รจนาโดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
“สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ”
ทุกยุคสมัยล้วนโหยหา “วีรบุรุษ” แต่เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่นั้น ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ หากทว่า ยิ่งมีความผันผวนซับซ้อนก็ยิ่งสร้างความซาบซึ้งให้กับผู้ติดตามเรื่องราวนั้น สุดท้ายแล้ว ตำนานวีรบุรุษที่ติดตรึงใจของมหาชน จึงมักจะจบสิ้นลงด้วย “โศกนาฏกรรม”
“จีน” คือ อารยธรรมที่เต็มไปด้วย “วีรบุรุษ” ท่ามกลางการพัฒนาที่สืบเนื่องยาวนานนั้น สังคมจีนได้ผ่านความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรมนับครั้งไม่ถ้วน จึงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของวีรบุรุษและโศกนาฏกรรม
The Warlords คือ ภาพยนตร์ระดับมหากาพย์ (Epic) ที่พยายามเล่าเรื่องราวของ “วีรบุรุษ” ผ่านยุคสมัยที่สับสนวุ่นวายบนผืนแผ่นดินจีน ที่ได้นำไปสู่กระบวนการต่อสู้ของประชาชน ในนาม “กบฏไท่ผิง” ซึ่งเพาะพันธุ์เป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ให้นักปฏิวัติรุ่นหลังเหลือคณานับ
ตรงข้ามกับมุมมองของคนส่วนใหญ่ The Warlords ได้สร้างวีรบุรุษขึ้นมาจากฝ่ายตรงข้ามของ “กบฏไท่ผิง” ที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ทุกข์ยาก
“ผางชิงหยุน” คือ ตัวละครที่มีบุคลิกภาพลักลั่นย้อนแย้งและน่าติดตามมากที่สุดในเรื่องนี้ ภายใต้อุดมการณ์กู้ชาติจากเงื้อมมือของเหล่ากบฏไท่ผิงนั้น “ผางชิงหยุน” กลับต้องสังเวยชีวิตเลือดเนื้อของผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย โดยเฉพาะภายหลังการยอมจำนนของกองทหาร 4000 คน ซึ่งน้องชายร่วมสาบานของเขา “เฉ่าเอ้อหู” ได้ให้คำมั่นสัญญากับเจ้าเมืองว่าจะไว้ชีวิตทหารทั้งหมด แต่ผางชิงหยุนกลับมีเหตุผลที่ดีกว่าในการ “ฆาตกรรมหมู่” ครั้งนี้ เพื่อแลกกับการปลดปล่อยประชาชนนับล้านๆคน ในเมือง “นานกิง” เมืองหลวงของฝ่ายกบฏ
ภาพยนตร์ คือ ศิลปะที่ลึกล้ำท้าทายแขนงหนึ่ง ผู้กำกับมีเวลาเล่าเรื่องเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ต้องขมวดทุกสิ่งทุกอย่างออกมาให้ได้ จึงทำให้ “ภาพยนตร์” มีความท้าทายยิ่งกว่า “นวนิยาย” ที่สามารถค่อยๆเล่าเรื่องอย่างช้าๆได้ ในขณะเดียวกัน “หนังสั้น” ที่ใช้เวลาเพียง 20-30 นาทีนั้น ย่อมเพ่งพินิจไปที่การหักมุมและแก่นเรื่องได้ในทันที แต่ภาพยนตร์นั้น จะต้องมีความหลากหลายของเนื้อหา ไม่ใช่เพียงมุ่งนำเสนอแก่นเรื่องเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้เกิดความ “ซาบซึ้ง” เข้าอกเข้าใจในตัวละคร ซึ่งย่อมไม่ง่ายนัก กับช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
สิ่งที่ทำให้ ภาพยนตร์ชั้นเลิศ แตกต่างจากภาพยนตร์ธรรมดา คือ ความสามารถในการทำให้ “ผู้ชม” เกิดความเห็นอกเห็นใจตัวละคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสามารถทำให้ “ผู้ร้าย” กลับมีเหตุผลชอบธรรมในการกระทำผิด ขณะเดียวกันในบางแง่มุมถึงกลับมี “ความเป็นพระเอก” แฝงเร้นอยู่ จนผู้ชมไม่อาจตัดใจรังเกียจตัวละครนั้นได้ ย่อมทำให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นบรรลุจุดสูงสุดแห่งศิลปะ
The Warlords ได้สร้างสรรค์ตัวละคร “ผางชิงหยุน” ให้มีความกลมกลืนลงตัวถึงที่สุด ในการกระทำทุกย่างก้าวของเขานั้น เต็มไปด้วยอุดมการณ์ความมุ่งมั่น ขณะเดียวกัน กลับมี “เหยื่อ” ที่ต้องสังเวยอุดมการณ์อันสูงส่งของเขา ครั้งแล้วครั้งเล่า จนแม้กระทั่ง การตัดสินใจทำร้าย “จ้าวเอ้อหู” น้องชายร่วมสาบานนั้น เขายังสามารถหาเหตุผลที่เหมาะสมมาปลดปล่อยตนเองจากการกระทำผิดครั้งนี้ได้อย่างน่าสนใจยิ่งนัก
ท่ามกลางสายฝนที่ตกพรำอยู่นอกจวนข้าหลวงที่สงบงามของเมืองนานกิง “ผางชิงหยุน” ได้จัดพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของ “จ้าวเอ้อหู” ที่ตนเองพึ่งตัดใจประหารชีวิตไป เขาได้รำลึกถึงความหลังที่แสนอบอุ่น ในความรักฉันท์พี่น้องที่ลึกซึ้งผูกพัน ท่ามกลางไฟสงครามที่ร้อนระอุไปทุกหย่อมหญ้า
เริ่มจากการก่อตั้งกองร้อยเล็กๆ ที่มีคนเพียงหยิบมือ จนมาถึงกองทัพที่ได้ชัยชนะเข้ายึดเมืองหลวงของศัตรูได้สำเร็จ แผ่นดินคืนกลับสู่ความสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง ปณิธานใหญ่ของ “ผางชิงหยุน” ได้รับความสำเร็จสมบูรณ์ “น้องชายร่วมสาบาน” ที่เคยสงสัยเคลือบแคลงในตัวเขา เมื่อตอนเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ที่เมือง “ซูโจว” ย่อมจะพึงพอใจที่เขาสามารถ “ยกเว้นภาษี” ให้ราษฎรในเมืองนานกิงได้ถึง 3 ปี
ที่สำคัญ ความผิดของน้องชายร่วมสาบานในเหตุการณ์ความปั่นป่วนของกองทัพที่เมืองซูโจวนั้น โทษทัณฑ์มีถึงขั้นประหารชีวิต แต่พี่ใหญ่คนนี้ได้ละเว้นโทษให้ หากทว่าในบัดนี้ เมื่อน้องชายก่อความขัดแย้งขึ้นอีกครั้งในเมืองนานกิง จึงทำให้ “ทางวังหลวง” ได้มีคำสั่งมาโดยตรง ดังนั้น โศกนาฏกรรมจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่อย่างน้อย น้องชายคนนี้ของเขาน่าจะภาคภูมิใจ และ “ตายตาหลับ” ในเมืองนานกิง ที่ในวันนี้ ล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข “นานกิง” จะเป็นเมืองสวรรค์ที่อุดมสมบูรณ์และราษฏรจะได้ไม่ต้องทุกข์ทนอดอยากอีกต่อไป
แต่ทั้งหมดล้วนเป็นเพียง “ความคิด” ที่ผางชิงหยุนพูดเองเออเองทั้งสิ้น ดังนั้น จึงย่อมไม่ได้สะท้อนความจริงจากมุมมองอื่นเลย แต่กระนั้นด้วยความจริงใจในรอยยิ้มและน้ำตา ย่อมทำให้ตัวละครนี้มีความน่าเห็นอกเห็นใจ ท่ามกลางความเลวร้ายที่เขาได้ก่อขึ้นมา
ความบีบคั้นในช่วงสงครามนั้น ได้ทำให้ “ผางชิงหยุน” และ “จ้าวเอ้อหู” กลายมาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน และความบีบคั้นนั้นเองที่ได้ทำให้ต้องเกิดความขัดแย้งและโศกนาฏกรรมขึ้นมา แน่นอนว่า การตัดสินชีวิตของ “จ้าวเอ้อหู” กระทำขึ้นภายหลังสงครามสงบลงแล้ว แต่สาเหตุที่นำไปสู่ความตายนั้นได้เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว
ยิ่งกว่านั้น “ความแตกต่าง” ในอุดมการณ์ยังเป็นตัวเร่งเร้าให้เกิดความขัดแย้ง โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญความบีบเค้นของสถานการณ์ “จ้าวเอ้อหู” นั้นมีความคิดแบบ “ครอบครัว” คือ เน้นความสัมพันธ์ของในกลุ่มเดียวกันมากกว่าคนนอก ขณะที่ความคิดของ “ผางชิงหยุน” นั้นมีความซับซ้อนมากกว่า คือ “ความเป็นชาติ” ที่ทำให้ต้องมีการสละผลประโยชน์ส่วนตัว เพื่อรักษาส่วนรวม จึงไม่น่าแปลกใจที่ในที่สุด พี่น้องคู่นี้จึงต้องหันมาห้ำหั่นกันเอง
ย่อมมีคนสงสัยว่า ทำไม “ความรักฉันท์พี่น้อง” จึงไม่อาจทำลายความขัดแย้งแตกต่างนี้ได้ คำตอบคงต้องย้อนไปถึงรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมจีนโบราณ ที่ผู้ใหญ่มีหน้าที่เพียงออกคำสั่ง ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ผู้น้อยเข้าใจ ยิ่งกว่านั้น ฉากที่สะเทือนใจที่สุด คือ การที่ “ผางชิงหยุน” ยื่นหนังสือราชการจากกองทัพ “ขุ้ย” ให้ “จ้าวเอ้อหู” พิจารณา แต่น้องชายของเขากลับบอกปัดอย่างร้อนใจว่า “ข้าอ่านออกซะที่ไหนล่ะ” ฉากเล็กๆแต่มีความหมายนี้ ได้เป็น “สัญลักษณ์” แสดงถึงความแตกต่างของพี่น้องร่วมสาบานคู่นี้อย่างถึงที่สุด
บรรยากาศหนักอึ้งกดดันตลอดความยาวสองชั่วโมงของภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจทำให้ผู้ชมชาวไทยเกิดความเบื่อหน่าย อย่างไรก็ตาม ความหนักอึ้งนี้กลับทำให้เราเข้าใจถึงบรรยากาศท่ามกลางไฟสงครามได้เป็นอย่างดี ทำให้เรารู้สึกถึงความย้อนแย้ง เต็มไปด้วยสถานการณ์ที่ยากตัดสินใจของตัวละครได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ กลับทำให้ความงามเพียงเล็กน้อยและความสงบสุขช่วงสั้นๆของหนังเรื่องนี้ มีความโดดเด่นและเข้มข้นยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความสงบสุขในหนังเรื่องนี้ มักมี “ภัยคุกคาม” ตามมาเสมอ ดังนั้น หนังเรื่องนี้จึงนับเป็นโศกนาฏกรรมที่บีบเค้นหัวใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ช่วยทำให้มนุษย์มองเห็นคุณค่าความหมายของ “สันติภาพ” มากยิ่งขึ้น
ความสงบสุขที่เข้ายึดเมืองที่มั่งคั่งเมืองหนึ่ง และเก็บเกี่ยวเงินทองได้มากมายนั้น ช่างเป็นบรรยากาศแห่งความสุขสมยิ่งนัก แต่ในที่สุดได้กลับกลายเป็นภัยร้ายที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความปริร้าวของผางชิงหยุนและเฉ่าเอ้อหู เนื่องจากลูกน้องคนหนึ่งได้ไป “ข่มขืน” เชลยสาวที่น่าสงสาร จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต “ผางชิงหยุน” นั้นอ้างว่า หากปล่อยให้ทหารทำตามอำเภอใจ กองทัพนี้ก็ไม่ต่างจากกองทัพโจร ไม่ต่างจากกองทัพขุ้ยที่เป็นคู่แข่งกันในการปราบกบฏ และกองทัพที่ไม่มีวินัยนั้น ย่อมไม่อาจนำพาไปสู่ชัยชนะได้ ขณะที่จ้าวเอ้อหู ได้ยึดมุมมองรักพวกพ้อง โดยอ้างว่า หากฆ่าพี่น้องที่เหนื่อยยากมาด้วยกัน เพื่อปกป้องเชลยศึกที่เป็นฝ่ายศัตรูนั้น ก็เท่ากับว่าลิดรอนขวัญกำลังใจของผู้ใต้บังคับบัญชา กองทัพก็จะไม่มีใครอาสาสู้ศึก และอาจต้องพ่ายแพ้ในท้ายที่สุด
เหตุการณ์นี้ จึงทำให้ “น้องชายคนเล็ก” ต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย จนสุดท้ายต้องประหารลูกน้องที่คึกคะนองเพราะวัยหนุ่มด้วยมือตนเอง นับเป็นความปวดร้าวครั้งแรกในความสัมพันธ์ของสามพี่น้อง
ภายใต้ความสงบสุขของการพิชิตนานกิง และบรรยากาศอันสูงส่งทรงเกียรติในการเข้ารับพระราชทานรางวัลจาก “องค์ไทเฮา” ของผางชิงหยุนนั้น ได้กลายเป็นจุดแตกหักของความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมงาน ที่ทั้งอิจฉาริษยาและหวาดระแวงซึ่งกันและกัน
ในมุมหนึ่งนั้น “ผู้เฒ่าเฉิน” นับเป็นผู้บังคับบัญชาที่เมตตาต่อผางชิงหยินที่สุดแล้วในเรื่องนี้ ทั้งความใจอ่อนที่ไม่เอาโทษผางชิงหยุน แต่กลับมอบกองทหาร 1500 นายให้ผางชิงหยุนไว้สู้กับศัตรู อีกทั้ง “ผู้เฒ่าเฉิน” คนนี้เองที่เป็นคนนำพา “ผางชิงหยุน” เข้าเฝ้าองค์ไทเฮาเพื่อรับรางวัลที่เอาชนะกบฏไท่ผิงได้ ที่สำคัญ ผู้เฒ่าเฉินยังได้กล่าวเตือนผางชิงหยุนด้วยความห่วงใยให้ระมัดระวังตัวก่อนจะถึงพิธีแต่งตั้งเป็นข้าหลวงแห่งมณฑลเจียงซู อย่างไรก็ตาม “ผู้เฒ่าเฉิน” คนนี้อีกเช่นกัน ที่พร้อมจะคล้อยตามต่อคำยุยงของผู้เฒ่าอีกสองคนที่เป็นเพื่อนสนิท และในที่สุดก็มีส่วนสมรู้ร่วมคิดกับเหตุการณ์ลอบสังหารผางชิงหยุนในพิธีแต่งตั้งข้าหลวงที่แสนศักดิ์สิทธิ์ของราชสำนักชิง
แต่กระนั้น การตัดสินใจทำลาย “ผางชิงหยุน” ลูกน้องที่ตนเองปั้นมากับมือของ “ผู้เฒ่าเฉิน” นั้น ย่อมแยกไม่ออกจากการชิงไหวชิงพริบของการเมืองในราชสำนัก โดยเฉพาะในยุคสมัยที่สถานการณ์โดยรวมของบ้านเมืองมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ทุกผู้คนล้วนต้องเอาตัวรอด ไม่เว้นแม้แต่พระนางซูสีไทเฮา ผู้ปกครองสูงสุดตัวจริงของแผ่นดินมังกรในช่วงเวลานั้น และหากคนธรรมดาอย่าง “ผางชิงหยุน” ได้อาศัยสถานการณ์ที่วิกฤตของชาติบ้านเมือง ผลักดันตนเองจนขึ้นมาเป็น “วีรบุรุษ” ได้ในเวลาอันรวดเร็วแล้ว เขาก็ต้องยอมรับว่าความผันผวนและการต่อสู้ช่วงชิงแห่งยุคสมัยอันโหดร้ายนี้ ก็อาจนำมาซึ่งจุดจบของเขาได้เช่นเดียวกัน
