กุหลาบ สายประดิษฐ์
หลักใหญ่ของประเทศหลักหนึ่งได้ล้มลงเมื่อเวลาตีสามในคืนวันพุฒ ที่ ๑๓ ประเทศไทยได้เสียอภิชาติบุตรไปอีกคนหนึ่ง
ท่านเจ้าคุณพหลพลพยุหเสนา เปนบุคคลแรกของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงตราเกียรติคุณให้ปรากฎลือชาในแผ่นดิน และได้ทรงสถาปนายกย่องไว้ในฐานะเชษฐบุรุษ หรือนัยหนึ่งรัฐบุรุษหลักของประเทศ และได้พระราชทานวังปารุสกวันให้เปนที่พำนักของท่านตลอดชั่วชีวิต ถัดจากท่านเจ้าคุณก็มีรัฐบุรุษอีกผู้หนึ่งที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงตราเกียรติคุณและความดีความชอบที่ประกอบให้แก่ประเทศชาติ คือท่านปรีดี พนมยงค์ ซึ่งได้ทรงสถาปนายกย่องไว้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส หรือนัยหนึ่งรัฐบุรุษหลักของประเทศเช่นเดียวกัน
ในยามที่บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะที่ต้องผะเชิญกับปัณหาหนักนานาประการ อีกทั้งต้องผะเชิญกับคลื่นแห่งความปั่นป่วนทางการเมืองภายใน แลหลักใหญ่ของประเทศหลักหนึ่ง ได้มาล้มลงต่อหน้าวิกฤตกาลฉะนี้ ความว้าเหว่ก็จะแผ่คลุมไปทั่วประเทศเปนธรรมดา

พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน), เชษฐบุรุษ : ที่มา – วิกิพีเดีย
ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมกราบศพท่านเชษฐบุรุษในเช้าวันอาทิตย์ ร่างของท่านสถิตย์อยู่ในโกษฐทอง แทบโกษฐนั้นมีหรีดงามของคณะ สยามนิกร และ พิมพ์ไทย ประดับอยู่ในบรรดาหรีดอื่น ๆ และในวันที่ซึ่งเปนวันทำบุญรอบ ๗ วัน หรีดของสำนักหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ก็คงจะถูกจัดส่งไปคำนับศพท่านเชษฐบุรุษแทบทุกสำนัก ไออากาศในห้องตั้งศพเต็มไปด้วยความเศร้าวังเวงอย่างจับใจ ท่านสุภาพสตรีกลุ่มหนึ่งนั่งปราศรัยกันอยู่เบื้องหน้าโกษฐและเมื่อท่านสุภาพสตรีชะวาผู้หนึ่งปรารถถึงท่านเจ้าคุณ คุณหญิงบุญหลงผู้เปนเพื่อนร่วมทุกข์และพยาบาลท่านมาตลอดเวลา ๒ ปีเศษก็สอึกสอื้น ท่านสุภาพสตรีแทบทุกคนในที่นั้นก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับนัยน์ตา ข้าพเจ้าจึงกราบศพอีกครั้งหนึ่ง บอกลาคุณหญิงแล้วก็ลุกออกมา ในห้องนั้นกำลังเย็นเฉียบด้วยความเศร้า
ทหารยาม ๒ คนยืนยามอยู่ข้างบรรไดตึกด้วยกิริยาสงบสำรวมในเช้าวันอาทิตย์นั้นไม่สู้มีผู้คนไปเยี่ยมคำนับศพ ห้องข้างล่างเปิดหมดทุกห้องและเงียบเชียบ ข้าพเจ้าจึงเดินเข้าไปในห้องรับแขก ชมห้องรับแขกของท่านเชษฐบุรุษ ซึ่งไม่มี และจะไม่มีท่านนั่งอยู่อีกต่อไปแล้ว ภายในห้องมีโต๊ะเก้าอี้บุนวม ๒ หมู่ มีเครื่องประดับเรียบ ๆ มีภาพสีน้ำมันต่างประเทศแขวนอยู่ ๓ ภาพ และภาพสีน้ำมันจากรูปถ่ายของท่านเอง ๑ ภาพ มีของที่ระลึกจากต่างประเทศตั้งไว้ในตู้หนึ่ง และมีถ้วยเงินใหญ่ส่งมาจากรัฐบาลจีน เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ภายหลังการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบการปกครอง ๑ สัปดาห์ ที่ถ้วยนั้นมีคำจารึกว่า “………………………………………” ((เครื่องหมายที่ปรากฎไม่มีข้อความเขียนไว้ในต้นฉบับ – บก.))
ข้าพเจ้ามองดูเก้าอี้หมู่ที่ท่านเคยนั่ง เวลานานที่สุดที่ท่านได้สนทนากับข้าพเจ้าก็คือ เมื่อท่านได้นั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งในห้องนั้น ในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๖ เมษายน ๒๔๘๔ ((หมายถึงเวลานัดสัมภาษณ์ ซึ่งต่อมาได้นำมาเขียนเป็นหนังสือชื่อ เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ – บก.)) และได้ใช้เวลาเกือบ ๔ ชั่วโมงบรรยายเรื่องเบื้องหลังการปฏิวัติให้ฟังแต่เริ่มแรกเริ่มคิดการ จนถึงวันลงมือชุมนุมกำลังเปลี่ยนการปกครอง. ในห้องนั้น ท่านเชษฐบุรุษได้รับเยี่ยมและสนทนากับข้าพเจ้าเปนครั้งสุดท้าย ภายหลังที่รัฐบาลผู้นำจอมพลพิบูลสงครามต้องลาออก และในวงการเมืองกำลังติดต่อขอให้ท่านเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบต่อไป. หลังจากนั้นอีกไม่นานวันท่านก็ได้ล้มป่วยเปนอัมพาทในขณะที่ได้ตกลงยอมรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่สืบแทนผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งจอมพลพิบูลสงครามดำรงอยู่และได้ประกาศยุบ. จากนั้นท่านก็มิได้มีโอกาสใช้ห้องรับแขกนั้นรับเยี่ยมอีกเลย เมื่อท่านป่วยทุพลภาพแล้ว ท่านได้รับเยี่ยมข้าพเจ้าเเปนครั้งสุดท้ายในสวนข้างตึก ในเวลานั้นเปนเวลาปลายเดือนธันวาคมนี่เอง ท่านเชษฐบุรุษนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเก่า ๆ นุ่งโสร่งไม่ห่มคลุมส่วนบน เห็นกระดูกชายโครงท่านผ่ายผอมไปมาก มือซ้ายงอพับอยู่ใช้การไม่ได้ตลอดลำแขน จะพูดก็ไม่สู้ถนัด พิศดูรูปกายท่านแล้วก็เศร้าสลดใจนัก เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๔๗๖ ข้าพเจ้าอยู่ต่อหน้าท่าน ได้ยินเสือร้องคำรามขึ้น และในเช้าตรู่วันที่ ๒๐ มิถุนายน รัฐบาลชุดพระยามโนฯ ซึ่งประกาศงดใช้มาตราสำคัญของรัฐธรรมนูญก็ถูกจับเหวี่ยงออกไปจากวังปารุสกวัน. แต่ต่อหน้าข้าพเจ้าในวันปลายเดือนธันวาคม เมื่อ ๖ สัปดาห์นี่เอง กำลังความพ่วงพีของเสือแห่งวันที่ ๒๔ มิถุนายนได้อันตรธานไปหมด ข้าพเจ้ารำพึงอยู่ในใจว่า ในยามคับขันที่สุด และประเทศชาติต้องการ เสือก็จะคำรามอีกต่อไปไม่ได้แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ดี วิญญาณ “จ้าวป่า” ของเสือทุพลภาพนั้นก็ยังได้รับใช้เปนประโยชน์ยิ่งแก่ประเทศอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๔๘๗ ซึ่งจะได้บรรยายให้ท่านฟังในเวลาต่อไป ((พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และต่อมาได้ถูกพลเอกพระยาพหลฯทำรัฐประหารยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 – บก.))
ถึงแม้เป็นยามป่วยทุพลภาพอยู่ ท่านเจ้าคุณก้ได้รับเยี่ยมด้วยด้วงหน้ายิ้มแย้มและดวงตาแจ่มใส ท่านกล่าวให้ฟังว่า ในเวลานั้นอาการค่อยดีขึ้นมาก ออกเดินเล่นได้บ้างในระยะทางสั้น ๆ ความทรงจำไม่สู้ดี และการใช้ความคิดก็เปนของแสลง ข้าพเจ้าไม่กล่าวเรื่องการบ้านเมืองให้ท่านฟังเลย เคยทราบว่าท่านชอบอ่านเรื่องพงศาวดารจีน จึงเรียนถามว่าท่านยังคงอ่านพงศาวดารจีนอยู่หรือ
“หยุดอ่านแล้วคุณ” ท่านพูดช้า ๆ “เพราะอ่านแล้วมันชวนให้คิดถึงการบ้านเมือง โรคก็กำเริบขึ้น”
“อาหารหรือคุณ” ท่านกล่าวต่อไป “รับประทานได้มาก”
เพื่อจะชวนให้ท่านสำราญ ข้าพเจ้าเรียนถามว่า ท่านยังสูบบุหรี่ออกรสดีอยู่หรือ
“ยังสูบอร่อยดีอยู่” ท่านยิ้มแย้ม “แต่ว่ามันแพงนักคุณ ผมต้องสูบโดยประหยัด”
ข้าพเจ้าต้องก้มหน้าด้วยความสลดใจ
ขณะนั้น ท่านหัวเราะขึ้น และกล่าวถ้อยคำต่อไปด้วยความเบิกบานใจ
“ผมได้ลองดื่มสุราบ้างนิดหน่อย และก็รู้สึกว่าออกรสดี”
ข้าพเจ้าก็เงยหน้าขึ้นยิ้มรับความเบิกบานใจของท่าน
ขณะหนึ่ง ท่านเจ้าคุณได้ชี้ไปที่คุณหญิง ซึ่งเปนผู้พยาบาลและร่วมสนทนาอยู่ในที่นั้น พลางกล่าวถ้อยคำเปนที่จับใจว่า
“แต่ก่อนผมเปนผู้อุปการะเขา เดี๋ยวนี้เขากลับมาเปนผู้อุปการะผม -ดูเถิด ชีวิตเปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอนนะคุณ”
แววตาของท่านแสดงความรู้สึกระลึกคุณของผู้พยาบาล
ข้าพเจ้าเข้าไปเดินชมห้องรับแขกของท่านเชษฐบุรุษในเช้าวันอาทิตย์นั้น เพื่อจะทบทวนระลึกถ้อยคำที่ท่านได้เคยกล่าวให้ฟังในวาระต่าง ๆ ซึ่งแสดงถึงลักษณะนิสสัยของท่าน เมื่อครั้งท่านได้ตอบปฏิเสธวงการเมืองในการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบต่อรัฐบาลผู้นำนั้น ท่านได้แสดงความกังวลของท่านออกมาว่า วงการเมืองเข้าจะเข้าใจความคิดจิตต์ใจของท่านหรือไม่หนอ
“ข้อที่เจ็บป่วยนั้นก็เปนความจริงสำคัญข้อหนึ่ง ที่ทำให้ผมไม่เต็มใจรับตำแหน่ง” ท่านชี้แจงให้ข้าพเจ้าฟัง “พวกที่มาติดต่อ เขาอาจไม่เข้าใจ และอาจคิดไปว่า ผมเล่นตัว หรือไม่เข้าช่วยกันรับแบกภาระของประเทศ. แต่ความจริงผมป่วยและหย่อนกำลังวังชาจริง ๆ แต่อ้ายโรคของผมมันก็ไม่ถึงแก่ล้มหมอนนอนเสื่อเสียด้วย มันยังไปไหนมาไหนได้ ข้อนั้นแหละที่อาจทำให้พวกที่มาติดต่อเข้าใจผิดไปได้ แต่ความจริงนั้น ผมทำงานตรากตรำไม่ได้ เพียงเดินมากก็เหนื่อยหอบ อ้ายจะเข้ารับตำแหน่งโดยตัวเองทำการไม่ได้เต็มที่นั้น ผมก็ไม่เต็มใจรับ เมื่อรับแล้วก็อยากทำการให้เต็มกำลังของตน”
ท่านกล่าวคำลงท้ายในเรื่องนี้ว่า “ผมก็เจ็บใจตัวเองเหมือนกัน ที่ต้องมาเจ็บออดแอดแรมปีอยู่ เมื่อมีการสำคัญของประเทศมาถึงตัวก็รับทำให้เขาไม่ได้ มันช่างเป็นกรรมเสียจริงเทียวคุณ”
แล้วท่านก็กล่าวต่อไปว่า “นอกจากความป่วยเจ็บซึ่งเปนเหตุสำคัญข้อหนึ่งแล้ว ผมยังมีเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่มิได้กล่าวเปิดเผยแก่คนทั่วไป และจะได้บอกให้คุณทราบไว้ คือว่าเมื่อตอนที่ผมบอกสละตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและปล่อยตำแหน่งนั้นแก่คุณหลวงพิบูลนั้น ผมได้บอกแก่คุณหลวงพิบูลว่า ผมสละตำแหน่งนั้นโดยเด็ดขาด และโดยเต็มใจ ฉะนั้นขอคุณหลวงพิบูลอย่ามีกังวลว่าผมจะกลับมาครองตำแหน่งนั้นอีก นี่แหละคุณ เมื่อผมได้ลั่นวาจาเช่นนั้นไว้แก่เขาแล้ว ผมจะกลับเข้ามารับตำแหน่งนั้นสืบต่อจากเขา เขาก็อาจคิดไปว่าผมมาชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากเขาไป และวาจาของผมก็จะไม่เปนวาจาสัตย์ ผมอยู่ในที่เปนผู้ใหญ่ ก็ตั้งใจจะไม่ให้ผู้มาทีหลังเขาดูแคลนวาจาของเราได้ นี่แหละคุณที่เปนเหตุผลประกอบที่ทำให้ผมจำต้องปฏิเสธการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบต่อคุณหลวงพิบูล.”
ที่มา : ไม่ทราบแหล่งพิมพ์ครั้งแรก
เวลา : พ.ศ. 2490
หมายเหตุ :
ข้อเขียนชิ้นนี้คัดลอกโดยคงการสะกดตัวอักษรตามต้นฉบับ มาจาก มนุษย์ไม่ได้กินแกลบ ข้อเขียนการเมืองของกุหลาบ สายประดิษฐ์ บรรณาธิการและหมายเหตุบรรณาธิการ โดย นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี ชำระต้นฉบับโดย นางวรรณา สวัสดิ์ศรี ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อตุลาคม 2548
ในเชิงอรรถของบทความนี้ ได้ระบุคำว่า “บก.” ซึ่งก็หมายถึง สุชาติ สวัสดิ์ศรี
สุชาติระบุเอาไว้ใน “หมายเหตุบรรณาธิการ” ว่า เขาพบข้อเขียนชิ้นนี้เป็นต้นฉบับลายมือ ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ โดยมิได้ระบุวันเวลาและแหล่งพิมพ์ครั้งแรกเอาไว้ และโดยยังมิได้ระบุชื่อเรื่อง สุชาติจึง “เพิ่ม” ชื่อเรื่องให้กับข้อเขียนชิ้นนี้เป็น “เชษฐบุรุษ” และให้เหตุผลว่าในต้นฉบับได้ใช้นามนี้เป็นที่ยกย่องที่ระบุเอาไว้โดยทั่วไป
เนื้อหาที่ระบุว่า “หลักใหญ่ของประเทศหลักหนึ่งได้ล้มลงเมื่อเวลาตีสามในคืนวันพุฒ ที่ ๑๓ ประเทศไทยได้เสียอภิชาติบุตรไปอีกคนหนึ่ง” ย่อมมิอาจหมายความถึงผู้อื่นใดไปได้นอกเหนือจาก พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา หนึ่งในสี่ทหารเสือ ผู้เป็นแกนนำของคณะราษฎร และเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในลำดับที่ 2
วันพุฒ (วันพุธ) ที่ 13 นั้น จึงหมายถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 ที่พลเอก พระยาพหลฯ เจ้าของอุดมคติประจำตัว “ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ” ได้ถึงแก่อสัญกรรมนั่นเอง
