<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
		>
<channel>
	<title>Comments on: The Warlords : โศกนาฏกรรมยิ่งใหญ่ของเจ้าสุริยา (ตอนที่ 1)</title>
	<atom:link href="http://www.siamintelligence.com/the-warlords-tragedy/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.siamintelligence.com/the-warlords-tragedy/</link>
	<description>Your Business Strategic Advisor</description>
	<lastBuildDate>Sat, 31 Jul 2010 08:10:59 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
		<item>
		<title>By: เจริญชัย</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/the-warlords-tragedy/comment-page-1/#comment-2409</link>
		<dc:creator>เจริญชัย</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jun 2009 04:39:33 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=3630#comment-2409</guid>
		<description>ขอบคุณมากครับ
เป็นความคิดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะท่อนสุดท้าย

&quot;ยากที่จะมีมนุษย์ในยุคนั้นคนไหน คิดถึงการไปให้พ้นจากโครงสร้างชะตากรรมอันซ้ำซาก ทำลายโครงสร้างชะตากรรมเดิมๆ ทิ้งไปเสีย แล้วสถาปนากรอบโครงสร้างชะตากรรมใหม่ นั่นต่างหากจึงจะทำให้หลุดพ้นจากชะตากรรมอันเป็นโศกนาฏกรรมได้อย่างแท้จริง&quot;

ผมเห็นด้วยที่เราควรทิ้งโครงสร้างเก่า เพื่่อค้นหาโครงสร้างใหม่ แต่กระนั้น ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง เพราะโครงสร้างใหม่นั้นอาจไม่ใหม่จริง และอาจนำความเลวร้ายมาสู่ทุกคนยิ่งกว่าเดิม

ผมยังเชื่ออีกว่า มนุษย์ทุกยุคสมัยล้วนมีการทิ้งของเก่า เพื่อสร้างของใหม่ มิเช่นนั้น พวกเราคงไม่ยืนอยู่อย่างสุขสบายแบบในวันนี้

เพียงแต่ว่า ยุคสมัยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จริงๆ มีไม่มากนัก ดังนั้น เราจึงนึกว่า คนโบราณวนเวียนในชะตากรรมซ้ำซาก

หากแบ่งยุคใหญ่ๆ คือ เกษตร อุตสาหกรรม ข่าวสารข้อมูล ที่เรามีชีวิตที่ดีกว่าคนโบราณ เพราะเราเข้าสู่ยุคข่าวสารข้อมูลแล้ว

ลูกหลานของเราในอนาคต ก็อาจมองว่า พวกเราอยู่ในชะตากรรมซ้ำซากก็เป็นได้

กลับมามองปัจจุบัน ผมหวังว่า เมืองไทยจะไปพ้นชะตากรรมซ้ำซากโดยไว</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ขอบคุณมากครับ<br />
เป็นความคิดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะท่อนสุดท้าย</p>
<p>&#8220;ยากที่จะมีมนุษย์ในยุคนั้นคนไหน คิดถึงการไปให้พ้นจากโครงสร้างชะตากรรมอันซ้ำซาก ทำลายโครงสร้างชะตากรรมเดิมๆ ทิ้งไปเสีย แล้วสถาปนากรอบโครงสร้างชะตากรรมใหม่ นั่นต่างหากจึงจะทำให้หลุดพ้นจากชะตากรรมอันเป็นโศกนาฏกรรมได้อย่างแท้จริง&#8221;</p>
<p>ผมเห็นด้วยที่เราควรทิ้งโครงสร้างเก่า เพื่่อค้นหาโครงสร้างใหม่ แต่กระนั้น ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง เพราะโครงสร้างใหม่นั้นอาจไม่ใหม่จริง และอาจนำความเลวร้ายมาสู่ทุกคนยิ่งกว่าเดิม</p>
<p>ผมยังเชื่ออีกว่า มนุษย์ทุกยุคสมัยล้วนมีการทิ้งของเก่า เพื่อสร้างของใหม่ มิเช่นนั้น พวกเราคงไม่ยืนอยู่อย่างสุขสบายแบบในวันนี้</p>
<p>เพียงแต่ว่า ยุคสมัยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จริงๆ มีไม่มากนัก ดังนั้น เราจึงนึกว่า คนโบราณวนเวียนในชะตากรรมซ้ำซาก</p>
<p>หากแบ่งยุคใหญ่ๆ คือ เกษตร อุตสาหกรรม ข่าวสารข้อมูล ที่เรามีชีวิตที่ดีกว่าคนโบราณ เพราะเราเข้าสู่ยุคข่าวสารข้อมูลแล้ว</p>
<p>ลูกหลานของเราในอนาคต ก็อาจมองว่า พวกเราอยู่ในชะตากรรมซ้ำซากก็เป็นได้</p>
<p>กลับมามองปัจจุบัน ผมหวังว่า เมืองไทยจะไปพ้นชะตากรรมซ้ำซากโดยไว</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: กุลิศร์ สายประดาบ</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/the-warlords-tragedy/comment-page-1/#comment-2407</link>
		<dc:creator>กุลิศร์ สายประดาบ</dc:creator>
		<pubDate>Sun, 28 Jun 2009 12:29:17 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=3630#comment-2407</guid>
		<description>ดีแล้วที่เขียนถึงเรื่องนี้
ผมดูเรื่องนี้ได้ร่วมปีแล้ว และหลังจากนั้นเมื่อได้พบเห็นหรือได้ยินการพูดถึงหนังเรื่องนี้ สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือความรู้สึกเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบครั้งแรก และเป็นบทสรุปต่อหนังเรื่องนี้ของผมคือ “หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อำนาจที่พอเพียงนั้น ไม่มี”
ความหมายของมันก็คือ ผมรู้สึกสะทกสะท้อนใจกับชะตากรรมของแผ่นดิน ของผู้คน และของ ๓ พี่น้องร่วมสาบานนั้น ทั้งหมดต่างประสบชะตากรรมจากผลพวงแห่งอำนาจ ไม่ว่าพวกเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
แผ่นดิน ผู้คน และ ๓ พี่น้อง จะมีความปรารถนาในอำนาจหรือไม่ก็ตาม อำนาจย่อมส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างแน่นอน ดังที่เราเห็นในหนัง ซึ่งหนังก็ให้เราเห็นชะตากรรมอันเป็นโศกนาฏกรรมหลายระดับ ได้อย่างดียิ่ง
ทั้งโศกนาฏกรรม ระดับแผ่นดิน ระดับผู้คน และระดับพี่น้อง ทั้งหมดถูกหนังทำให้ดูประหนึ่งว่าต่างก็ถูกกระทำให้มีชะตากรรมที่น่าสมเพชเวทนา ภายใต้อำนาจอันมหึมาของราชวงศ์ชิง
ดูประหนึ่งว่าราชวงศ์ชิงเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของใครต่อใคร ทั้งของแผ่นดิน ของผู้คน และของ ๓ พี่น้อง แต่เราก็โชคดีที่เกิดมาภายหลัง และได้ทราบความจริงว่าราชวงศ์ชิงเองก็มีชะตากรรมที่น่าสมเพชเวทนาเช่นกัน
กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ทั้งหมดก็ไม่พ้นวังวนแห่งชะตากรรม ไม่ว่าขณะนั้นเขาจะอยู่ในฐานะอะไรก็ตาม อยู่บนอยู่ล่าง อยู่ในฐานะผู้กระทำ-ผู้ถูกกระทำ ทั้งหมดล้วนต้องถูกกวาดต้อนให้เลื่อนไหลไปตามชะตา
ดังนั้น หากเราจะต้องทำความเข้าใจอะไรจริงๆ จังๆ ตลอดถึงหากจะต้องทำอะไรจริงๆ จังๆ เราคงต้องมองในฐานะที่เราทั้งหลายเป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน อย่างที่พระท่านว่า “เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย”
ในกรณีดังกล่าวนี้ ความขัดแย้งใหญ่ เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนผู้ทุกข์ยากเดือดร้อนกับราชวงศ์ชิงซึ่งงี่เง่าและหมกมุ่นอยู่แต่กับอำนาจ แต่ขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นว่าในระหว่างประชาชนด้วยกันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ขัดแย้งกัน และในราชวงศ์ตลอดถึงขุนนางทั้งปวงเองก็ใช่ว่าจะสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
เมื่อมองจากจุดยืนปัจจุบันที่เรายืนอยู่ ที่เรามีระบบบริหารแผ่นดินแบบปัจจุบันที่เราเรียกร้องการแก้ไขนั่น ปรับปรุงนี่ พัฒนาโน่น เมื่อเทียบกับสมัยราชวงศ์ชิงแล้ว ก็ยังดีกว่าเยอะ
อำนาจกดขี่แบบราชวงศ์ชิงอย่างสุดโต่ง งี่เง่า และบ้าคลั่งนั้น คงเกิดได้ยากในปัจจุบัน หากเรายังพอมีสติกันอยู่บ้าง และการต้องลุกมาก่อกบฏเสี่ยงชีพหลั่งเลือดนองแผ่นดิน ก็คงเกิดได้ยาก แม้จะยังพอมีให้เห็น
ส่วนตัวผมนี่ ผมว่าเราโชคดีมากที่เรามีแนวโน้มทิศทางไปในทางที่จะหลุดพ้นจากชะตากรรมซ้ำซากจำเจ แบบที่คนในอดีตต้องประสบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตายแล้วตายเล่า ฉิบหายแล้วฉิบหายเล่า
คนที่อยู่ในวังวนชะตากรรมเช่นนั้น ก็มองได้เพียงว่า เมื่อไรหนอ จะมีอัศวินขี่ม้าขาวอุบัติมาแก้วิกฤติ ครั้นพอมีอัศวินอุบัติขึ้นมาจริงๆ นานไปอัศวินนั้นก็กลายมาเป็นทรราชย์เสียเอง เพราะมันยังอยู่ในโครงสร้างชะตากรรมเดิมๆ อยู่
ยาก ที่จะมีมนุษย์ในยุคนั้นคนไหน คิดถึงการไปให้พ้นจากโครงสร้างชะตากรรมอันซ้ำซาก ทำลายโครงสร้างชะตากรรมเดิมๆ ทิ้งไปเสีย แล้วสถาปนากรอบโครงสร้างชะตากรรมใหม่ นั่นต่างหากจึงจะทำให้หลุดพ้นจากชะตากรรมอันเป็นโศกนาฏกรรมได้อย่างแท้จริง</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ดีแล้วที่เขียนถึงเรื่องนี้<br />
ผมดูเรื่องนี้ได้ร่วมปีแล้ว และหลังจากนั้นเมื่อได้พบเห็นหรือได้ยินการพูดถึงหนังเรื่องนี้ สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือความรู้สึกเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบครั้งแรก และเป็นบทสรุปต่อหนังเรื่องนี้ของผมคือ “หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อำนาจที่พอเพียงนั้น ไม่มี”<br />
ความหมายของมันก็คือ ผมรู้สึกสะทกสะท้อนใจกับชะตากรรมของแผ่นดิน ของผู้คน และของ ๓ พี่น้องร่วมสาบานนั้น ทั้งหมดต่างประสบชะตากรรมจากผลพวงแห่งอำนาจ ไม่ว่าพวกเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม<br />
แผ่นดิน ผู้คน และ ๓ พี่น้อง จะมีความปรารถนาในอำนาจหรือไม่ก็ตาม อำนาจย่อมส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างแน่นอน ดังที่เราเห็นในหนัง ซึ่งหนังก็ให้เราเห็นชะตากรรมอันเป็นโศกนาฏกรรมหลายระดับ ได้อย่างดียิ่ง<br />
ทั้งโศกนาฏกรรม ระดับแผ่นดิน ระดับผู้คน และระดับพี่น้อง ทั้งหมดถูกหนังทำให้ดูประหนึ่งว่าต่างก็ถูกกระทำให้มีชะตากรรมที่น่าสมเพชเวทนา ภายใต้อำนาจอันมหึมาของราชวงศ์ชิง<br />
ดูประหนึ่งว่าราชวงศ์ชิงเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของใครต่อใคร ทั้งของแผ่นดิน ของผู้คน และของ ๓ พี่น้อง แต่เราก็โชคดีที่เกิดมาภายหลัง และได้ทราบความจริงว่าราชวงศ์ชิงเองก็มีชะตากรรมที่น่าสมเพชเวทนาเช่นกัน<br />
กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ทั้งหมดก็ไม่พ้นวังวนแห่งชะตากรรม ไม่ว่าขณะนั้นเขาจะอยู่ในฐานะอะไรก็ตาม อยู่บนอยู่ล่าง อยู่ในฐานะผู้กระทำ-ผู้ถูกกระทำ ทั้งหมดล้วนต้องถูกกวาดต้อนให้เลื่อนไหลไปตามชะตา<br />
ดังนั้น หากเราจะต้องทำความเข้าใจอะไรจริงๆ จังๆ ตลอดถึงหากจะต้องทำอะไรจริงๆ จังๆ เราคงต้องมองในฐานะที่เราทั้งหลายเป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน อย่างที่พระท่านว่า “เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย”<br />
ในกรณีดังกล่าวนี้ ความขัดแย้งใหญ่ เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนผู้ทุกข์ยากเดือดร้อนกับราชวงศ์ชิงซึ่งงี่เง่าและหมกมุ่นอยู่แต่กับอำนาจ แต่ขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นว่าในระหว่างประชาชนด้วยกันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ขัดแย้งกัน และในราชวงศ์ตลอดถึงขุนนางทั้งปวงเองก็ใช่ว่าจะสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน<br />
เมื่อมองจากจุดยืนปัจจุบันที่เรายืนอยู่ ที่เรามีระบบบริหารแผ่นดินแบบปัจจุบันที่เราเรียกร้องการแก้ไขนั่น ปรับปรุงนี่ พัฒนาโน่น เมื่อเทียบกับสมัยราชวงศ์ชิงแล้ว ก็ยังดีกว่าเยอะ<br />
อำนาจกดขี่แบบราชวงศ์ชิงอย่างสุดโต่ง งี่เง่า และบ้าคลั่งนั้น คงเกิดได้ยากในปัจจุบัน หากเรายังพอมีสติกันอยู่บ้าง และการต้องลุกมาก่อกบฏเสี่ยงชีพหลั่งเลือดนองแผ่นดิน ก็คงเกิดได้ยาก แม้จะยังพอมีให้เห็น<br />
ส่วนตัวผมนี่ ผมว่าเราโชคดีมากที่เรามีแนวโน้มทิศทางไปในทางที่จะหลุดพ้นจากชะตากรรมซ้ำซากจำเจ แบบที่คนในอดีตต้องประสบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตายแล้วตายเล่า ฉิบหายแล้วฉิบหายเล่า<br />
คนที่อยู่ในวังวนชะตากรรมเช่นนั้น ก็มองได้เพียงว่า เมื่อไรหนอ จะมีอัศวินขี่ม้าขาวอุบัติมาแก้วิกฤติ ครั้นพอมีอัศวินอุบัติขึ้นมาจริงๆ นานไปอัศวินนั้นก็กลายมาเป็นทรราชย์เสียเอง เพราะมันยังอยู่ในโครงสร้างชะตากรรมเดิมๆ อยู่<br />
ยาก ที่จะมีมนุษย์ในยุคนั้นคนไหน คิดถึงการไปให้พ้นจากโครงสร้างชะตากรรมอันซ้ำซาก ทำลายโครงสร้างชะตากรรมเดิมๆ ทิ้งไปเสีย แล้วสถาปนากรอบโครงสร้างชะตากรรมใหม่ นั่นต่างหากจึงจะทำให้หลุดพ้นจากชะตากรรมอันเป็นโศกนาฏกรรมได้อย่างแท้จริง</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>
