นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์แสดงความเห็นใน Facebook อธิบายจุดยืนในเรื่องการโยกหนี้สาธารณะ ว่าเห็นด้วยกับการกู้เงิน แต่เพดานหนี้สาธารณะในปัจจุบันยังเปิดโอกาสให้กูได้อีกมาก และขอให้รัฐบาลใช้วิธีการกู้ยืมที่ตรงไปตรงมามากกว่านี้ เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง
- มีคนถามผมว่า การที่ผมไม่เห็นด้วยกับขบวนการโยกหนี้สาธารณะนั้น แสดงว่าผมไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มขึ้นหรือเปล่า
- ผมเห็นด้วยครับ ว่ารัฐบาลจำเป็นจะต้องกู้เงิน เพื่อใช้พัฒนาระบบบริหารน้ำและระบบขนส่ง
- เพราะการที่รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่ม หากใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์จริงๆ หากไม่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง และหากทำให้ประเทศมีความสามารถในการหารายได้ที่ยั่งยืนมั่นคงมากขึ้น ก็จะเป็นเรื่องที่ดีครับ
- นอกจากนี้ ผมขอย้ำว่าผมไม่ขัดข้องหากรัฐบาลจะลดสัดส่วนการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ หากจะเป็นกรณีที่ทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และไม่เป็นการโอนอำนาจผูกขาดของรัฐวิสาหกิจไปให้แก่เอกชนเฉพาะกลุ่ม
- แต่ประเด็นที่ผมต้องการชี้ ก็คือขณะนี้ ระดับหนี้สาธารณะของไทยซึ่งมีประมาณร้อยละ 42 ของรายได้ประชาชาตินั้น ไม่สูงเท่าใดครับ
- ระดับหนี้ที่สูงคือร้อยละ 60 ดังนั้น ในวันนี้ รัฐบาลยังจะสามารถกู้ได้อีกเกือบ 2 ล้านล้านบาท โดยไม่กระทบความเชื่อมั่นในตลาดเงินตลาดทุน
- ไม่มีความจำเป็นต้องไปซ่อนตัวเลขให้ดูต่ำกว่าจริง ก็ยังสามารถกู้ได้ไม่ยากครับ
- ถ้าอย่างนั้น ทำไม่จึงมีความพยายามที่จะสำแดงตัวเลขหนี้สาธารณะ ให้ต่ำกว่าที่เป็นจริง
- ผมเองไม่อยากกล่าวหาผู้ใดว่าคิดร้ายกับประเทศ แต่การที่ตัวเลขหนี้สาธารณะต่ำลงนั้น ย่อมจะมีผลทำให้รัฐบาลไม่มีแรงกดดันที่จะต้องหารายได้ และไม่มีแรงกดดันที่จะต้องขึ้นอัตราภาษี
- เพราะหากสำแดงตัวเลขหนี้สาธารณะตามเดิม ในอนาคตอันใกล้ รัฐบาลก็จะต้องขอขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือรายได้อื่นๆ ซึ่งย่อมจะทำให้พรรคการเมืองนั้นเสียคะแนน
- แต่หากสำแดงตัวเลขที่ต่ำลง รัฐบาลก็จะสามารถใช้นโยบายประชานิยมไปได้อีกเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนมีการกินการใช้ที่ฟุ้งเฟ้อ ไม่พอเพียง ไม่ประหยัด สำคัญผิดว่าเราร่ำรวยกันแล้ว สำคัญผิดว่ายังไม่จำเป็นต้องเริ่มเก็บเงินมาเพื่อชำระหนี้
- ถามว่าวิธีการสำแดงหนี้สาธารณะที่ถูกต้องตามหลักวิชาการนั้นเป็นอย่างไร
- IMF มีการกำหนดคู่มือไว้ครับ เรียกว่า Government Finance Statistics Manual 2001 ซึ่งระบุว่าหนี้สาธารณะ (Public Sector Debt) ประกอบด้วยหนี้ของรัฐบาล (General Government) และหนี้ขององค์กรสาธารณะ (Public Corporations)
- ในประเทศไทย ได้มีการออก พรบ. หนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 เพื่อป้องกันมิให้นักการเมืองหรือนักวิชาการบิดเบือนในการสำแดงหนี้สาธารณะ
- มาตรา 4 จึงได้กำหนดให้ “หนี้สาธารณะ” หมายความว่า หนี้ที่กระทรวงการคลัง หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจกู้ … แต่ไม่รวมถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยกระทรวงการคลังมิได้ค้ำประกัน
- แต่เนื่องจากมาตรา 4 ได้กำหนดด้วยว่า “รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่าบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ที่หน่วยงานของรัฐ……. มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ โดยให้คำนวณเฉพาะทุนตามสัดส่วนที่เป็นของหน่วยงานของรัฐเท่านั้น
- จึงทำให้เกิดมีช่องว่างคิดว่า ถ้าโอนหุ้นไปให้กองทุนวายุภักษ์ จนกระทรวงการคลังถือต่ำกว่าร้อยละ 50 ก็จะหลุดออกไปจากกฎหมายนี้ จะทำให้หนี้ของการบินไทยและ ปตท. ไม่นับเป็นหนี้สาธารณะ
- หนี้สาธารณะจะลดลงเป็นระดับแสนล้าน ทำให้ตัวเลขหนี้ลดลงฉับพลัน ไม่ต้องชำระหนี้กันจริงๆ เช่นเดียวกับแนวคิดที่ต้องการจะโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูไปให้แบงค์ชาตินั้นแหละครับ
- แต่อย่าลืมว่ากองทุนวายุภักษ์นั้นมีกระทรวงการคลังควบคุมอยู่ การโอนหุ้นจึงเข้าลักษณะเป็นการโอนจากตั้วเฮียไปให้เสี่ยวเจ๊ มันเป็นการโอนกันภายในครอบครัว
- ผมอาจจะหัวโบราณสักหน่อย แต่อยากจะแนะนำให้ทำแบบตรงไปตรงมาดีกว่าครับ หากมีหนี้มาก ก็ยอมรับว่ามาก และขอร้องให้ประชาชนก้มหน้าก้มตาช่วยกันหาเงินมาใช้หนี้
- เรื่องวินัยการเงินการคลังเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องอิงวิชาการที่บริสุทธ์เป็นสำคัญ
- แต่หากเอาการเมืองนำ ระวังนะครับ วันหนึ่งจะต้องร้องเพลง Don’t cry for me Argentina กันทั้งประเทศ
ที่มา – Facebook ของนายธีระชัย

