Practical Report Shakespeare มีความสามารถตรงไหน

ข้อเขียนนี้ คัดลอกและดัดแปลงเพียงเล็กน้อยมาจาก

“ประวัติวรรณกรรมเอกอังกฤษ ตั้งแต่สมัยอังกฤษโบราณจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17” (หน้า 169-170)
วิจัยค้นคว้าโดย “อนุรัชนี จาตุศรีพิทักษ์” อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่ผมคัดเลือก “ข้อเขียนสั้นๆ” นี้มาให้อ่านกันก็เพราะว่า การวิเคราะห์นี้ค่อนข้างจะใกล้เคียงกับที่ผมเคยศึกษาค้นคว้ามาเกี่ยวกับ “ความยิ่งใหญ่” ของ Shakespeare (จริงๆ ผมอาจจะผิดก็ได้ เพราะความรู้ด้านนี้ก็ยังอ่อนด้อยนัก)

สำหรับผู้ที่ต้องต่อสู้ในชีวิตอย่างหนักหน่วง การศึกษาศิลปะวรรณกรรมเพื่อแสวงหาความรื่นรมย์ให้ชีวิตอาจจะมีราคาแพงเกินไปนั้น บทความนี้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะช่วยกระตุ้นเร้าให้เห็นความงามและคุณค่าความหมายของชีวิตที่มีศิลปะ ซึ่งน่าจะช่วยให้มีแรงบันดาลใจและพลังไฟในการต่อสู้มุ่งมั่นมากขึ้น โดยอาจไม่จำเป็นต้องไปอ่านตัวบทละครโดยตรง แต่สำหรับผู้ที่ช่ำช่องเชี่ยวชาญในวรรณคดี ข้อเขียนนี้ก็อาจมีประโยชน์ในแง่ที่ว่า “สรุปรวบยอด ชี้ให้เห็นแก่นสำคัญ” เพราะหลายครั้งที่คนเรามัวแต่หมกมุ่นกับเนื้อหาข้อมูลที่มากล้น แต่ไม่สามารถจับแก่นได้

“หนังสือเล่มนี้ล้ำลึกมากล้น” หากมีเวลาอยากให้อ่าน บทที่สิบสาม Shakespeare ทั้งหมด จะเห็นภาพชัดเจนว่า ตัวละครและบทละครของ Shakespeare มีความสุดยอดเพียงใด ไม่ใช่แค่นั้นในบทอื่นก็ล้ำเลิศไม่แพ้กัน โดยเฉพาะบทที่ 1 Beowulf ยอดมหากาพย์ของชาวอังกฤษโบราณ บทที่ 4 Geoffrey Chaucer บิดาแห่งวรรณคดีอังกฤษ ผู้ทำให้ภาษาอังกฤษเริ่มเข้าสู่ระดับความงามแห่งอารยะ หากจัดอันดับกวีระดับโลกต้องนับท่านในแถวหน้า และสุดท้าย บทที่ 16 John Milton กวีตาบอด ผู้หยั่งรู้สรรพสิ่ง ศัพท์สำนวนเพริศแพร้วเพราะพริ้ง ชนิดว่าคนอังกฤษยังอาจต้องเปิด Dictionary ในเกาะอังกฤษนั้น Milton เป็นรองเพียง Shakespeare เท่านั้น เบียดแซง Chaucer ไปนิดเดียว และในระดับโลกท่านก็ไม่น้อยหน้าใคร กระทบไหล่ Tolstoy ผู้ประพันธ์ War and Peace ได้สบายๆ

……………………………………………………………..

Shakespeare มีความสามารถตรงไหน

นักวิจารณ์ผลงาน Shakespeare ในแนวต่างๆ ล้วนยึดมั่นกับการวิจารณ์ในแนวของตน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยเน้นการศึกษา Shakespeare ด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว คำถามที่ผู้อ่านจำนวนมากอยากทราบคือ อะไรทำให้ Shakespeare ประสบความสำเร็จ อะไรทำให้ผู้อ่านทั่วโลกชื่นชมเขามาทุกยุคทุกสมัย

ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่า Shakespeare เป็นนักการละครมิใช่นักคิดหรือครูบาอาจารย์และเราต้องตัดสินผลงานของ Shakespeare ด้วยมาตรฐานของความงดงามทางศิลปะ มิใช่ด้วยมาตรฐานทางความคิด Shakespeare เป็นคนละเอียดอ่อน ใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็น สนใจในเรื่องหลากหลาย และเป็นธรรมดาอยู่เองที่ความคิดต่างๆที่ Shakespeare แสดงออกในบทละครนั้นจะเต็มไปด้วยการอ้างถึงสิ่งต่างๆ ในสมัยของเขา และเป็นธรรมดาเช่นกันที่ความคิดบางประการจะถูกนำมาเสนอซ้ำๆ บ่อยครั้งกว่าความคิดอื่น อาจเป็นได้ที่ Shakespeare ในฐานะที่เป็นนักเขียนบทละครที่เป็นที่นิยมต้องการเน้นแนวความคิดที่ร่วมสมัยและเป็นที่ยอมรับของสังคมสมัยนั้น

ลักษณะที่สำคัญที่สุดของบทละคร Shakespeare คือ มีความเข้มข้น Shakespeare วาดภาพตัวละครแต่ละตัวออกมา ตัวละครเหล่านั้นมิได้เหมือนมนุษย์ชายหญิงจริงๆ ทว่ามีอารมณ์ความรู้สึกที่มากกว่า และมีชีวิตชีวามากกว่ามนุษย์จริงๆ ด้วยเหตุนี้ตัวละครของ Shakespeare จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรู้สึกและความคิด ซึ่งในชีวิตจริงเราเห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ไม่มากนัก ดังจะเห็นได้ว่า shakespeare ดูจะตั้งใจทำให้เรื่องราวต่างๆ ออกจะเพ้อฝันและไม่สมจริงไปบ้างเพื่อให้ตัวละครของเขาล้ำลึกเฉียบคมมากขึ้น เราจดจำ Othello ได้เพราะ Othello มีความหึงหวงที่รุนแรงแม้จะเกินจริงไปบ้าง แต่สิ่งนี้เองที่สร้างความเข้มข้นให้แก่ตัวละคร Hamlet ครุ่นคิดมากเรื่องการล้างแค้น และดูจะคิดมากกว่าตัวละครเอกในโศกนาฏกรรมทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเป็นตัวละครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวรรณคดีอังกฤษ

ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของบทละคร Shakespeare คือ การนำเสนอชีวิตในแบบที่เป็นพัฒนาการอันไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับเป็นการไขว่คว้าเพื่อบางสิ่งบางอย่างที่อยู่สูงขึ้นไป ตัวละครทั้งหลายต่างเอื้อมคว้าออกไปข้างหน้า และชีวิตมิได้เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ Lear เรียนรู้ความจริงแห่งชีวิตมากขึ้นในช่วงปลายชีวิต และทุกขณะ Hamlet ดูอายุมากขึ้นและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จนบางครั้งเราสงสัยว่า บทละครนี้ครอบคลุมเวลาสองสามวันหรือสองสามเดือน Hamlet เป็นนักศึกษาวัยรุ่นหรือเป็นชายอายุสามสิบ

ลักษณะสำคัญประการสุดท้าย คือ การที่ Shakespeare ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวามากมาย คำว่า Drama มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก Drao แปลว่า to do และจะเห็นได้ว่า การกระทำเป็นหัวใจของละคร Shakespeare ตัวละครหญิงชายในโลกของ Shakespeare ดูจะเต็มไปด้วยพลัง และไม่เคยรู้จักเหน็ดเหนื่อยกับการกระทำที่ได้มีส่วนร่วมเลย มิใช่แต่เพียงคลีโอพัตราเท่านั้น แต่ตัวละครเอกที่สำคัญของละคร Shakespeare ดูจะมีความปรารถนาอยู่ตลอดไป และแม้ตัวละครเหล่านี้จะแสดงออกมาทางคำพูดและการกระทำ ลึกลงไปในจิตใจนั้นยังมีส่วนที่เราหยั่งไม่ถึง กล่าวคือ ตัวละครเหล่านี้มีความยิ่งใหญ่กว่าชีวิตบทเวทีละคร และสิ่งนี้เองที่ทำให้บทละคร Shakespeare ยิ่งใหญ่และสูงส่งกว่าบทละครใดๆ

การศึกษา Shakespeare นั้นยังไม่สิ้นสุด Shakespeare ยังมีอะไรให้เราศึกษาค้นคว้าอีกมาก ส่วนหนึ่งของความงามและความลี้ลับของศิลปะของ Shakespeare คือ สามารถจูงใจผู้อ่านได้ไม่มีวันสิ้นสุด สามารถกระตุ้นอารมณ์และความคิดของคนที่อยู่ไกลจากกันทั้งเวลาและสถานที่ ดังเช่นที่ Johnson กล่าวไว้ว่า

Shakespeare is “not of an age but for all time.”

…………………………………………………….

หมายเหตุ : การที่ผู้เขียนบอกว่า “ตัวละครเหล่านั้น มิได้เหมือนมนุษย์ชายหญิงจริงๆ ทว่ามีอารมณ์ความรู้สึกที่มากกว่า และมีชีวิตชีวามากกว่า” อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดได้ว่า Shakespeare ด้อยความสามารถที่เขียนได้ไม่สมจริง ความจริงแล้ว นวนิยาย Realism ที่พยายามสร้างตัวละครให้เหมือนคนจริงๆ และถือเป็นสกุลสำคัญในการเขียนนวนิยายแบบหนึ่ง ก็ยังไม่อาจยิ่งใหญ่ได้เทียบเท่า Shakespeare ขณะเดียวกัน แนวทางที่อาจจะเน้นอารมณ์ จินตนาการ ที่เรียกว่า Romanticsm ซึ่งเป็นสกุลใหญ่อีกสกุลหนึ่ง ก็ยังไม่อาจเทียบกับ Shakespeare เช่นกัน
สรุปแล้ว Shakespeare สามารถทำให้ตัวละครเกินจริงขณะที่สมจริงไปพร้อมกันด้วย “กลมกล่อมเคี่ยวข้น” ขนาดที่ Harold Bloom ยอดนักอ่านนักวิจารณ์ระดับโลก เคยตั้งชื่อหนังสือไว้ว่า Shakespeare: The Invention of the Human ซึ่งผมตีความว่า Shakespeare กลั่นลักษณะสำคัญในตัวมนุษย์ออกมาเป็น Character ที่บริสุทธิ์ แต่เข้มข้นสมจริง จนมนุษย์ธรรมดาดูจะซีดจางไปเพราะเป็นเครื่องดื่มที่ปรุงแต่งเจือจางแล้ว ไม่ใช่หัวเชื้อที่เข้มข้นเคี่ยวกรำ