รจนาโดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
เสน่ห์อย่างหนึ่งของภาพยนตร์จีนชั้นเลิศ คือ ความคลุมเครือไม่ชัดเจน แน่นอนว่า สำหรับภาพยนตร์ระดับธรรมดาแล้ว ย่อมหมายถึง ความไม่ประณีตของผู้กำกับ ที่ไม่สามารถสร้างเรื่องราวที่ร้อยรัดอย่างมีเหตุผลสอดคล้องลงตัวได้ แต่สำหรับภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมของจีนแล้ว มักจะมีลักษณะ “คลุมเครือและชวนค้นหา” นั่นหมายความว่า ความคลุมเครือนั้นนอกจากไม่ได้ทำให้อรรถรสของเรื่องเสียหายไป แต่กลับทำให้เนื้อหาดูมีเสน่ห์ลึกล้ำมากยิ่งขึ้น
ในเหตุการณ์ประหารพลทหารที่ข่มขืนผู้หญิงนั้น หากดูผิวเผินแล้ว ย่อมเหมือนกับว่า ผางชิงหยุนเป็นคนสั่งให้มีการประหาร แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว เนื้อเรื่องจะไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนสั่งการ โดยเฉพาะเมื่อ “หลู่ต้าซาน” ลูกน้องคนสนิทของ “ผู้เฒ่าเฉิน” เป็นคนจับกุมตัว “ผู้กระทำผิด” มาลงโทษ ในจุดนี้จึงเป็น “ที่ว่าง” ซึ่งช่วยให้การตัดสินดีชั่วในตัวผางชิงหยุน มีความคลุมเครือยิ่งขึ้น เพราะการประหารครั้งนี้อาจไม่ได้มีต้นเหตุมาจากผางชิงหยุนก็เป็นได้ แต่กลับต้องยอมตาม “หลู่ต้าซาน” ที่ดูผิวเผินเหมือน “ผู้เฒ่าเฉิน” ส่งมาช่วยงาน หากแท้จริงแล้วอาจเป็นการสอดแนมและควบคุมการทำงานเสียมากกว่า
ที่สำคัญ การวางแผนลอบฆ่า “จ้าวเอ้อหู” นั้น ก็ไม่แน่ชัดว่าจะเป็นความต้องการของผางชิงหยุน ความจริงแล้วอาจเป็นคำสั่งโดยตรงจากทางราชสำนัก หรืออาจเป็นแผนการของเจ้าหน้าที่คนอื่นที่ต้องการลิดรอนกำลังแขนขาของผางชิงหยุน โดยยืมมือราชสำนัก ดังนั้น การขัดขวางจึงนอกจากไม่มีประโยชน์แล้ว ยังอาจทำให้ผางชิงหยุนได้รับโทษทัณฑ์ไปด้วย ที่สำคัญ แผนการช่วยเหลือราษฏร์ที่กำลังเริ่มต้นมีชีวิตที่ดีและมีความสุขนั้น อาจต้องสะดุดและพังทลายลงได้ หากผางชิงหยุนตัดสินใจผิดพลาดเพียงน้อยนิด
เมื่อผนวกกับ สุภาษิตที่ว่า “ทหารต้องพร้อมจะตาย” ซึ่งผางชิงหยุนนำมาอ้างเพื่อใช้ตัดสินโทษเชลยศึกถึง 4000 คนนั้น ย่อมช่วยทำให้ความโหดร้ายเลวทรามของผางชิงหยุนลดทอนลง ที่สำคัญ หากพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว ในการทำศึกนั้น “ความใจอ่อน” ย่อมนำไปสู่ความตายแต่เพียงเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น “สัญญา” ที่จ้าวเอ้อหูมอบให้ “ขุนพลหวง” ว่าจะไว้ชีวิตผู้คนในเมืองซูโจวนั้น ผางชิงหยุนไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในการทำสัญญานี้แม้แต่น้อยเลย ความผิดของผางชิงหยุนจึงน่าจะเหลือเพียงว่า ทำไมจึงไปทำสัญญากับกองทัพขุ้ย และทำไมจึงต้องไปรบต่อที่นานกิง
ในจุดนี้ ความคลุมเครือได้เข้ามาช่วยผางชิงหยุนไว้อีกครั้งหนึ่ง ในเรื่องนี้ไม่มีจุดไหนเลยที่บอกว่า ผางชิงหยุนเป็นคนโลภในทรัพย์สินเงินทอง หรือแม้กระทั่งกระหายอำนาจ การเร่งรีบไปรบเพื่อยึดครองเมืองนานกิงให้ได้ก่อนกองทัพขุ้ยนั้น อาจสะท้อนความต้องการอำนาจของผางชิงหยุน แต่ก็อาจตีความได้ว่า ความต้องการอำนาจของผางชิงหยุนนี้เพียงเพื่อจะใช้อำนาจที่ได้มานั้นสร้างประโยชน์สุขให้แก่ราษฏรทั้งหลาย ดังปรากฏในภายหลังว่า ผางชิงหยุนได้เสี่ยงชีวิตตัวเอง เพื่อกราบทูลพระนางซูสีไทเฮาให้ยกเว้นการเก็บภาษีราษฏรถึง 3 ปีเต็ม ยิ่งกว่านั้น การทำสัญญากับกองทัพขุ้ยนั้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดาของการศึกและการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง ที่สำคัญ กองทัพขุ้ยกับกองทัพซานของผางชิงหยุนนั้นต่างก็ล้วนทำงานรับใช้ประเทศชาติเหมือนกัน การร่วมมือกันนั้นถึงแม้จะเป็นเพียงเล่ห์อุบายก็ยังน่าจะดีกว่าการขัดแย้งกันเองเหมือนที่ผ่านมา
การจงใจเว้น “ที่ว่าง” ในจุดที่สำคัญเช่นนี้ จึงยิ่งทำให้เรื่องราวมีความลึกซึ้งแยบยลยิ่งขึ้น และความเหมาะสมลงตัวเช่นนี้ย่อมไม่ใช่ความบังเอิญหรือผิดพลาดแต่ประการใด ที่สำคัญ คือ “ศิลปะจีน” ทุกแขนง มักจะเน้นในเรื่อง “ที่ว่าง” ซึ่งหากบริหารจัดการอย่างเหมาะสมแล้ว ย่อมช่วยทำให้ผลงานไม่อัดแน่นจนเกินงาม ขณะที่มีความปลอดโปร่งโล่งสบาย จึงทำให้การเสพรับศิลปะจีนนั้นได้รับแต่ความสุขสมรื่นรมย์ ไม่กลายเป็นความล้นเกินของความงามที่อาจนำมาซึ่งความทุกข์ของผู้เสพได้
ดังนั้น การจงใจสร้าง “ที่ว่างและความคลุมเครือ” ของภาพยนตร์จีนเรื่องนี้ จึงนับเป็นจุดที่น่าสนใจในการเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ตะวันตกชั้นเลิศทั้งหลาย ที่ฉลาดลึกซึ้งในการสร้างสรรค์จัดวางแนวทางการเล่าเรื่อง รวมทั้งเหตุผลและการกระทำของตัวละครทั้งหลายได้อย่างเชื่อมร้อยสอดประสาน จนไม่เคยมีที่ว่างให้กับความสงสัยเลย
เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์ชั้นเลิศแตกต่างจากภาพยนตร์ธรรมดาก็คือ ตัวละครทุกตัว คำพูดทุกคำ การกระทำทุกครั้ง ล้วนแต่ส่งผลสำคัญต่อการดำเนินเรื่อง ไม่มีตัวละคร คำพูด และการกระทำที่ออกมาอย่างไร้ประโยชน์ ยิ่งกว่านั้น ตัวละคร คำพูด และการกระทำ ทั้งมวลจะต้องเชื่อมโยงร้อยรัดกันอย่างลงตัว มีทั้งความซับซ้อนและเรียบง่าย มีทั้งส่วนซ่อนเร้นและส่วนที่เปิดเผย เพื่อทำให้ผู้ชมได้รับอรรถรสสูงสุด
ตลอดทั้งเรื่องของ The Warlords แทบจะไม่มี ตัวละคร การกระทำ และคำพูด ที่เป็นส่วนเกินเลย ทั้งหมดล้วนแต่สอดประสานเชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อน ยิ่งเมื่อผนวกกับวัฒนธรรมทางศิลปะของชาวตะวันออกที่ไม่นิยมเล่าเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา และยังชอบเว้น “ที่ว่าง” ในจุดสำคัญแล้ว จึงยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้บรรลุถึงจุดสอดยอดแห่งความงามและการสร้างสรรค์
พลทหารธรรมดา 2 คน ที่กำลังโดนประหารในคดีข่มขืนผู้หญิงนั้น หากดูเผินๆคงไม่มีนัยความหมาย และไม่จำเป็นต้องใส่รายละเอียดอันใด แต่ยอดผู้กำกับย่อมรู้ว่า รายละเอียดนั่นเองที่จะทำให้ภาพยนตร์ชั้นเลิศมีความยิ่งใหญ่เหนือกว่าภาพยนตร์ธรรมดา ดังนั้น จึงได้สร้างพลทหารสองคนให้มีบทพูดที่ไม่ธรรมดา
พลทหาร 2 คนนี้แม้จะมีลักษณะนิสัยคึกคะนองเหมือนกัน แต่คนหนึ่งจะมีความแข็งแกร่งและหยิ่งทรนงมากกว่า ดังนั้น เมื่อโดนจับได้ อีกคนหนึ่งจึงยินยอมสารภาพเต็มที่ และคล้อยตามผู้มีอำนาจอย่างเต็มที่ เพื่อหวังจะได้ลดหย่อนผ่อนโทษ ในขณะที่อีกคนหนึ่งยังคงดื้อแพ่ง ไม่ค่อยยอมพูดจาและยอมรับในความผิด แต่ในขณะที่มีคำถามสำคัญเกี่ยวกับความเป็นความตายขึ้นมาว่า “ชีวิตพวกเจ้าเป็นของใคร?” พลทหารที่อ่อนแอและคล้อยตามนั้นกลับไม่ยินยอมที่จะตอบ ขณะที่พลทหารอีกคนหนึ่งที่แข็งแกร่งกว่าและพยายามปิดปากเงียบมาตลอดได้ตอบขึ้นอย่างกล้าหาญ ทรนงว่า “ของพี่ใหญ่” เมื่อประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งของผู้มีอำนาจที่ฝ่ายหนึ่งต้องการให้ประหารและอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้ละเว้นชีวิต จึงทำให้การโต้ตอบนี้มีเสน่ห์สีสันเป็นอย่างยิ่ง
แต่สุดท้ายแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าใจถึงความละเอียดอ่อนของจิตใจแห่งความเป็นเด็ก ที่ต่อให้เข้มแข็งห้าวหาญเพียงใด เมื่อความตายมาเยือนนั้นย่อมไม่แตกต่างกัน ทั้งสองคนจึงร้องโฮขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อรู้ว่าความตายมาเยือนอย่างแน่นอนแล้ว ทั้งที่คนหนึ่งนั้นดูจะเข้มแข็งกว่าและไม่หวั่นเกรงต่อความตายสักเพียงใด
ยังไม่นับว่าจะมีผู้ใหญ่สักกี่คนที่สามารถต้อนรับความตายได้โดยไม่หวาดกลัว
อย่างไรก็ตาม ความกล้าหาญในการเผชิญกับความตายของเหล่าวีรบุรุษที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหลายนั้น กลับพบได้เกือบตลอดเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น พลทหารที่ยอมเข้ามารับกระสุนปืนใหญ่แทนผางชิงหยุนในการศึกเพื่อยึดเมืองซู การตัดสินใจสู้จนเลือดหยดสุดท้ายของสามพี่น้องที่คิดว่าตนเองจะต้องตายอย่างแน่นอนแล้วในสงครามเมืองซู ที่เด็ดเดี่ยวยิ่งกว่านั้น คือ การยินยอมสละชีพตัวเองเพื่อลูกน้องที่รักยิ่งของ “ขุนพลหวง” แห่งเมืองซูโจว ที่ก่อนจะยอมตายนั้นได้ประกาศถึงศักดาและความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของตน ซึ่งเริ่มตั้งแต่การขายกิจการเพื่อนำทรัพย์สินมาเข้าร่วมกับกองกำลังไท่ผิงด้วยความศรัทธาที่เปี่ยมล้น และเมื่อตัดสินใจเข้าร่วมแล้วก็ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคอันใด และยังต้องผ่านการประดาบกับ “จ้าวเอ้อหู” สักหลายเพลงเสียก่อน จึงค่อยยอมให้กระบี่ของฝ่ายตรงข้ามพุ่งทะลุร่างกายของตนเองไป
ใช่หรือไม่ว่า ประสบการณ์ในยุคสมัยที่โหดร้ายนี้ ได้หล่อหลอมให้ “ผู้ใหญ่” ทั้งหลายในยุคสมัยนั้น ต่างมีจิตใจที่เข้มแข็งห้าวหาญ ไม่หวั่นเกรงแม้กระทั่งความตาย ขณะที่วัยรุ่นนั้น ย่อมสะท้อนจิตใจของมนุษย์ในสมัยแห่งความสงบสุข ที่ไม่เคยเคี่ยวกรำด้วยความยากลำบากอย่างยาวนานเพียงพอที่จะทำลายสัญชาติญาณกลัวตายของมนุษย์ให้หมดไปได้
ความละเอียดอ่อนในการสร้างคำพูดและการกระทำของตัวละคร ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวละครชายเท่านั้น ตัวละครหญิงที่แม้จะมีบทบาทเด่นไม่สู้ตัวละครชาย และดูเหมือนว่าจะถูกทำให้ดูเหมือนเป็น “สิ่งของ” ที่ถูกยื้อแย่งไปมาระหว่างตัวละครชายสองคนนั้น ก็กลับมีบทบาทและคำพูดที่น่าสนใจ ซึ่งแสดงถึงความเป็นตัวของตัวเองในตอนท้ายเรื่อง
ในสังคมจีนสมัยโบราณนั้น ผู้หญิงแทบไม่เคยได้มีบทบาทอันใดเลย เมื่ออยู่บ้านต้องเชื่อฟังพ่อแม่ พอแต่งงานไปยังต้องเชื่อฟังสามี เมื่อสามีตายต้องเชื่อฟังลูก ที่สำคัญ ผู้หญิงยังถูกเปรียบเสมือนเสื้อผ้าที่ถูกยื้อแย่งไปมาได้ ไม่อาจเทียบกับพี่น้องที่เหมือนแขนขาได้เลย และในบางครั้งผู้หญิงอาจต้องยอมตายเพื่อวงศ์ตระกูล โดยไม่อาจปริปากโต้แย้งได้
สำหรับ “เหลียน” ภรรยาของ “จ้าวเอ้อหู” ที่ไม่เคยมีปากเสียงใดๆเลยตลอดเรื่องนั้น กลับลุกขึ้นมาเจรจาตอบโต้อย่างชาญฉลาด เมื่อ “เจียงอู่หยาง” กำลังจะหยิบยื่นความตายให้เธอ เพื่อหวังว่าจะทำให้การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างพี่ชายร่วมสาบานทั้งสองยุติลงได้ แน่นอนว่า เมื่อพูดถึงเรื่องความตายแล้ว คงไมมีใครยินยอมที่จะมอบชีวิตของตนเพื่อผู้อื่นได้โดยง่ายดายนัก แต่สำหรับ ผู้หญิงในสังคมจีนที่ต้องถูกเซ่นสังเวยตลอดมานั้น การยินยอมพลีชีพอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้หญิงบางคนยอมรับได้อย่างเต็มใจ
หากความลำบากยากแค้นของชีวิตในช่วงกลียุคนี้ ได้หล่อหลอมให้ผู้ชายจำนวนหนึ่งเดินหน้าเข้าสู่ความตายอย่างไม่ย่อท้อแล้ว ความทุกข์เข็ญของยุคสมัย กลับทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องรับต่อสู้กับสภาพชีวิตอันเลวร้ายไม่แพ้ผู้ชายเลยนั้น รักถนอมหวงแหนชีวิตยิ่งกว่าสิ่งใด โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์อันเลวร้ายนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว และชีวิตกำลังจะเริ่มได้รับดอกผลแห่งความสงบสุข จิตใจต่อสู้ของเธอเพื่อจะดำรงชีวิตอยู่ในช่วงที่แร้นแค้นนั้น จึงไม่ยอมให้เธอยินยอมตายในห้วงเวลาอันสงบสุขนี้เป็นอันขาด นี่จึงน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญ ที่หล่อหลอมให้ผู้หญิงในยุคสมัยที่แร้นแค้นนี้มีความอดทนเข้มแข็งและกล้าหาญมากกว่ายุคสมัยใดๆ จนสามารถลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมจากผู้ชายที่มองเห็นเธอเป็นเพียงแค่ “วัตถุสิ่งของ” เพื่อตอบสนองความปรารถนาทะยานอยากเท่านั้น
แม้ว่าในที่สุด “ความกล้าหาญ” ของเธอ ไม่ได้ช่วยทำให้เธอรอดพ้นจากความตายเลย แต่ความกล้าหาญของเธอได้เป็นเครื่องสะท้อนถึงความโหดร้ายของกลียุค ที่หล่อหลอมให้ทุกคนมีความเข้มแข็ง ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้หญิง ที่ได้รับการดูแคลนจากเหล่าวีรบุรุษทั้งหลายตลอดมา
ในการสรุปภาพรวมของภาพยนตร์ธรรมดาสักเรื่องนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงอันใดเลย แต่สำหรับภาพยนตร์ที่ผู้กำกับมีความละเมียดละไมในการสร้างสรรค์แล้ว การสรุปเนื้อหาที่ขัดแย้งซับซ้อนกลมกล่อม ให้เหลือเพียงไม่กี่บรรทัดนั้น ย่อมไม่ใช่ภารกิจที่เป็นไปได้ โดยเฉพาะเมื่อความดีเด่นของภาพยนตร์ที่แตกต่างจากหนังสั้นก็คือ ความหลากหลายเชื่อมโยงของตัวละคร การสรรหารายละเอียดและสัญลักษณ์ที่จะสื่อถึงตัวตนอันลึกซึ้งของตัวละครสำคัญ เพื่อทำให้ผู้อ่านรู้สึกเห็นอกเห็นใจและซาบซึ้งไปกับเรื่องราวชีวิตที่ผันผวนของตัวละครนั้น จึงยิ่งทำให้การสรุปภาพรวมของภาพยนตร์เรื่องนั้นแทบจะเป็นภารกิจที่ไร้ซึ่งความหวัง
อย่างไรก็ตาม เมื่อจำเป็นต้องกระทำ ผมจึงขอสรุปด้วยมุมมองส่วนตัว ดังนี้
“The Warlords คือ มหากาพย์ในยุคสมัยแห่งความเสื่อมของอาณาจักรต้าชิงอันยิ่งใหญ่ ที่ปัจเจกชนและสถาบันทั้งหลาย ล้วนแต่ถูกสถานการณ์และโชคชะตาพัดพาไป ถึงกระนั้น ขึ้นชื่อว่า มนุษย์ ย่อมไม่เคยยอมจำนน และตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ทุกคนย่อมยินดีที่จะต่อสู้เพื่อดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่เสมอ ดังนั้น ตัวละครในเรื่องนี้ทุกตัว จึงต้องรีดเค้นมันสมอง ความกล้าหาญ และหยาดเหงื่อแรงกาย เพื่อเดิมพันกับสภาพการณ์อันเลวร้ายที่ถาโถมกันเข้ามาไม่หยุดหย่อน แต่ในทุกเกมการต่อสู้นั้น ย่อมมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ความเจ็บปวดจึงย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ในยุคสมัยที่ยากลำบากนี้ ย่อมเป็นความพ่ายแพ้ที่ได้ทุ่มเทเต็มที่แล้ว จึงเป็นความพ่ายแพ้ที่ไม่ธรรมดา และคู่ควรต่อการเคารพยกย่อง
ยิ่งกว่านั้น หากเป็นเรื่องราวความพ่ายแพ้ของตัวละครสำคัญ ที่ได้ต่อสู้อย่างชาญฉลาดกล้าหาญ จนได้รับความสำเร็จยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาหนึ่ง ประกอบกับฝีมือที่ยอดเยี่ยมของผู้กำกับและนักแสดงที่ร่วมแรงร่วมใจกันกันถักทอสร้างสรรค์อารมณ์และความรู้สึก น้ำเสียงและบทเจรจา บุคลิกภาพและการกระทำที่มีความสลับซับซ้อนย้อนแย้งแต่เชื่อมร้อยลงตัวแล้ว ทั้งหมดย่อมช่วยเกื้อหนุนให้ ความพ่ายแพ้ของเหล่าเจ้าสุริยาที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตที่รุ่งโรจน์เจิดจรัสนี้ ยกระดับชั้นขึ้นเป็น “โศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ”
