Practical Report The Reader : แบบทดสอบทางศีลธรรม และทางเลือกของการยอมจำนน

The Reader (1995) หรือในชื่อภาษาเยอรมัน Der Vorleser เป็นนวนิยายของเบอร์นาร์ด ชลิงค์ ตั้งคำถามถึงความหมายในประเด็นทางศีลธรรม และรบกวนจิตใจมากเหลือเกิน

ชลิงค์ทำให้ประเด็นทางศีลธรรมในเรื่องส่วนบุคคลอย่าง ความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวระหว่าง ไมเคิล แบร์ก วัย 15 ปี และ ฟราว ฮันนา ชมิทช์ วัย 36 ปี เป็นเรื่องเล็กไปเลย (สำหรับสังคมสมัยใหม่ การมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้เยาว์ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะถือเป็นความผิดทางกฎหมายอาญา สำหรับในประเทศไทย มีกรณีใกล้เคียงกันอย่างเรื่องครูสาวที่ถูกข่มขู่จากนักเรียนของเธอว่าจะเปิดเผยความลับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เพื่อให้ครูมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วยกันอีก แต่เธอปฏิเสธ เรื่องจึงถึงผู้ปกครอง และศาลในที่สุด) เมื่อเทียบกับเรื่องราวในลำดับถัดมา ไมเคิลในช่วงวัยรุ่นขณะเขากำลังเรียนด้านกฎหมาย และเผอิญว่าเขาได้เข้าร่วมการสัมมนาในคดีค่ายกักกันของนาซีในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ได้พบฮันนาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอตกเป็นจำเลยในฐานะผู้คุมของนาซี ที่มีหน้าที่ (หรืออย่างน้อยก็รับรู้) ในการคัดเลือกนักโทษส่วนหนึ่งไป สับเปลี่ยนที่ค่ายเอาท์ซวิตช์ ซึ่งแท้จริงแล้วคือการส่งนักโทษยิวไปประหารในห้องรมแก๊ซพิษนั่นเอง




ในช่วงต้นของความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ เรารับรู้เรื่องราวโดยผ่านการมองโลกของเด็กหนุ่มผู้นี้ ในขณะที่เรารู้ว่าไมเคิลเป็นนักเรียน มีครอบครัวที่ถือว่าเป็นคนชั้นกลาง มีบิดาที่เข้มงวด มีพี่ชายที่ไม่ค่อยกินเส้นกันนัก กำลังป่วยเป็นโรคตับอักเสบ เราแทบไม่รู้ความเป็นมาของฮันนา เรารู้แต่ว่าเธอทำงานเป็นคนเก็บตั๋วรถราง อยู่ในอพาร์ทเม้นท์เล็กๆเก๋าๆซอมซ่อ การพบกันโดยบังเอิญของคนทั้งสอง นำไปสู่ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง

ในเบื้องต้น, ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราไม่อาจเรียกความสัมพันธ์ของคนทั้งสองว่าเป็น “ความรัก” ได้เลย และเนื่องด้วยความอ่อนต่อโลกกว่า ไมเคิลจึงดูเหมือนมีความจริงจังกับความสัมพันธ์นี้มากกว่าฮันนา ซึ่งเธอก็รู้ดี ดังนั้นฮันนาบังคับให้ไมเคิลอ่านวรรณกรรมอย่างเช่น โอดิสซี (The Odyssey), เอมิเลีย กาล็อตตี้ (Emilia Galotti), แผนร้ายกับความรัก (Intrigues and Love) และ บันทึกของคนไม่เอาไหน (Memories of a Good-for-Nothing) เป็นต้น ให้เธอฟังก่อนจะมีการร่วมหลับนอนกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฮันนา ไม่เพียงช่วงชิงเวลาที่เขาควรจะมีเป็นปกติกับเพื่อนในวัยเดียวกันไป แต่ความสัมพันธ์ในลักษณะการถูกบังคับและถูกควบคุม โดยการปิดบังเขาจากอดีตของเธอ ทั้งการถูกจัดให้เขาอยู่ในโลก “เฉพาะส่วน” ของเธอ ไม่รวมถึงประเด็นเรื่องหมิ่นเหม่จริยธรรมเช่นนี้ ทำให้ไมเคิลรู้สึกอัดอัดและไม่รู้จะจัดวางความสัมพันธ์ของเขากับเธออย่างไร ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงเป็นไปอย่างคลุมเครือ ไมเคิลสะท้อนความปรารถนาที่ยิ่งไปกว่าความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวไว้ในบทกวีของเขา

เมื่อเราเปิดเผยตัวเรา
คุณเผยต่อฉัน ฉันเผยต่อคุณ
เมื่อเราต่างหลอมรวมเข้าด้วยกัน
คุณเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฉัน
และฉันกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณ
เมื่อนั้นเองที่ฉันเริ่มรู้จักฉัน
และคุณเริ่มรู้จักตนเอง

ไมเคิลเพรียกหาความฝันที่ไม่เคยเป็นจริง โลกความจริงก็โหดร้ายเช่นนี้เอง

แล้ววันหนึ่งเธอก็หายไปจากชีวิตของเขา ไมเคิลโทษว่าเป็นความผิดของตนเองที่ทำให้เธอต้องหนีไป เขาใจสลาย กระทั่งหัวใจตายด้านด้วยความชาชิน แม้จะมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวคนอื่นแต่ก็ไม่เคย และไม่อาจทดแทนความรู้สึกของเขาที่มีต่อฮันนาได้เลย

เมื่อไมเคิลพบฮันนาใหม่อีกครั้งในศาล เขาต้องพยายามทำความเข้าใจความคิดตนเองอย่างหนัก ระหว่างความรู้สึกที่เขาเคยมีให้ต่อเธอ และความจริงทีว่าเธอเป็นอาชญากรสงคราม เป็นเจ้าหน้าที่ในกองทัพนาซี และเป็นผู้มีส่วนในการส่งนักโทษไปประหารที่เอาท์ซวิตช์

ผู้พิพากษาตั้งคำถามเธอถึงการปฏิบัติตามคำสั่งของนาซี กับการระลึกถึงประเด็นทางด้านมนุษยธรรม เธอตั้งคำถามผู้พิพากษากลับว่า หากเขาเป็นเธอในสถานการณ์เดียวกันนี้ควรจะทำเช่นไร

เป็นคำถามอันแสนซื่อ แต่ก็ยากจะตอบ เพราะเรากำลังพูดถึง คำตัดสินของศาลสถิตยุติธรรมในสังคมยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กับการปฏิบัติตามคำสั่งของกองทัพที่เกิดจากกระแสสังคมในยุคนาซี

อันที่จริงแล้วนี่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ คือความขัดแย้งระหว่างชนสองรุ่น คือคนรุ่นที่เคยผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง และเด็กรุ่นที่เกิดขึ้นหลังสงคราม ซึ่งไม่เคยรับรู้เรื่องราวในสมัยนั้นผ่านประสบการณ์ตนเอง แต่ในเยอรมันมีกระบวนการที่จะเรียนรู้และเข้าใจอดีตอันเลวร้ายที่เรียกว่า Vergangenheitsbewältigung เพื่อเรียนรู้และก้าวข้ามไปเสียให้พ้น แต่ในเอเชียดูเหมือนเราจะไม่มีกระบวนการเช่นนี้ เราเลือกจะลืมและไม่พูดหรือไม่ขุดค้นอดีตขึ้นมา กรณีอย่างการสังหารหมู่ที่นานกิงจึงไม่ถูกถกเถียงเป็นประเด็นสาธารณะในญี่ปุ่น และกรณีล้อมปราบ 6 ตุลาคม 2519 จึงไม่เคยถูกยกขึ้นสู่การไต่สวนสาธารณะเลย

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เราจะเห็นเหตุการณ์เก่าๆ เกิดซ้ำและวนไปมาอยู่ในเมืองไทย

ระหว่างการยอมเปิดเผยความลับส่วนตัว กับการถูกพิพาษาว่ากระทำผิดในข้อหาอาชญากรสงครามซึ่งต้องได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต ฮันนาเลือกประการหลัง นั่นทำให้ไมเคิลได้ค้นพบความจริง ซึ่งเป็นความลับของเธอตลอดมา ทั้งยังเปิดให้เขาทำความเข้าใจเรื่องราวที่เป็นมาทั้งหมดตลอดจนสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของฮันนาจากชีวิตของเขาด้วย

หลังจากมีชีวิตการแต่งงานที่ล้มเหลว ไมเคิลตัดสินใจติดต่อกับฮันนาในเรือนจำอีกครั้ง ด้วยการส่งเทปบันทึกเสียงอ่านหนังสือไปให้กับเธอ

เทปนั้นดึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสองหวนกลับมาสู่วันคืนเก่าๆ อีกครั้ง แต่ในบริบทความสัมพันธ์ที่แตกต่างออกไป

เธอส่งจดหมายมาถึงเขา แต่เขาไม่เคยตอบเธอกลับไป

ภายหลังจากการได้รับเทปบันทึกเสียงอ่านหนังสือของไมเคิลเป็นปีๆ ฮันนาได้เรียนรู้ว่าไมเคิลไม่ได้คิดกับเธอเหมือนที่เมื่อครั้งเขายังเป็น “เจ้าหนู” ของเธออีกต่อไปแล้ว ในขณะที่เธอควบคุมเขาได้น้อยลง และเขาควบคุมเธอมากขึ้น เรื่องนี้จึงเป็นโศกนาฏกรรม



The Reader ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน เคท วินสเล็ต ถูกเลือกให้มาแสดงเป็นฮันนา แทนนิโคล คิตแมน ที่กำลังตั้งครรภ์ และวินสเล็ตก็เล่นได้ดีจนทำให้เธอสามารถคว้ารางวัลออสการ์แสดงนำยอดเยี่ยม จากที่ก่อนหน้านี้เธอพลาดรางวัลนี้ไปครั้งแล้วครั้งเล่า

ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา The Reader ในแบบฉบับหนัง จึงจงใจละเลยคำอธิบายประเด็นละเอียดอ่อนปลีกย่อยหลายประเด็นไป แต่หนังแทบไม่ต่างกับต้นฉบับที่เป็นหนังสือเลย แทนที่การละเลยรายละเอียดนั้นจะเป็นจุดด้อย กลับทำให้ผู้ชมที่ยังไม่เคยอ่านหนังสือ รู้สึกสนใจติดตามอ่านนิยายต้นฉบับเพื่อหาคำตอบกับปมบางอย่างในหนัง ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องการตีความเหตุผลของพฤติกรรมตัวละครแต่ละตัว

ฉากการสนทนากันระหว่างฮันนาและไมเคิลวัยหนุ่มใหญ่ ในโรงอาหาร ทำได้กระชับ ทดแทนความรู้สึกที่ตกเป็นฝ่าย “ถูกควบคุม” บ้างของฮันนา ที่ถูกบรรยายหลายบทในช่วงท้ายของนิยายได้ดี

ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือนิยาย The Reader ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการเบี่ยงประเด็น ความเห็นใจเจ้าหน้าที่นาซีเยอรมัน ที่มีส่วนร่วมในการสังหารหมู่ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่นี่ก็น้อยครั้ง และเป็นเรื่องไม่ปกติในเยอรมันนัก ที่ประเด็นใหญ่อย่างเรื่องการสังหารหมู่นักโทษชาวยิว จะถูกนำเสนอผ่านเรื่องส่วนตัว อย่าง “ความรัก” ของชายหนุ่ม หญิงสาว ที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมเช่นนี้

แต่นี่ก็ทำให้ The Reader ประสบความสำเร็จในทั้งสองรูปแบบ ไม่เพียงแต่หนังจะได้รับรางวัลอะคาเดมีผู้แสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม ยังมีรายได้รวมทั้งในทุกประเทศอีก 117 ล้านเหรียญสหรัฐ (3,978 ล้านบาท) ตัวหนังสือเองยังขายได้ 500,000 เล่มเฉพาะในเยอรมัน เมื่อได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษก็มียอดจำหน่าย 750,000 เล่ม