Practical Report รัฐบาลจะขึ้น VAT 10% ใครได้ – ใครเสีย? และปัญหาเชิงโครงสร้างภาษีในประเทศไทย

หลังจากที่รัฐบาลมีแผนการจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Added Tax (VAT) จากเดิม 7% เป็น 10% ภายในระยะเวลาวันที่ 1 ตุลาคม 2557 ทำให้เกิดกระแสในการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในวงกว้างเรามาร่วมวิเคราะห์ว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบอะไร? และใครได้ – ใครเสีย? จากมาตรการดังกล่าวกัน

อะไรคือ VAT? และสถานการณ์ VAT ในประเทศไทย

จากนิยามของวิกิพีเดีย ให้คำจำกัดความ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” หรือ VAT ว่า

ภาษีทางอ้อมประเภทหนึ่งที่เรียกเก็บจากบุคคลที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการ โดยจัดเก็บเฉพาะจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการผลิต การจำหน่ายหรือการให้บริการ

ทำให้เราเข้าใจว่าภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นภาษีชนิดที่เรียกว่า “ภาษีฐานกว้าง” คือมีผลกระทบโดยกว้าง จัดเก็บทุกคนอย่างเท่าเทียมกันหากใครเป็นผู้ซื้อ ผู้ใช้บริการ ย่อมต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำธุรกรรมนั้นๆ ใครใช้เยอะจ่ายเยอะ อัตราค่าเฉลี่ยของภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยอยู่ในระดับ 7% มาอย่างยาวนาน ประเทศไทยเริ่มมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งแรกในปี 2535 เพื่อนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาบริหารโครงสร้างทางเศรษฐกิจต่างๆของประเทศ โดยกระทรวงการคลังได้นำภาษีชนิดดังกล่าวเข้ามาแทน “ภาษีการค้า”เพราะเชื่อว่าภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นมีประสิทธิภาพในการจัดเก็บมากกว่า

กระทรวงการคลังกับนโยบาย VAT 10 %

กระทรวงการคลังกับนโยบาย VAT 10%

ประเทศไทยนั้นเคยมีการจัดเก็บ VAT ในอัตรา 10% มาแล้ว เมื่อครั้งเราประสบวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี 2540 เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เข้ามามีการออกมาตรการให้ประเทศไทยในขณะนั้นรัดเข็มขัดและปฏิบัติวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด การขึ้น VATก็เป็นหนึ่งในมาตรการที่ถูกนำมาใช้ในช่วงเวลาดังกล่าว

หากมองนัยยะหนึ่ง VAT นั้นเป็นอาวุธทางการเงินที่รัฐบาลมักจะนำมาใช้เมื่อประเทศกำลังประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ โดยปรกติการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มรัฐจะนำมาใช้เพื่อเก็บสำรองเงินคงคลังที่สึกหรอไปจากการดำเนินนโยบายต่างๆของภาครัฐ และหากเป็นกรณีที่เงินคงคลังขาด แต่ภาวะเศรษฐกิจดี คนใช้จ่ายเงินเยอะ จนเงินอาจจะเฟ้อ รัฐก็อาจจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เพื่อรักษาสมดุลให้เงินไม่เฟ้อจนเกินไป เพราะเมื่อสินค้ามีราคาแพงขึ้นคนมีโอกาสที่จะตัดสินใจบริโภคในส่วนที่ไม่จำเป็นน้อยลง

เก็บ VAT 10% เป็นจริงได้ไหม? มองโลก – มองไทย กับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม

ไอเดียเรื่องการขึ้น VAT เป็น 10% นั้นมีมาอย่างต่อเนื่อง ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กรณ์ จาติกวนิช เคยให้สัมภาษณ์เมื่อธันวาคม 2551 (ดูรายละเอียดที่นี่) ว่าภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นควรจะจัดเก็บในอัตรา 10% และในขณะนั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์พยายามจะปรับโครงสร้างภาษีหลายๆชนิด ทั้งภาษีที่ดิน และภาษีมรดก แต่แล้วที่สุดภาษีสองชนิดหลังก็ล้มคว่ำไม่เป็นท่า เนื่องจากส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีฐานะ นายทุน นักธุรกิจ และนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่มีส่วนในการกำหนดนโยบาย เรียกได้ว่า “ภาษีคนรวย”อย่างภาษีมรดกและภาษีที่ดินนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากในประเทศไทย ทั้งที่ควรจะมีการจัดเก็บและปรับโครงสร้างทางภาษีอย่างจริงจัง และเมื่อพรรคเพื่อไทยขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐบาลก็ไม่ได้มีการแตะต้องกลุ่มภาษีดังกล่าว

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจึงกลับมาใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเพิ่มในการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลแทน เนื่องจากรัฐบาลมีแผนการในการวางโครงสร้างใหม่ของประเทศในหลายภาคส่วนรวมไปถึงการฟื้นฟูประเทศจากผลกระทบวิกฤตอุทกภัยปี 2554  เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นจัดเก็บกับคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกันและเก็บได้จำนวนมาก

ลองมาสำรวจกันว่าในประเทศต่างๆเขาเก็บ VAT ในอัตราเท่าไหร่กัน ประเทศที่ครองแชมป์การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มคือประเทศในแถบ สแกนดิเนเวีย เช่น นอร์เวย์ สวีเดนและเดนมาร์ก เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT 25% หากคิดภาพตามก็คือ เราซื้อสินค้า 100 บาทในราคา 125 บาทนั่นเอง  กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วหรือ จี20 ก็เก็บ VAT ในอัตราที่สูง เยอรมนี 19%, ฝรั่งเศส19.5% และสหราชอาณาจักร 20%  ส่วนในกลุ่มประเทศแถบอาเซียนนั้น ถือว่าเก็บ VAT ในอัตราที่ต่ำ สิงคโปร์และมาเลเซีย เก็บ VATที่ 5%

หากมองดูประเทศที่เก็บ VAT ในอัตรา 10% ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ถือว่าเป็นอัตราที่เหมาะสม ออสเตรเลียและเกาหลีใต้นั้นมีรายได้ประชากรต่อหัวหรือ GDP ในอัตราที่สูง

VAT นั้นสำคัญไฉน? มองผ่านวงจรของภาษีและนโยบาย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าไทยกำลังมีสิทธิ์เผชิญหน้ากับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจระลอกใหม่ อันเนื่องมาจากปัญหาวิกฤตยูโรโซนที่จะมาถึงไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ปัญหาผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งที่ผ่านมา และความท้าทายในการเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ประชาอาเซียน ดังนั้น VAT จะเข้ามาชดเชยในส่วนเหล่านี้ได้ทั้งในส่วนชดเชยการเก็บภาษีที่ต่ำกว่าเป้าของรัฐเนื่องจากผลกระทบจากภาคส่งออกที่ไม่สามารถส่งออกได้ตามเป้าจากปัญหาน้ำท่วมและกำลังสั่งซื้อที่ลดน้อยลงจากปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก รวมไปถึงการวางโครงสร้างต่างๆที่ใช้งบประมาณสูง เช่น การวางถนนโครงข่ายอาเซียน รถไฟความเร็วสูง หรือการจัดทำนโยบายต่างๆ

หากเราต้องการสวัสดิการที่ดีแต่ไม่เก็บภาษีสูงๆได้หรือไม่? คำตอบคือได้แต่เราจะได้ “ของฟรีที่ไม่แฟร์” ยกตัวอย่างนโยบายการเรียนฟรี หากเทียบกับประเทศในแถบสแกนดิเนเวียที่มีการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพแท้จริง ส่วนหนึ่งก็เพราะเขามีภาษีที่มาอุดหนุนในส่วนดังกล่าวหลายๆตัวและ VAT ก็เป็นหนึ่งในนั้น มองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย เมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะมีการเรียนฟรี พอพูดถึงคำว่า “ฟรี”นั้นมันไม่มีในโลก ต้องแปลว่ามีใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้อุดหนุนส่วนดังกล่าว และแน่นอนก็คือรัฐบาลนั่นเอง แล้วรัฐบาลใช้เงินที่ไหนมาอุดหนุนล่ะ?  ก็มาจากภาษีที่จัดเก็บได้จากประชาชน ซึ่งอยู่ที่ว่าจะจัดสรรอย่างไร สำหรับเรื่องการเรียนฟรีในประเทศไทยรัฐใช้วิธีการคำนวนค่าหัวและอุดหนุนให้กับโรงเรียน คำถามคือเราสามารถคำนวนโรงเรียนต่างๆด้วยเรตค่าใช้จ่ายเดียวกันหรือไม่?

วิธีการอธิบาย VAT อย่างน่ารักๆและเข้าใจง่าย - ภาพจาก BBC

วิธีการอธิบาย VAT อย่างน่ารักๆและเข้าใจง่าย – ภาพจาก BBC

ไม่!อย่างแน่นอน ดังนั้นจงอย่าแปลกใจหากการเรียนฟรีที่รัฐประกาศนั้นจึงทำออกมาได้ไม่เต็มคุณภาพ มีการรียกเก็บ”เงินพิเศษ”เพิ่มจากผู้ปกครอง หนำซ้ำยังต้องใช้เงินภาษีอุดหนุนจำนวนมากโดยไปดึงจากงบประมาณอื่นๆมาชดเชยเพื่อแลกกับคะแนนเสียงและนโยบายที่หาเสียงไว้ และหลายๆโครงการที่รัฐดึงงบประมาณก็จะประสบปัญหาลูกโซ่ และเมื่อไม่เพียงพอรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องกู้เงินทั้งในและต่างประเทศเข้ามาดำเนินนโยบายต่างๆ และเมื่อรัฐกู้เงินเพิ่มก็แปลว่าประชาชนเป็น “หนี้สาธารณะ” ต่อหัวเพิ่มมากขึ้นด้วย

คำแนะนำเกี่ยวกับการขึ้น VAT และกรณีตัวอย่างจากต่างประเทศ

SIU เห็นด้วยกับคำพูดของคุณกรณ์ จาติกวนิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่บอกว่าประเทศไทยนั้นยังมีประสิทธิภาพในการเก็บภาษีได้มากกว่าในปัจจุบัน เพียงแต่รัฐบาลอาจจะต้องมีแผนการในการจัดเก็บภาษีที่ชัดเจน และโปร่งใส เพราะในหลายๆครั้งที่รัฐบาลมีแผนจะจัดเก็บภาษีแต่เมื่อถึงการเลือกตั้งพรรคการเมืองต่างๆย่อมไม่ชูประเด็นดังกล่าวเพราะเป็นภาษีฐานกว้างและกระทบกับคะแนนเสียง ไม่เช่นนั้นก็เหมือนการ “ทุบหม้อข้าวตัวเอง”

ในประเทศญี่ปุ่นเพิ่งเกิดกรณีทางการเมืองที่สั่นคลอนจากการขึ้น VAT เมื่อนายกรัฐมนตรี โยชิฮิโกะ โนดะ ประกาศขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 5% เป็น 10% ในอีก 3 ปีทำให้เกิดความไม่พอใจในสภาเป็นอย่างมาก โดนแรงกดดันทั้งจากภายนอกและในพรรคตัวเอง เมื่อส.ส.และส.ว.ในพรรครวมกว่า 50 คนประกาศลาออกจากพรรค เดโมเครติก ปาร์ตี้ ออฟ เจแปน (ดีพีเจ) เนื่องจากกลัวที่จะมีส่วนร่วมในการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มและจะส่งผลกระทบต่อสถานะตัวเองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

โนดะ ทำการ “กามิกาเซ่ทางเศรษฐกิจ” ที่จะฝ่าลมมรสุมเศรษฐกิจด้วยความกล้าหาญ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โนดะยืนกรานว่าญี่ปุ่นจำเป็นต้องเร่งสะสางและเสริมฐานะการคลังเนื่องจากมีปัญหาหนี้สาธารณะในอัตราที่สูงมากถึง 957 ล้านล้านเยน (ประมาณ 361 ล้านล้านบาท) คิดเป็น ร้อยละ 204.2 ของจีดีพีแต่ยังโชคดีที่เป็นหนี้ภายในประเทศ (ของไทยยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31พ.ค. 2554มีจำนวน 4.27 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็น 41.08% ของจีดีพี) หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นนั้นเป็นผลมาจากการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งสะสมมาตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งเป็นปีที่ฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นแตก ตลอดจนหาวิธีระดมเงินทุน เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมที่กำลังพุ่งกระฉูด จากการที่ประเทศกำลังมีกลุ่มประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย”เต็มตัว

โยชิฮิโกะ โนดะ นายกฯญี่ปุ่น สังเวยภาษี VAT - ภาพจากวิกิพีเดีย

โยชิฮิโกะ โนดะ นายกฯญี่ปุ่น สังเวยภาษี VAT – ภาพจากวิกิพีเดีย

ไทยก็มีสิทธิเจอปัญหาสังคมผู้สูงวัยและหนี้สาธารณะแบบญี่ปุ่นเช่นกัน ต้องมีแผนในการรับมือที่ดีพอ หากศึกษาจากบทเรียนของญี่ปุ่นสิ่งที่รัฐบาลไทยจะทำก็คือ

  1. มีโรดแม็ปในการจัดเก็บภาษี VAT ที่ชัดเจน เช่น หากจะเป็นการปรับขึ้นแบบทยอยปรับ เช่น ปรับขึี้น0.5% ในปีหน้า และปรับอีก 2% ใน3ปีถัดไป เป็นต้น
  2. รัฐบาลจะต้องมีกลไกในการกำกับดูแลการจัดเก็บภาษีที่ยุติธรรม เช่น จะทำอย่างไรให้สมดุลการจัดเก็บภาษีในส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นแฟร์ๆ ไม่ใช่เป็นการที่ผู้ผลิตผลักภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นให้ผู้บริโภคทั้งหมด หรือในกรณีเลวร้ายกว่านั้นฉวยโอกาสในการขึ้นราคาเพื่อเพิ่มกำไรไปในตัว และกันภาคเอกชนในการหลบเลี่ยงภาษีอย่างเอาจริงเอาจัง
  3. ในประเทศอังกฤษหรือหลายประเทศในแถบอเมริกาใต้ มีการเปิดเผยข้อมูลว่ารัฐจะนำภาษีไปใช้ในโครงการใดๆบ้าง ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทั้งในอินเทอร์เน็ตและการขอเอกสาร เพื่อที่ให้ประชาชนรับทราบเพื่อความโปร่งใสว่าภาษีที่พวกเขาเสียไปจะไม่สูญเปล่าและจะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
  4. รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนการเก็บภาษีชนิดอื่นๆไปด้วย เช่น ภาษีมรดก หรือภาษีที่ดิน ที่เก็บกับคนที่มีรายได้ส่วนเกินจำนวนมากเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ ป้องกันข้อหาการกล่าวหาว่าเลือกเก็บภาษีฐานกว้างแทนที่จะจัดการกับภาษีคนรวยและอาจจะช่วยลดอัตราการเก็บ VATได้

ต้องมาดูว่าพอถึงปี 2557 รัฐบาลที่ดำรงสถานะในขณะนั้นกล้าที่จะยืนยันการเก็บภาษี VAT ในอัตรา 10% หรือไม่เพราะอาจกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาล การขึ้นภาษี VAT จำเป็นต้องใช้ความกล้าเป็นอย่างมากของรัฐบาล และพยายามทำความเข้าใจกับประชาชนถึงเหตุจำเป็นที่ต้องการเก็บภาษี  เพราะของฟรีๆไม่มีในโลก!!

  • NUI

    สนับสนุนเก็บภาษีที่ดินและภาษีมรดก

  • Bookbk

    ไม่สนับสนุนภาษีมรดกและที่ดินครับ เนื่องจากบ้านผมมีฐานะ
    การทำแบบนี้คนรวยเดือดร้อนนน 5555

  • Gondolaz

    ไม่พูดอะไรมาก…. ถ้าเลิกโกง ผมยอใจ่าย!

  • Gondolaz

    แก้ไขเม้นก่อนหน้าครับ (มันแก้ไขไม่ได้ ลบไม่ได้อ่ะ)
    “ไม่พูดอะไรมาก…. ถ้าเลิกโกง ผมยอมจ่าย!”

  • http://twitter.com/ohmohm ohmohm

    ขออนุญาตออกความเห็นครับ VAT มันดูเหมือนจะเป็นภาษีที่ใครบริโภคมากก็จ่ายมากตาม แต่จริงๆ มันเป็นภาษีถดถอย (regressive tax) เพราะเก็บจากการบริโภคสินค้าจำเป็นที่คนคนหนึ่งต้องใช้จ่ายไม่ว่าจะมีเงินในกระเป๋าแค่ไหน

  • http://www.facebook.com/jk.khemmarat อัฏพล ไม่โกหก

    แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นยังไม่ถึงไหน แล้วจะมาเก็บภาษีเพิ่ม ถ้าแก้เรื่องนี้ไม่ดีขึ้น ประชาชนเขาจะยอมมั้ย ถ้ายอมก็ เหมือนเอาเงินภาษีไปให้พวกคอร์รัปชั่นอีก เพราะอย่างไรภาพรวมสังคมประชาชนเขาก็ต้องมองอย่างนี้

  • OKOK

    ทุกวันนี้ไอ้ที่แย่งกันเป็น อบต. และตำแหน่งๆ อื่นๆอีกมากมาย ทั้ง ฝ่ายปกครองและข้าราชการ เพื่อเข้าไปคอรัปชั่นแหละคับ สำหรับผมอยู่ ตจว. เป็นเรื่องใกล้ตัวเลยแหละ เขาคิดกันเป็น % ถ้าเลิกโกงได้ ผมว่าเงินเหลือเฟือ หรือของที่สร้างออกมามีอายุยาวนาน 555

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=645447486 Kasidesh Yontaradidthaworn

    ภาษีควรจัดเก็บ เรื่องโกงควรถูกจัดการ ให้ออกมาอยู่ในที่แจ้งได้แล้ว

  • http://www.facebook.com/people/Noo-Nuu/731371527 Noo Nuu

    ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นสิ่งที่ดี ต่อ เมื่อ “รัฐบาลของประเทศนั้นจัดการภาษีอยู่ทุกเม็ด ให้กระจายไปตามแผนที่วางไว้ พัฒนาตรงไหนซ่อมอะไร เบิกงบไปโปะที่ไหนได้ถูกจุด ไม่เบิกเกิน ไม่ฮั้วประมูล และไม่แดก เงินไหลไปถูกทาง” ผลลัพธ์คือประชาชนมีความสุข ประเทศพัฒนาไปในทางที่ควร เผลอๆ กลายเป็นเมืองน่าเที่ยวขึ้นมาทันตา (ที่ไม่ใช่แบบเที่ยวพัทยาหรือพัฒพงศ์) แต่ถ้าคุมไม่อยู่ คอรัปชั่นยังเจริญงอกงาม จะสะเออะขึ้นทำไมให้เหมือนชาวบ้าน เพื่อลุคที่ดูดีขึ้นเหรอ ประเทศไทยเจริญแล้วเว้ยย !~ ที่ขึ้น VAT ครั้งที่แล้วเพื่อกระตุ้นเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่นี่ไม่ได้มีเหตุผลอะไรเลยเห็นอยู่ว่างๆ ก็ขึ้นมันเล่นๆ ซะงั้น มรึงไม่ขึ้นไป 15-20 เลยล่ะ จะได้กู้เศรษฐกิจได้เร็วขึ้น ใครจะตายก็ช่างมัน เอาไปพอกในส่วนที่คอรัปชั่นกัน…แต่ยังไงก็ไม่พอหรอก เหมือนอุดน้ำรั่วด้วยไม้จิ้มฟัน หาเวลาว่างไปตรวจสอบคอรัปชั่นหรือลงโทษไอ้พวกมีอิทธิพลดีกว่า เอาให้หลาบจำและรุนแรง ไม่ใช่เงินโดนสูบหมดก็มาลงที่ประชาชนทั้งประเทศ….คิดได้ไง ตัวอย่างง่ายๆ ไอ้งบที่ให้ไปสร้างประตูกั้นน้ำที่เป็นข่าวน่ะ เบิกไปกี่ล้าน งานจริงใช้ไปเท่าไหร่ และเนื้องานจริงๆ ดูแล้วสมราคาไม๊ เงินใครถ้าไม่ใช่เงินพวกกู แล้วดูพวกมันเอาไปใช้กัน !!!

  • Mr Lambert Harry

    สวัสดี

    การเชื่อมโยงเงินให้สินเชื่อทางการเงินจะนำเสนอเงินให้กู้ยืมลึกให้กับประชาชนที่มีอัตราที่ต่ำมากจาก 3% เราให้ออกเงินให้สินเชื่อส่วนบุคคลและธุรกิจ นี่คือบางส่วนคำถามสองสามข้อจากเรา: คุณในหนี้? คุณต้องการที่จะจ่ายหนี้ของคุณ? คุณอยู่ในตราสารหนี้และคุณจำเป็นต้องกู้เงินเร่งด่วน? คุณต้องการเงินกู้อสังหาริมทรัพย์ คุณต้องมีเงินกู้ยืมที่มีหลักประกันหรือไม่มีหลักประกัน? คุณมีแผนในการขยายธุรกิจของคุณหรือ คุณต้องการที่จะได้รับการติดตั้งด้วยตนเองทางการเงิน? ถ้าใช่แล้วติดต่อเราและคุณจะได้รับที่ดีที่สุดของการสนับสนุนทางการเงินทั้งหมด หลายคนออกมีที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินมีโอกาสที่ไม่มี แต่นี้เป็นโอกาสที่คุณไม่สามารถจะพลาด เราเป็นผู้ออกในโลกที่จะได้รับคนส่วนใหญ่ที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินพร้อมทางการเงิน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อเราผ่านทางอีเมล์: lnk_finance.srv01@msn.com
    เรายืมตัวมาจาก $ 2,000 ถึง $ 5,000,000 ที่มีระยะเวลาสูงสุดของ 25years สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของโปรดติดต่อเราโดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

    ขอแสดงความนับถือที่ดีที่สุด
    แฮร์รี่นาย Lambert
    ซีอีโอ / | LFI เงินให้กู้ยืมเพื่อการลงทุน
    ข้อมูลของผู้กู้
    ชื่อ:
    ที่อยู่:
    เบอร์โทรศัพท์:
    จํานวนเงินที่จำเป็น: