โดย “เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์” : Siam Intelligence Unit
บทความนี้เป็นผลงานชิ้นที่ 2 ในร้อยแก้วขนาดยาว Series of Non linear Economics โดยมีชื่อตอนว่า“โลกแห่งการหยิบยืม”
ในเมื่อโลกนี้ไม่เป็นเส้นตรง ผลิตภัณฑ์ธรรมดา ถูกทิ้งไว้ และเลือนหายตามกาลเวลา ผู้มีสติปัญญาไหวพริบ ย่อมต้องใช้กลยุทธ์ซุนวู “เลี่ยงแข็ง ตีอ่อน” และ “หนี คือ ยอดกลยุทธ์” ด้วยการเคลื่อนย้ายทรัพยากรและความมั่งคั่งของตนไปยัง “ของดี” ซึ่งนอกจากไม่ถูกทำลายจากการแข่งขันที่รุนแรงแล้ว ยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา
การเล่นหุ้นพิสูจน์ชัดเจนว่า “ราคาที่ลดต่ำลงของหุ้นไม่ดี ไม่อาจชดเชยอย่างเป็นเส้นตรงกับราคาที่เพิ่มสูงขึ้นของหุ้นดี” พูดง่ายๆ คือ คนฉลาดยอมเสียเงินแพงเพื่อเลือกของดี เพราะรู้ว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม ของดีชนะเสมอ ไม่ใช่ชนะธรรมดา ชนะอย่างเด็ดขาด อย่างที่เราได้อธิบายอย่างละเอียดอ่อนไปในผลงานชิ้นที่ 1
เมื่อโลกเลือกให้ของดีชนะอย่างเด็ดขาด คนฉลาดซึ่งเป็นของดีชนิดหนึ่ง ย่อมมองเห็นกฎเกณฑ์ของโลก ที่คนทั่วไปมองข้าม ทรัพยากรอันมีค่าจึงถูกเคลื่อนย้ายไปยังของดีอย่างเด็ดขาด ในระยะสั้น อาจมีคนเก่งจำนวนไม่มากนักที่ค้นพบของดี แต่ในระยะกลางและยาว เมื่อข้อมูลความรู้แพร่กระจายอย่างทั่วถึง คนธรรมดาทั่วไปจะตระหนักถึงของดีและเลือกที่จะเคลื่อนย้ายทรัพยากรจาก “ผลิตภัณฑ์ธรรมดา” เข้าสู่ “ผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม” การเคลื่อนไหวเช่นนี้ ย่อมนำไปสู่สูตรอมตะ 80/20 เพราะยังอาจมีบางคนผิดพลาด ขาดความรู้ ทุ่มทรัพยากรไปยังผลิตภัณฑ์ธรรมดา แต่ในที่สุด ความจริงอันแสนโหดร้ายจะพิสูจน์ให้คนที่เหลือค้นพบ “สัจธรรม”
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดภาวะ Leverage หรือการหยิบยืมทรัพยากรขึ้นมา และแน่นอนบุคคลหรือธุรกิจที่จะหยิบยืมได้ทรัพยากรของผู้อื่นได้ ย่อมเป็นของดี ส่วนของไม่ดี ต่อให้มีดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนที่สัญญาจะให้สูงเพียงใด คนฉลาดย่อมไม่เลือก เพราะกฎธรรมชาติที่เข้าข้างของดี ได้ระบุห้ามไว้
เราขอหยิบยืมพัฒนาการ Leverage ในสังคมตะวันตก ซึ่งมีแสนยานุภาพในการผลิตของดีมีคุณภาพ อย่างมหาศาล มาเป็นตัวอย่างประกอบให้เห็นภาพชัดเจน
ระดับการหยิบยืมของโลกได้พัฒนาด้วยความเข้มข้นขึ้นตลอดเวลาหลายพันปี ในสังคมทาส นายทาสได้หยิบยืมแรงงานทาสมาใช้เพิ่มความมั่งคั่งให้ตนเอง นายทาสที่มีกำลังรบแข็งแกร่ง ย่อมสามารถรวบรวมทาสในสังกัดได้มาก ยิ่งมีทาสมาก ย่อมมีกำลังทรัพย์ในการทำสงคราม เพื่อเพิ่มแสนยานุภาพและความมั่งคั่งขึ้นอีกหลายเท่า ไม่ใช่เฉพาะทาสเท่านั้น นายทาสย่อมหนีไม่พ้นกฎเกณฑ์นี้เช่นกัน การมีทาสน้อยกว่า “สุดยอดนายทาส” 10 เท่า ไม่ได้หมายความว่า เขาจะรักษาสัดส่วนนี้ได้ตลอดไป เพราะสุดท้ายต้องถูกนายทาสซึ่งเหนือกว่ายึดครองอาณาจักร ตัวเขาเองอาจต้องตกเป็นทาส ทั้งๆที่ด้วยความสามารถอาจสมควรมีทาสในครอบครอง 10000 คนก็ตาม แต่โลกไม่เป็นเส้นตรง หากไม่มีความสามารถเกินขีดจำกัดขั้นต่ำ (Critical Mass) เช่น 50000 คน เพื่อจะรักษาอาณาจักรจากการรุกรานแข่งขันได้ นายทาสที่มีความสามารถเหนือกว่าทาสธรรมดาแต่ยังไม่มากเพียงพอที่จะเอาตัวรอด ย่อมต้องกลายเป็นทาสเช่นกัน นี่คือกฎศักดิ์สิทธิ์
(ตัวเลขทั้งหลาย เป็นเพียงการสมมติ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน)
จึงเห็นว่า โลกไม่ยุติธรรม ตั้งแต่อดีตแล้ว ไม่ใช่ขาดความยุติธรรมเพราะโลกาภิวัตน์ หรือชนชั้นนายทุน อย่างที่นักศีลธรรมหลายคนเข้าใจผิด จนถึงกับจินตนาการไปว่า ชุมชนในอดีต คือ ความงดงาม ความดี ความจริง
แต่แล้วสุดยอดนายทาส กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับ “ศักดินาบุกเบิก” ด้วยการ Leverage ที่เข้มข้นกว่าระบบทาส ด้วยไพร่ศักดินา มีแรงจูงใจในการผลิตมากกว่าทาส เพราะสมบัติที่ตนผลิตได้ ส่วนหนึ่งสามารถตกทอดเป็นของตนเองได้ ไม่เหมือนกับทาสซึ่งสมบัติทุกชิ้นแม้แต่ชีวิตของตน ต้องตกเป็นของนายทาส ในที่สุด การผลิตที่เข้มแข็ง การ Leverage ที่แหลมคมกว่า ได้รับชัยชนะอีกครั้งหนึ่ง

ภาพประกอบจาก wikipedia
แต่ไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา ได้มีระบบ Leverage ที่แข็งแกร่งกว่าขึ้นมา นั่นคือ ระบบทุนนิยม นายทุนได้ให้แรงจูงใจต่อคนงาน มากกว่าที่ระบบศักดินาของยุโรปจะมอบให้ได้ เพราะคนงานมีอิสรภาพ สามารถเคลื่อนย้ายตัวเองไปยังโรงงานต่างๆได้ตามใจชอบ เมื่อรับค่าแรงแล้ว ไม่จำเป็นต้องติดหนี้บุญคุณซึ่งกันและกัน ผูกติดกับที่นาของเจ้าศักดินาชั่วลูกชั่วหลาน นอกจากนี้ ระดับการ Leverage ยังเข้มข้นยิ่งขึ้นด้วย เครื่องจักร ซึ่งนอกจากจะทำให้แรงงานเหนื่อยยากน้อยลงแล้ว ยังสามารถยกระดับการผลิตได้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ที่สำคัญนายทุนยังไม่หยุดยั้งการ Leverage ลงเพียงเท่านั้น เขายังคิดค้นระบบการกู้ยืม การระดมเงินทุนและทรัพยากรจากประชาชนหรือผู้ฝากเงิน มาช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองเพิ่มพูนขึ้นกว่าการใช้ทรัพยากรที่ตนหามาได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
สิ่งที่ควรตระหนักก่อนที่จะศึกษาต่อไป คือ การเปรียบเทียบโดยใช้แบบจำลอง Leverage นี้ ยังเป็นสิ่งที่ง่ายเกินไป ในโลกแห่งความจริงอันสลับซับซ้อน การแพ้ชนะกันเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเกิดขึ้นเสมอไป นายทาสที่มีกำลังน้อยกว่า ย่อมมีบางครั้งที่สามารถรบชนะนายทาสที่มีศักยภาพสูงส่งกว่า การต่อสู้ของทุนนิยมกับศักดินา ย่อมดุเดือดเลือดพล่าน กินเวลาหลายร้อยปี ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่ายดายอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดยเฉพาะในดินแดนส่วนอื่นของโลก ยิ่งไม่อาจใช้ Model ง่ายๆนี้ไปอธิบายความสลับซับซ้อนได้ แต่สิ่งที่ Model นี้ต้องการนำเสนอ คือ โลกแห่งการ Leverage ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนให้โลกเป็นอย่างในปัจจุบันได้อย่างไร ทำไมจึงเกิดความไม่เป็นเส้นตรงขึ้นในโลกนี้ แม้กระนั้น Model เช่นนี้ยังเป็นเส้นตรงเกินไป เมื่อเทียบกับโลกธรรมชาติ ที่มีปัจจัยกำหนดมากมาย
แต่ยุคสมัยแห่งนายทุน กำลังจะผ่านพ้นไปด้วยการผุดขึ้นมาของ Intellectual White Collar พวกนี้ไม่ได้ใช้แต่แรงงานในการผลิตสินค้า ไม่ได้ใช้เพียงความรู้ในการขีดเขียน ทำบัญชี ติดต่อประสานงาน แต่ได้ใช้ความรู้มูลค่าเพิ่ม ในการผลิตสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ Software รวมถึง iPod, E-bay และ Search Engine แม้กระทั่ง Hollywood Movie ซึ่งแม้จะมีต้นทุนเพียงความคิดและจินตนาการบรรเจิดเพริศแพร้ว แต่ยังต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัว หรือการสั่งสมความรู้และประสบการณ์อย่างยาวนาน ไม่ใช่ว่าแรงงานทุกคนจะสามารถผลิตสินค้าเช่นนี้ได้ และเนื่องด้วยสิ่งที่ผลิตเป็นของดี มีคุณภาพ อำนาจผูกขาดจึงมีสูง คนงานเหล่านี้นอกจากเรียกค่าตอบแทนที่สูงจากนายทุนได้แล้ว ยังสามารถต่อรองสภาพแวดล้อมในการทำงาน สัญญาจ้างงาน และที่น่าตระหนกยิ่งกว่า คือ การลาออกมาสร้างบริษัทของตนเอง โดยอาศัยเงินทุนที่เก็บสะสมได้จากการทำงานด้วยเงินเดือนที่สูงยิ่ง หรืออาจกู้ยืมเงินจากธนาคาร ด้วยเครดิตและความมีหน้ามีตา หรือถึงขั้นระดมทุน กู้ยืมจากนายทุน หรือ Venture Capital
การ Leverage ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ ยังลามไปถึงการสร้างระบบ Open Source ซึ่งน่ากลัวกว่าระบบสายงานบังคับบัญชาที่ทรงประสิทธิภาพตามแบบ Fordism, Taylorism ซึ่งแม้จะถูกโจมตีและพัฒนาเป็นระบบ Just in time ของญี่ปุ่น จนถึง Reengineer แต่นั่นย่อมไม่สามารถ Leverage ได้สูงเท่า Open Source เพราะแรงงานที่มาทำงานให้ Open Source มีแรงจูงใจในการทำงานที่สูงกว่า ได้เงินเดือนมากกว่า หรือหากเป็นการทำโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ก็ยังมีแรงจูงใจที่สูงกว่า เพราะพวกเขามีความเป็นอยู่ที่สุขสบายในชีวิตแล้ว อาจมาทำเพราะความสนุก หรือต้องการมีชื่อเสียง ความรักในงานที่ทำ จึงเป็นพลังจูงใจขั้นสูงสุด ที่ไม่อาจมีพลังทางวัตถุใดมาแข่งขันได้
ทอดสายตามายังสยามประเทศ ระบบ Leverage ยังแสนอ่อนด้อย ระบบ Open Source ผุดโผล่ขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังอยู่ในช่วงเยาว์วัยยิ่งนัก สำหรับ Leverage ของระบบทุน ได้เริ่มต้นมาพอสมควร แต่ยังมีความอ่อนวัยอีกมาก เรียกว่า พัฒนาจากเด็กหัดเดินเป็นวัยรุ่นแล้ว ตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับความเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งมีภาวะสับสนทางจิตใจ เกิดการแปลงทางกายภาพ มีสิวและฮอร์โมนผุดขึ้นมากมาย เช่น วิกฤติ 2540 รวมถึงวิกฤติย่อย 2550 ซึ่งมีการปลดคนงานขนานใหญ่นับหมื่นคน จากค่าเงินบาทที่แข็งตัว ทำให้ยุทธศาสตร์แรงงานราคาถูกเสื่อมมนต์ขลัง จนไม่เหลือการเติบโตอีกต่อไป
เรายังต้องพัฒนาระบบ Leverage ให้มากกว่านี้ โดยเริ่มในระดับที่ง่ายที่สุด คือ ทุนการเงิน ซึ่งดูจะล้าหลังเมื่อเทียบกับทุนอุตสาหกรรม ทุนการค้าและบริการ ไม่ต้องพูดถึงตลาดพันธบัตรซึ่งขาดสภาพคล่อง ตลาดหุ้นยังคงน่าเป็นห่วง กลไกในการเฟ้นหาของดี ยังมีปัญหา โดยเฉพาะข้อมูลและความโปร่งใสของผู้บริหาร หากนักลงทุนไม่สามารถค้นหาของดีได้พบ กลไกการจัดสรรทรัพยากรย่อมมีปัญหา ประชาชนอาจนำเงินที่เก็บออมของตนเข้าลงทุนสนับสนุนธุรกิจที่ไม่ดี สุดท้ายย่อมล้มเหลว เพราะขัดกับกฎของโลก Non linear ดังที่ได้กล่าวไปในบทความที่ 1
ด้วยข้อจำกัดข้างต้น ในระยะสั้นนี้ หากมีคนมาถามหุ้นเด็ดจากผม คงต้องเน้นให้เลือกหุ้นใหญ่ไว้ก่อน เพราะสามารถตรวจสอบข้อมูลค้นหาของดีได้ง่ายกว่า และบริษัทใหญ่เหล่านี้ยังมีความได้เปรียบในการแข่งขันบนโลก Non linear มากกว่าบริษัทขนาดเล็กซึ่งไม่ได้มีปัจจัยพิเศษมาชดเชยความเสียเปรียบ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาพื้นฐานกิจการและปัจจัยแวดล้อมอื่นอย่างรอบคอบ ดังเหตุผลที่อธิบายไปเมื่อหลายครั้งก่อน ผมกับคุณสุรศักดิ์ได้พยายามช่วยเหลือนักลงทุนรายย่อย เพื่อช่วยให้กลไกการค้นหาของดีของประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา มีคุณภาพมากขึ้น เพราะตลาดเงินเป็นส่วนเสี้ยวสำคัญ ซึ่งประเทศไทยยังอ่อนด้อย และต้องเดินทางอีกยาวนาน หากต้องการพัฒนาเป็นประเทศที่มีการผลิตของดี มีคุณภาพเยี่ยงอารยประเทศ
สำหรับการหา Growth Stock อย่างที่คนในโลกพัฒนาเฟ้นหากันนั้น ยังคงทำได้ยากยิ่งในเมืองไทย แต่หากต้องการเฟ้นหา เราต้องสร้างการ leverage อีกชนิดขึ้นมา คือ Venture Capital และอย่างที่ผมได้เคยนำเสนอไปแล้วในตอนที่เรียกว่า “Invest for your nation. Invest for your wealth” เราต้องสร้างความร่วมมือ ระหว่างนายทุนผู้เปี่ยมประสบการณ์และธรรมาภิบาล เข้ากับประชาชนผู้มีเงินออมแต่ขาดความรู้ และอาจต้องให้รัฐบาลเป็นผู้ประสานเพื่อสร้างความมั่นใจ
ผมและคุณสุรศักดิ์ได้มองเห็น 2 กลไกที่เป็นจุดอ่อนในชาติของเรา จึงขอเป็นหินก้อนแรก ในการสร้างความร่วมมือ เพื่อช่วยพัฒนาชาติไทย
ในครั้งหน้า เราจะมาพูดถึง โลกแห่งความเท่าเทียม Open Source ซึ่งเป็นการ Leverage ขั้นสุดยอด เท่าที่พื้นพิภพนี้เคยมีมา
