย่างชัดเจนของเงินทุนมหาศาลจากทุนการเงินทั้งโลกมายังภาคเกษตร ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่า ปัจจุบันภาคเกษตรคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของการจัดสรรกลุ่มการลงทุนของบรรดานักลงทุนสถาบันทั่วโลก นอกจากนั้นกลุ่มนักลงทุนที่เป็นทุนการเงินภาครัฐอย่าง Sovereign Wealth Funds (SWFs) หรือบริษัทรัฐวิสาหกิจหรือแม้แต่บริษัทเอกชนที่มีรัฐบาลให้การสนับสนุนทางการเงินก็จะมีการโยกเงินเข้ามาซื้อที่ดินเพาะปลูกมากขึ้น ทั้งเพื่อหวังผลตอบแทนหรือเหตุผลในด้านนโยบาย ขณะเดียวกันบรรดา SWFs ก็มีการลงทุนและสนใจที่จะโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ในรูปของโภคภัณฑ์มากอยู่แล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่ดินเพาะปลูกในสหรัฐฯก็มีมูลค่ามากถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์แล้วในปัจจุบัน ในขณะที่มูลค่าของที่ดินเพาะปลูกทั้งโลกอยู่ในระดับ 5-6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันหลายๆพื้นที่ที่มีศักยภาพก็ต้องการเงินลงทุนเพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานและการชลประทานเพื่อให้สามารถทำการผลิตในระดับที่สูงขึ้นได้ จึงย่อมก่อให้เกิดความสนใจและพบปะกันของนักลงทุนที่มีเงินและประเทศที่ต้องการเงินทุนเพื่อพัฒนาด้านการเกษตรอย่างไม่ต้องสงสัย
และหากมีการเทเงินไล่ราคาในตลาดล่วงหน้าและการกว้านซื้อที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ทั่วโลก ย่อมมีความป็นไปได้ที่ระบบการเงินโลกจะเผชิญกับการก่อตัวครั้งใหม่ของฟองสบู่ในตลาดสินค้าเกษตรโลก และด้วยปริมาณผลผลิตและฐานอุปสงค์ที่ใหญ่โตมหาศาลบวกกับปริมาณที่ดินเพาะปลูกที่มีจำกัดและหลายๆพื้นที่ยังมีโอกาสในการพัฒนาและมีหลายพื้นที่ซึ่งมูลค่ายังต่ำกว่าความเป็นจริง ย่อมทำให้ความเสียหายในระบบการเงินโลกที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการเงิน 2007-2009 รวมถึงวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปถูกชดเชยกลับมาได้ และอาจนำมาซึ่งการสะสมทุนรอบใหม่ในระบบการเงินโลกได้หากราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับที่สูง ทั้งนี้จะมีปัจจัยต่างๆเข้ามามีส่วนในการกำหนดราคาสินทรัพย์ในภาคเกษตรไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงของภัยธรรมชาติในอนาคต นโยบายอาหารโลก และปัจจัยจากระบบการเงิน ทั้งหมดนี้จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดราคาสินทรัพย์ในภาคเกษตรโลก
โดยสรุปแล้วมันเป็นสิ่งที่แน่นอนว่า เราได้เข้าสู่ยุคใหม่ของระบบเกษตรและอาหารโลกแล้วอย่างน้อยก็ในแง่ของราคาและพัฒนาการในฝั่งอุปทาน ความท้าทายในยุคของ “New Normal” ก็คือ โจทย์ใหม่ในทางนโยบายที่ต้องมุ่งไปสู่การจำกัดผลกระทบของความไม่แน่นอนของอุปทานและราคาของอาหารและการควบคุมกำกับดูแลตลาดอาหารและตลาดการลงทุนในสินทรัพย์ภาคเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
หมายเหตุ : ที่มาของกราฟจาก Thomson Reuters
