Practical Report ความน่ากลัวของเศรษฐีใหม่และชนชั้นกลางหัวอนุรักษ์

โดย PACEyes

บทความเรื่อง ความน่ากลัวของเศรษฐีใหม่ หรือ “The Scary New Rich” ในนิตยสาร Newsweek ที่เขียนโดย Rana Foroohar ฉบับวันที่ 5 มีนาคม 2010 ได้วิพากษ์ถึงการเปลี่ยนแปลงสังคมเมืองในโลกใบนี้ว่า ชนชั้นกลางของโลกนั้นก้าวร้าวและอนุรักษ์นิยมกว่าที่เราคิดไว้มาก ตั้งแต่ผมอ่านบทความนี้มาได้ประมาณปีกว่า ตัวอย่างหลาย ๆ เหตุการณ์ก็ได้สะท้อนถึงสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่มีในบทความนี้อย่างน่าสนใจ และน่าระทึกใจเป็นอย่างมาก

เธอเริ่มต้นบทความโดยกล่าวว่า ความเชื่อของคนส่วนใหญ่ มองว่าชนชั้นกลางคือเกราะป้องกันสังคม อริสโตเติลก็เชื่อว่าคนกลุ่มนี้คือ “อาวุธลับของประชาธิปไตย” โดยทำหน้าที่เป็น “ผู้ปกป้องคุณค่าทางสังคม” เอาไว้ เป็นคนที่คอยสื่อสารกับคนหลากหลายความเชื่ออื่น ๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นพวกสุดโต่ง ผู้มีอำนาจหรือแม้แต่นักป่วนเมืองทั้งหลาย พวกเขาเหล่านั้นยังเปรียบเสมือนกลจักรขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นสื่อกลางของการแพร่กระจายลัทธิทุนนิยมและการค้าเสรีของโลก รวมทั้งเป็น “นวัตกร” และผู้นำการสร้างและแพร่กระจายนวัตกรรมทางผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ

ที่มาของภาพ : http://www.flickr.com/photos/wakingphotolife/5341066143/sizes/m/in/photostream/

ในขณะที่ชนชั้นกลางในกลุ่มโลกเก่า (โลกตะวันตก) กำลังประสบชะตากรรมทางเศรษฐกิจและวิกฤตหนี้สินอยู่นั้น นักเศรษฐศาสตร์หลายคนก็ได้หันมามองกลุ่มชนชั้นกลางในประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจ (โลกตะวันออก) โดยเฉพาะกลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และ จีน) บางทีก็มีการแบ่งกลุ่มประเทศที่น่าสนใจเช่น กลุ่มพญาอินทรีและกลุ่มรังพญาอินทรี ที่ถูกจัดแบ่งโดย BBVA Research เพื่อทำความเข้าใจต่อพัฒนาการของประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจข้างต้น ที่มีศักยภาพในการกำหนดทิศทางการเติบโจของเศรษฐกิจโลกภายในทศวรรษหน้า (ดู http://en.wikipedia.org/wiki/Emerging_and_growth-leading_economies)

  • กลุ่มพญาอินทรี ในอีกสิบปีข้างหน้าจะมี GDP รวมกันกว่า 50% ของโลก ในขณะที่ส่วนแบ่งของกลุ่ม G7 จะหดลงไปอยู่ที่ 14% ประกอบด้วย บราซิล จีน อินเดีย อินโดนิเซีย เม็กซิโก รัสเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และ ตุรกี
  • กลุ่มรังพญาอินทรี จะมีส่วนแบ่งต่อ GDP โลกน้อยกว่า กลุ่ม G7 โดยรวมกันแล้วอยู่ที่ประมาณ 8% และถึอว่าเป็นกลุ่มที่น่าจับตามองในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประกอบด้วย อาเจนติน่า บังคลาเทศ โคลัมเบีย มาเลเซีย ไนจีเรีย ปากีสถาน เปรู ฟิลิปปินส์ โปแลนด์ แอฟริกาใต้ ไทย และเวียตนาม

ภาพฉายการใช้ชีวิตของชนชั้นกลางใน ประเทศกลุ่มนี้ที่อาศัยอยู่ในเมืองสำคัญ ๆ ถูกมองว่าคงไม่แตกต่างจากคนอเมริกันหรืออังกฤษที่อาศัยอยู่แถบชานกรุงลอนดอน หรือ วอชิงตัน สักเท่าไหร่ พวกเขาน่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีความเชื่อทางการเมืองแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย เชื่อในการค้าและตลาดเสรี พูดง่าย ๆ คือ เป็นตะวันตกทั้งความเชื่อทางการเมืองและไลฟ์สไตล์

เผอิญคนกลุ่มนี้ แท้ที่จริงไม่ได้เป็นดั่งภาพที่ที่สวยงามเหล่านั้น พวกเขากลับชื่นชอบและมีความโน้มเอียงต่อระบอบเศรษฐกิจและการเมืองอำนาจนิยม เช่นชนชั้นกลางในประเทศบราซิล ต้องการให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมัน ที่ถูกมองว่าได้รับการเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ คนรัสเซียในเมืองใหญ่และสำคัญกลับโหยหาภาวะผู้นำแบบโซเวียต จึงไม่แปลกใจว่าทำไม วลาดิเมียร์ ปูติน ยังคงเป็นนักการเมืองฮีโร่ในดวงใจของชาติ ชนชั้นกลางในอินโดนีเซียและมาเลเซียที่เริ่มหันมาสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายและการสร้างรัฐอิสลาม (ผู้เขียน)

เราอาจจะมองว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนถึงการต่อต้านทุนนิยมตะวันตก แต่อย่างไรก็ตาม มันกำลังเกิดคลื่นรบกวนในกลุ่มชนเหล่านี้ที่มีการศึกษาดี ฐานะทางสังคมดีกว่าแต่ในอดีต ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ มีการเรียกร้องให้รัฐบาลจีนเตรียมความพร้อมในการสร้างกองทัพปลดแอกประชาชน ให้เข้มแข็งเพื่อคอยรับมือกับเหตุการณ์ความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง RANA สรุปว่า พวกเขาเหล่านั้นคงจะไม่เหมือนกับคนอเมริกันหรอก “ชนชั้นกลางของโลก” เมื่อปี พ.ศ. 2553 มีอยู่ระมาณ 70 ล้านคนในประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจ และมีรายได้ต่อหัวต่อปี ประมาณ 6,000 – 30,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 180,000 – 900,000 บาท คนกลุ่มนี้นอกจากจะเติบโตในด้านปริมาณและความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วแล้ว ทั้ง มอร์แกน สแตนเลย์ และโกลแมนดฺ์ ซากส์ ยังมองว่าพวกเขาเหล่านี้จะมีอำนาจการซื้อและรสนิยมการบริโภคที่เหนือกว่ากลุ่มชนชั้นกลางในโลกตะวันตกภายในทศวรรษหน้า ภายในอีกยี่สิบปีข้างหน้า โทรศัพท์มือถือถึงเก้าในสิบเครื่องจะเป็นของคนเอเซีย

แต่รายได้ที่เพิ่มมากขึ้นกลับไม่ได้ทำให้คุณค่าทางสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันเลย พวกเขาเหล่านั้นสนับสนุนโลกาภิวัฒน์ในบางแง่มุม ในบริบทที่เขาจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและส่งเสริมรสนิยมในการใช้ชีวิตที่เน้นความมั่งคั่งและหรูหรามากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นคนที่มีความเป็นชาตินิยมที่สูงมาก ส่วนหนึีงเกิดจากความสำเร็จทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเมืองหลัก พวกเขาเหล่านั้นมีความสามารถในการเดินทางไปในที่ต่าง ๆ สูง ปัจเจกนิยมพรั่งพรู และแสวงหาความมั่นคงในชีวิตผ่านการเรียกร้องและพึ่งพาจากรัฐรวมถึงสถาบันเก่าแก่ทางสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขากำลังกลายเป็น “อีลิตอนุรักษ์” มิใช่ “กระฎุมพีเสรี” อย่างที่ใครหลายคนคิด

พวกเขาเหล่านั้นจะเริ่มไม่รู้จักความจน ไม่อยากมีความเสี่ยงทางการเมือง ยกตัวอย่างเช่น คนรัสเซียและบราซิล ห่วงเรื่องปากท้องตัวเองมากกว่าเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดเห็น (จริง ๆ ไม่เห็นต้องไปยกตัวอย่างไกลเลย น่าจะถามคุณมัลลิกา รองโฆษก ปชป ดู) คนจนในประเทศเหล่านี้จะยังคมไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากความมั่งคั่งที่เปลี่ยนไปในเมืองใหญ่

ทศวรรษที่ผ่านมา ดูเหมือนเสรีภาพทางการเมืองแบบตะวันตกที่ถูกมองว่าเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาประเทศไปสู่เสรีภาพทางเศรษฐกิจคงใช้การไม่ได้สำหรับประเทศกลุ่มนี้ คำถามที่น่าสนใจคือ หากเราเชื่อว่ามี “ชนชั้นกลางบ้านนอก” (Rural middle class ดู http://trendsoutheast.org/2011/all-issues/issue-13/rise-of-southeast-asia%E2%80%99s-rural-middle-class/) ว่ามีอยู่จริง และกำลังขยายตัว อีกไม่เกินสิบปี เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางชนชั้นภายในประเทศกลุ่มนี้่ ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ จาการ์ต้า โยฮันเนสเบิร์ก หรือแม้แต่ฮานอย ก็เป็นได้

คุณครับ คุณ คุณนั่นแหละ “อีลิตอนุรักษ์” เตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงหรือยัง???

  • Qw_wp

    จะงงทำไม ทุกชนชั้น ก็มาจาก ชนชั้นล่าง ไม่ได้อยู่ดีๆจะผุดขึ้นมาเองซักหน่อย แล้วเมื่อขึ้นมาแล้วก็ย่อมไม่อยากตกลงไปอีก ไม่งั้นจะทำมาหากินกันทำไม จะออมกันทำไม ไม่มีใครอยากไปขอคนอื่นกิน มีมือมีเท้า ก็ต้องดิ้นรน ขวนขวายกันไป คิดดีก็ทำงาน สุจริต คิดชั่ว ก็ เป็นโกง (ยกเว้น งอมือ งอเท้าแล้วรัฐยังเลี้ยงก็อีกเรื่อง) 

  • Tinuviel

    อ่านแล้วงงว่ามันน่ากลัวยังไง

  • Chenshiro

    อ่านแล้วเหมือนคนเขียนกำลังปลุกระดมให้เกลียดชังชนชั้นกลางอยู่นะ

    ทั้งๆที่ชนชั้นกลาง เขาก็อยู่ปะปนกับชนชั้นล่างนั่นแล่ะเพราะเขาคือญาติพี่น้องกัน
    ส่วนใหญ่คือคนที่มาแสวงหาโอกาสในเมืองมีโอกาสน้อยนิดก็รีบคว้า จนได้มันมา และเจือจุนกลับไปยังญาติพี่น้องในตจว.
    ความน่ากลัวที่ผมมองเห็น ก็คือคนที่พยายามสร้างวาทะกรรมป้ายสีไปยังกลุ่มคนในสังคม เพื่อให้หวาดระแวงต่อกันและใช้ประโยชน์จากความหวาดระแวงอันนั้น (แบ่งแยกแล้วปกครอง)

  • Waltdisneypicture

    คนชั้นกลางถีบตัวเองจากชนชั้นล่างขึ้นมาก็เพื่อเอาตัวรอดในสังคมที่มีการแข่งขันสูง และหวังที่จะช่วยเหลือญาติพี่น้องตัวเอง

    ความเป็นชาตินิยมไม่ใช่การนิยม การกินดีอยู่ดี สินค้าดีมีแบรนด์ ไม่ใช่การใช่ชีวิตมั่งคั่ง แต่มันคือการดิ้นรนเอาตัวรอดทุกรูปแบบเพราะสังคมบีบและกำกับให้เป็นอย่างนั้น

    เราแค่ใช้ชีวิตไปตามอัตภาพ

  • Pac_innovator

    ไม่ได้เป็นการปลุกระดมหรอก เพียงแต่เป็นการมองว่าชนชั้นกลาง ซึ่งก็มีหลายชั้นซ้อน ๆ กันอยู๋ บางกลุ่ม โดยเฉพาะที่อยู่ในประเทศที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนั้น ไม่ได้รัรบเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาทั้งหมด โดยเฉพาะปรรัชญาการเมือง ครับ แต่ในทางตรงข้าม ชนชั้นล่างหรือชัี้นกลางตอนล่างที่สามารถเรียนรู้กระแสโลกและเปลี่ยนแปลงตนเอง กลับกำลังมัพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองที่โดดเด่นและรวดเร็วกว่าต่างหาก คำถามที่ผมถามปิดท้ายคือ คนกลุ่มแรกนั้นมองเห็นกระแสโลกต่าง ๆ หรือไม่ และถ้ามีจุดเปลี่ยนผัน (Tipping point) เขาจะรับมือต่อกระแสโลกที่เชี่ยวกราดอย่างไร ผมเขียนปลุกระดมไม่เป็นหรอกครับ ไม่สามารถขนาดนั้น