The Warlords : โศกนาฏกรรมยิ่งใหญ่ของเจ้าสุริยา (ตอนที่ 1)

June 26, 2009

รจนาโดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

“สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ”

ทุกยุคสมัยล้วนโหยหา “วีรบุรุษ” แต่เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่นั้น ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ หากทว่า ยิ่งมีความผันผวนซับซ้อนก็ยิ่งสร้างความซาบซึ้งให้กับผู้ติดตามเรื่องราวนั้น สุดท้ายแล้ว ตำนานวีรบุรุษที่ติดตรึงใจของมหาชน จึงมักจะจบสิ้นลงด้วย “โศกนาฏกรรม”

“จีน” คือ อารยธรรมที่เต็มไปด้วย “วีรบุรุษ” ท่ามกลางการพัฒนาที่สืบเนื่องยาวนานนั้น สังคมจีนได้ผ่านความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรมนับครั้งไม่ถ้วน จึงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของวีรบุรุษและโศกนาฏกรรม

The Warlords คือ ภาพยนตร์ระดับมหากาพย์ (Epic) ที่พยายามเล่าเรื่องราวของ “วีรบุรุษ” ผ่านยุคสมัยที่สับสนวุ่นวายบนผืนแผ่นดินจีน ที่ได้นำไปสู่กระบวนการต่อสู้ของประชาชน ในนาม “กบฏไท่ผิง” ซึ่งเพาะพันธุ์เป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ให้นักปฏิวัติรุ่นหลังเหลือคณานับ

ตรงข้ามกับมุมมองของคนส่วนใหญ่ The Warlords ได้สร้างวีรบุรุษขึ้นมาจากฝ่ายตรงข้ามของ “กบฏไท่ผิง” ที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ทุกข์ยาก

“ผางชิงหยุน” คือ ตัวละครที่มีบุคลิกภาพลักลั่นย้อนแย้งและน่าติดตามมากที่สุดในเรื่องนี้ ภายใต้อุดมการณ์กู้ชาติจากเงื้อมมือของเหล่ากบฏไท่ผิงนั้น “ผางชิงหยุน” กลับต้องสังเวยชีวิตเลือดเนื้อของผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย โดยเฉพาะภายหลังการยอมจำนนของกองทหาร 4000 คน ซึ่งน้องชายร่วมสาบานของเขา “เฉ่าเอ้อหู” ได้ให้คำมั่นสัญญากับเจ้าเมืองว่าจะไว้ชีวิตทหารทั้งหมด แต่ผางชิงหยุนกลับมีเหตุผลที่ดีกว่าในการ “ฆาตกรรมหมู่” ครั้งนี้ เพื่อแลกกับการปลดปล่อยประชาชนนับล้านๆคน ในเมือง “นานกิง” เมืองหลวงของฝ่ายกบฏ

ภาพยนตร์ คือ ศิลปะที่ลึกล้ำท้าทายแขนงหนึ่ง ผู้กำกับมีเวลาเล่าเรื่องเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ต้องขมวดทุกสิ่งทุกอย่างออกมาให้ได้ จึงทำให้ “ภาพยนตร์” มีความท้าทายยิ่งกว่า “นวนิยาย” ที่สามารถค่อยๆเล่าเรื่องอย่างช้าๆได้ ในขณะเดียวกัน “หนังสั้น” ที่ใช้เวลาเพียง 20-30 นาทีนั้น ย่อมเพ่งพินิจไปที่การหักมุมและแก่นเรื่องได้ในทันที แต่ภาพยนตร์นั้น จะต้องมีความหลากหลายของเนื้อหา ไม่ใช่เพียงมุ่งนำเสนอแก่นเรื่องเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้เกิดความ “ซาบซึ้ง” เข้าอกเข้าใจในตัวละคร ซึ่งย่อมไม่ง่ายนัก กับช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

สิ่งที่ทำให้ ภาพยนตร์ชั้นเลิศ แตกต่างจากภาพยนตร์ธรรมดา คือ ความสามารถในการทำให้ “ผู้ชม” เกิดความเห็นอกเห็นใจตัวละคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสามารถทำให้ “ผู้ร้าย” กลับมีเหตุผลชอบธรรมในการกระทำผิด ขณะเดียวกันในบางแง่มุมถึงกลับมี “ความเป็นพระเอก” แฝงเร้นอยู่ จนผู้ชมไม่อาจตัดใจรังเกียจตัวละครนั้นได้ ย่อมทำให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นบรรลุจุดสูงสุดแห่งศิลปะ

The Warlords ได้สร้างสรรค์ตัวละคร “ผางชิงหยุน” ให้มีความกลมกลืนลงตัวถึงที่สุด ในการกระทำทุกย่างก้าวของเขานั้น เต็มไปด้วยอุดมการณ์ความมุ่งมั่น ขณะเดียวกัน กลับมี “เหยื่อ” ที่ต้องสังเวยอุดมการณ์อันสูงส่งของเขา ครั้งแล้วครั้งเล่า จนแม้กระทั่ง การตัดสินใจทำร้าย “จ้าวเอ้อหู” น้องชายร่วมสาบานนั้น เขายังสามารถหาเหตุผลที่เหมาะสมมาปลดปล่อยตนเองจากการกระทำผิดครั้งนี้ได้อย่างน่าสนใจยิ่งนัก

ท่ามกลางสายฝนที่ตกพรำอยู่นอกจวนข้าหลวงที่สงบงามของเมืองนานกิง “ผางชิงหยุน” ได้จัดพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของ “จ้าวเอ้อหู” ที่ตนเองพึ่งตัดใจประหารชีวิตไป เขาได้รำลึกถึงความหลังที่แสนอบอุ่น ในความรักฉันท์พี่น้องที่ลึกซึ้งผูกพัน ท่ามกลางไฟสงครามที่ร้อนระอุไปทุกหย่อมหญ้า

เริ่มจากการก่อตั้งกองร้อยเล็กๆ ที่มีคนเพียงหยิบมือ จนมาถึงกองทัพที่ได้ชัยชนะเข้ายึดเมืองหลวงของศัตรูได้สำเร็จ แผ่นดินคืนกลับสู่ความสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง ปณิธานใหญ่ของ “ผางชิงหยุน” ได้รับความสำเร็จสมบูรณ์ “น้องชายร่วมสาบาน” ที่เคยสงสัยเคลือบแคลงในตัวเขา เมื่อตอนเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ที่เมือง “ซูโจว” ย่อมจะพึงพอใจที่เขาสามารถ “ยกเว้นภาษี” ให้ราษฎรในเมืองนานกิงได้ถึง 3 ปี

ที่สำคัญ ความผิดของน้องชายร่วมสาบานในเหตุการณ์ความปั่นป่วนของกองทัพที่เมืองซูโจวนั้น โทษทัณฑ์มีถึงขั้นประหารชีวิต แต่พี่ใหญ่คนนี้ได้ละเว้นโทษให้ หากทว่าในบัดนี้ เมื่อน้องชายก่อความขัดแย้งขึ้นอีกครั้งในเมืองนานกิง จึงทำให้ “ทางวังหลวง” ได้มีคำสั่งมาโดยตรง ดังนั้น โศกนาฏกรรมจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่อย่างน้อย น้องชายคนนี้ของเขาน่าจะภาคภูมิใจ และ “ตายตาหลับ” ในเมืองนานกิง ที่ในวันนี้ ล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข “นานกิง” จะเป็นเมืองสวรรค์ที่อุดมสมบูรณ์และราษฏรจะได้ไม่ต้องทุกข์ทนอดอยากอีกต่อไป

แต่ทั้งหมดล้วนเป็นเพียง “ความคิด” ที่ผางชิงหยุนพูดเองเออเองทั้งสิ้น ดังนั้น จึงย่อมไม่ได้สะท้อนความจริงจากมุมมองอื่นเลย แต่กระนั้นด้วยความจริงใจในรอยยิ้มและน้ำตา ย่อมทำให้ตัวละครนี้มีความน่าเห็นอกเห็นใจ ท่ามกลางความเลวร้ายที่เขาได้ก่อขึ้นมา

ความบีบคั้นในช่วงสงครามนั้น ได้ทำให้ “ผางชิงหยุน” และ “จ้าวเอ้อหู” กลายมาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน และความบีบคั้นนั้นเองที่ได้ทำให้ต้องเกิดความขัดแย้งและโศกนาฏกรรมขึ้นมา แน่นอนว่า การตัดสินชีวิตของ “จ้าวเอ้อหู” กระทำขึ้นภายหลังสงครามสงบลงแล้ว แต่สาเหตุที่นำไปสู่ความตายนั้นได้เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว

ยิ่งกว่านั้น “ความแตกต่าง” ในอุดมการณ์ยังเป็นตัวเร่งเร้าให้เกิดความขัดแย้ง โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญความบีบเค้นของสถานการณ์ “จ้าวเอ้อหู” นั้นมีความคิดแบบ “ครอบครัว” คือ เน้นความสัมพันธ์ของในกลุ่มเดียวกันมากกว่าคนนอก ขณะที่ความคิดของ “ผางชิงหยุน” นั้นมีความซับซ้อนมากกว่า คือ “ความเป็นชาติ” ที่ทำให้ต้องมีการสละผลประโยชน์ส่วนตัว เพื่อรักษาส่วนรวม จึงไม่น่าแปลกใจที่ในที่สุด พี่น้องคู่นี้จึงต้องหันมาห้ำหั่นกันเอง

ย่อมมีคนสงสัยว่า ทำไม “ความรักฉันท์พี่น้อง” จึงไม่อาจทำลายความขัดแย้งแตกต่างนี้ได้ คำตอบคงต้องย้อนไปถึงรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมจีนโบราณ ที่ผู้ใหญ่มีหน้าที่เพียงออกคำสั่ง ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ผู้น้อยเข้าใจ ยิ่งกว่านั้น ฉากที่สะเทือนใจที่สุด คือ การที่ “ผางชิงหยุน” ยื่นหนังสือราชการจากกองทัพ “ขุ้ย” ให้ “จ้าวเอ้อหู” พิจารณา แต่น้องชายของเขากลับบอกปัดอย่างร้อนใจว่า “ข้าอ่านออกซะที่ไหนล่ะ” ฉากเล็กๆแต่มีความหมายนี้ ได้เป็น “สัญลักษณ์” แสดงถึงความแตกต่างของพี่น้องร่วมสาบานคู่นี้อย่างถึงที่สุด

บรรยากาศหนักอึ้งกดดันตลอดความยาวสองชั่วโมงของภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจทำให้ผู้ชมชาวไทยเกิดความเบื่อหน่าย อย่างไรก็ตาม ความหนักอึ้งนี้กลับทำให้เราเข้าใจถึงบรรยากาศท่ามกลางไฟสงครามได้เป็นอย่างดี ทำให้เรารู้สึกถึงความย้อนแย้ง เต็มไปด้วยสถานการณ์ที่ยากตัดสินใจของตัวละครได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ กลับทำให้ความงามเพียงเล็กน้อยและความสงบสุขช่วงสั้นๆของหนังเรื่องนี้ มีความโดดเด่นและเข้มข้นยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความสงบสุขในหนังเรื่องนี้ มักมี “ภัยคุกคาม” ตามมาเสมอ ดังนั้น หนังเรื่องนี้จึงนับเป็นโศกนาฏกรรมที่บีบเค้นหัวใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ช่วยทำให้มนุษย์มองเห็นคุณค่าความหมายของ “สันติภาพ” มากยิ่งขึ้น

ความสงบสุขที่เข้ายึดเมืองที่มั่งคั่งเมืองหนึ่ง และเก็บเกี่ยวเงินทองได้มากมายนั้น ช่างเป็นบรรยากาศแห่งความสุขสมยิ่งนัก แต่ในที่สุดได้กลับกลายเป็นภัยร้ายที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความปริร้าวของผางชิงหยุนและเฉ่าเอ้อหู เนื่องจากลูกน้องคนหนึ่งได้ไป “ข่มขืน” เชลยสาวที่น่าสงสาร จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต “ผางชิงหยุน” นั้นอ้างว่า หากปล่อยให้ทหารทำตามอำเภอใจ กองทัพนี้ก็ไม่ต่างจากกองทัพโจร ไม่ต่างจากกองทัพขุ้ยที่เป็นคู่แข่งกันในการปราบกบฏ และกองทัพที่ไม่มีวินัยนั้น ย่อมไม่อาจนำพาไปสู่ชัยชนะได้ ขณะที่จ้าวเอ้อหู ได้ยึดมุมมองรักพวกพ้อง โดยอ้างว่า หากฆ่าพี่น้องที่เหนื่อยยากมาด้วยกัน เพื่อปกป้องเชลยศึกที่เป็นฝ่ายศัตรูนั้น ก็เท่ากับว่าลิดรอนขวัญกำลังใจของผู้ใต้บังคับบัญชา กองทัพก็จะไม่มีใครอาสาสู้ศึก และอาจต้องพ่ายแพ้ในท้ายที่สุด

เหตุการณ์นี้ จึงทำให้ “น้องชายคนเล็ก” ต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย จนสุดท้ายต้องประหารลูกน้องที่คึกคะนองเพราะวัยหนุ่มด้วยมือตนเอง นับเป็นความปวดร้าวครั้งแรกในความสัมพันธ์ของสามพี่น้อง

ภายใต้ความสงบสุขของการพิชิตนานกิง และบรรยากาศอันสูงส่งทรงเกียรติในการเข้ารับพระราชทานรางวัลจาก “องค์ไทเฮา” ของผางชิงหยุนนั้น ได้กลายเป็นจุดแตกหักของความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมงาน ที่ทั้งอิจฉาริษยาและหวาดระแวงซึ่งกันและกัน

ในมุมหนึ่งนั้น “ผู้เฒ่าเฉิน” นับเป็นผู้บังคับบัญชาที่เมตตาต่อผางชิงหยินที่สุดแล้วในเรื่องนี้ ทั้งความใจอ่อนที่ไม่เอาโทษผางชิงหยุน แต่กลับมอบกองทหาร 1500 นายให้ผางชิงหยุนไว้สู้กับศัตรู อีกทั้ง “ผู้เฒ่าเฉิน” คนนี้เองที่เป็นคนนำพา “ผางชิงหยุน” เข้าเฝ้าองค์ไทเฮาเพื่อรับรางวัลที่เอาชนะกบฏไท่ผิงได้ ที่สำคัญ ผู้เฒ่าเฉินยังได้กล่าวเตือนผางชิงหยุนด้วยความห่วงใยให้ระมัดระวังตัวก่อนจะถึงพิธีแต่งตั้งเป็นข้าหลวงแห่งมณฑลเจียงซู อย่างไรก็ตาม “ผู้เฒ่าเฉิน” คนนี้อีกเช่นกัน ที่พร้อมจะคล้อยตามต่อคำยุยงของผู้เฒ่าอีกสองคนที่เป็นเพื่อนสนิท และในที่สุดก็มีส่วนสมรู้ร่วมคิดกับเหตุการณ์ลอบสังหารผางชิงหยุนในพิธีแต่งตั้งข้าหลวงที่แสนศักดิ์สิทธิ์ของราชสำนักชิง

แต่กระนั้น การตัดสินใจทำลาย “ผางชิงหยุน” ลูกน้องที่ตนเองปั้นมากับมือของ “ผู้เฒ่าเฉิน” นั้น ย่อมแยกไม่ออกจากการชิงไหวชิงพริบของการเมืองในราชสำนัก โดยเฉพาะในยุคสมัยที่สถานการณ์โดยรวมของบ้านเมืองมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ทุกผู้คนล้วนต้องเอาตัวรอด ไม่เว้นแม้แต่พระนางซูสีไทเฮา ผู้ปกครองสูงสุดตัวจริงของแผ่นดินมังกรในช่วงเวลานั้น และหากคนธรรมดาอย่าง “ผางชิงหยุน” ได้อาศัยสถานการณ์ที่วิกฤตของชาติบ้านเมือง ผลักดันตนเองจนขึ้นมาเป็น “วีรบุรุษ” ได้ในเวลาอันรวดเร็วแล้ว เขาก็ต้องยอมรับว่าความผันผวนและการต่อสู้ช่วงชิงแห่งยุคสมัยอันโหดร้ายนี้ ก็อาจนำมาซึ่งจุดจบของเขาได้เช่นเดียวกัน

Comments

2 Responses to “The Warlords : โศกนาฏกรรมยิ่งใหญ่ของเจ้าสุริยา (ตอนที่ 1)”

  1. 1. กุลิศร์ สายประดาบ on June 28th, 2009 19:29

    ดีแล้วที่เขียนถึงเรื่องนี้
    ผมดูเรื่องนี้ได้ร่วมปีแล้ว และหลังจากนั้นเมื่อได้พบเห็นหรือได้ยินการพูดถึงหนังเรื่องนี้ สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือความรู้สึกเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบครั้งแรก และเป็นบทสรุปต่อหนังเรื่องนี้ของผมคือ “หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อำนาจที่พอเพียงนั้น ไม่มี”
    ความหมายของมันก็คือ ผมรู้สึกสะทกสะท้อนใจกับชะตากรรมของแผ่นดิน ของผู้คน และของ ๓ พี่น้องร่วมสาบานนั้น ทั้งหมดต่างประสบชะตากรรมจากผลพวงแห่งอำนาจ ไม่ว่าพวกเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
    แผ่นดิน ผู้คน และ ๓ พี่น้อง จะมีความปรารถนาในอำนาจหรือไม่ก็ตาม อำนาจย่อมส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างแน่นอน ดังที่เราเห็นในหนัง ซึ่งหนังก็ให้เราเห็นชะตากรรมอันเป็นโศกนาฏกรรมหลายระดับ ได้อย่างดียิ่ง
    ทั้งโศกนาฏกรรม ระดับแผ่นดิน ระดับผู้คน และระดับพี่น้อง ทั้งหมดถูกหนังทำให้ดูประหนึ่งว่าต่างก็ถูกกระทำให้มีชะตากรรมที่น่าสมเพชเวทนา ภายใต้อำนาจอันมหึมาของราชวงศ์ชิง
    ดูประหนึ่งว่าราชวงศ์ชิงเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของใครต่อใคร ทั้งของแผ่นดิน ของผู้คน และของ ๓ พี่น้อง แต่เราก็โชคดีที่เกิดมาภายหลัง และได้ทราบความจริงว่าราชวงศ์ชิงเองก็มีชะตากรรมที่น่าสมเพชเวทนาเช่นกัน
    กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ทั้งหมดก็ไม่พ้นวังวนแห่งชะตากรรม ไม่ว่าขณะนั้นเขาจะอยู่ในฐานะอะไรก็ตาม อยู่บนอยู่ล่าง อยู่ในฐานะผู้กระทำ-ผู้ถูกกระทำ ทั้งหมดล้วนต้องถูกกวาดต้อนให้เลื่อนไหลไปตามชะตา
    ดังนั้น หากเราจะต้องทำความเข้าใจอะไรจริงๆ จังๆ ตลอดถึงหากจะต้องทำอะไรจริงๆ จังๆ เราคงต้องมองในฐานะที่เราทั้งหลายเป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน อย่างที่พระท่านว่า “เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย”
    ในกรณีดังกล่าวนี้ ความขัดแย้งใหญ่ เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนผู้ทุกข์ยากเดือดร้อนกับราชวงศ์ชิงซึ่งงี่เง่าและหมกมุ่นอยู่แต่กับอำนาจ แต่ขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นว่าในระหว่างประชาชนด้วยกันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ขัดแย้งกัน และในราชวงศ์ตลอดถึงขุนนางทั้งปวงเองก็ใช่ว่าจะสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
    เมื่อมองจากจุดยืนปัจจุบันที่เรายืนอยู่ ที่เรามีระบบบริหารแผ่นดินแบบปัจจุบันที่เราเรียกร้องการแก้ไขนั่น ปรับปรุงนี่ พัฒนาโน่น เมื่อเทียบกับสมัยราชวงศ์ชิงแล้ว ก็ยังดีกว่าเยอะ
    อำนาจกดขี่แบบราชวงศ์ชิงอย่างสุดโต่ง งี่เง่า และบ้าคลั่งนั้น คงเกิดได้ยากในปัจจุบัน หากเรายังพอมีสติกันอยู่บ้าง และการต้องลุกมาก่อกบฏเสี่ยงชีพหลั่งเลือดนองแผ่นดิน ก็คงเกิดได้ยาก แม้จะยังพอมีให้เห็น
    ส่วนตัวผมนี่ ผมว่าเราโชคดีมากที่เรามีแนวโน้มทิศทางไปในทางที่จะหลุดพ้นจากชะตากรรมซ้ำซากจำเจ แบบที่คนในอดีตต้องประสบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตายแล้วตายเล่า ฉิบหายแล้วฉิบหายเล่า
    คนที่อยู่ในวังวนชะตากรรมเช่นนั้น ก็มองได้เพียงว่า เมื่อไรหนอ จะมีอัศวินขี่ม้าขาวอุบัติมาแก้วิกฤติ ครั้นพอมีอัศวินอุบัติขึ้นมาจริงๆ นานไปอัศวินนั้นก็กลายมาเป็นทรราชย์เสียเอง เพราะมันยังอยู่ในโครงสร้างชะตากรรมเดิมๆ อยู่
    ยาก ที่จะมีมนุษย์ในยุคนั้นคนไหน คิดถึงการไปให้พ้นจากโครงสร้างชะตากรรมอันซ้ำซาก ทำลายโครงสร้างชะตากรรมเดิมๆ ทิ้งไปเสีย แล้วสถาปนากรอบโครงสร้างชะตากรรมใหม่ นั่นต่างหากจึงจะทำให้หลุดพ้นจากชะตากรรมอันเป็นโศกนาฏกรรมได้อย่างแท้จริง

  2. 2. เจริญชัย on June 29th, 2009 11:39

    ขอบคุณมากครับ
    เป็นความคิดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะท่อนสุดท้าย

    “ยากที่จะมีมนุษย์ในยุคนั้นคนไหน คิดถึงการไปให้พ้นจากโครงสร้างชะตากรรมอันซ้ำซาก ทำลายโครงสร้างชะตากรรมเดิมๆ ทิ้งไปเสีย แล้วสถาปนากรอบโครงสร้างชะตากรรมใหม่ นั่นต่างหากจึงจะทำให้หลุดพ้นจากชะตากรรมอันเป็นโศกนาฏกรรมได้อย่างแท้จริง”

    ผมเห็นด้วยที่เราควรทิ้งโครงสร้างเก่า เพื่่อค้นหาโครงสร้างใหม่ แต่กระนั้น ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง เพราะโครงสร้างใหม่นั้นอาจไม่ใหม่จริง และอาจนำความเลวร้ายมาสู่ทุกคนยิ่งกว่าเดิม

    ผมยังเชื่ออีกว่า มนุษย์ทุกยุคสมัยล้วนมีการทิ้งของเก่า เพื่อสร้างของใหม่ มิเช่นนั้น พวกเราคงไม่ยืนอยู่อย่างสุขสบายแบบในวันนี้

    เพียงแต่ว่า ยุคสมัยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จริงๆ มีไม่มากนัก ดังนั้น เราจึงนึกว่า คนโบราณวนเวียนในชะตากรรมซ้ำซาก

    หากแบ่งยุคใหญ่ๆ คือ เกษตร อุตสาหกรรม ข่าวสารข้อมูล ที่เรามีชีวิตที่ดีกว่าคนโบราณ เพราะเราเข้าสู่ยุคข่าวสารข้อมูลแล้ว

    ลูกหลานของเราในอนาคต ก็อาจมองว่า พวกเราอยู่ในชะตากรรมซ้ำซากก็เป็นได้

    กลับมามองปัจจุบัน ผมหวังว่า เมืองไทยจะไปพ้นชะตากรรมซ้ำซากโดยไว

Got something to say?