Practical Report 1962 สิบสามวันอันตราย : เมื่อมนุษยชาติอยู่บนขอบเหวของการสูญสิ้นเผ่าพันธ์จากสงครามนิวเคลียร์

หนังเรื่อง Thirteen Days ของ เควิน คอสต์เนอร์ ช่วยให้เรารับทราบเบื้องหลังเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงสิ่งที่เรียกว่าหายนะของมนุษยชาติมากที่สุด

มันเป็นช่วงสิบสามวันอันตรายที่สุดของมนุษยชาติ หากประวัติศาสตร์เดินผิดพลาดไปเพียงจังหวะเดียว โลกเราคงไม่มีสภาพดังเช่นทุกวันนี้ เพราะชาติมหาอำนาจสองชาติจะทำสงครามนิวเคลียร์ต่อกัน



เหตุการณ์ในครั้งนั้นถูกเรียกจากฝ่ายอเมริกันว่า “วิกฤตขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missile Crises)” ในขณะที่ฝ่ายคิวบาเรียกว่า “วิกฤตเดือนตุลาคม (October Crises)” ส่วนสหภาพโซเวียตเรียกมันในชื่อ “วิกฤตแคริบเบียน”

ภาพที่ชาวอเมริกัน และชาวโลกส่วนใหญ่รับรู้คือ ในช่วงเดือนตุลาคม 1962 สหรัฐอเมริกาสืบทราบว่าสหภาพโซเวียตติดตั้งขีปนาวุธพิสัยปานกลางติดหัวรบนิวเคลียร์ในประเทศคิวบา ประธานาธิบดีโรเบิร์ต เอฟ เคเนดี้ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้โซเวียตถอนขีปนาวุธออกจากคิวบา และสั่งสกัดกั้น (คณะบริหารเคเนดี้เลือกใช้คำ quarantine แทนที่จะใช้คำว่า “ปิดล้อม” หรือ blockade ซึ่งมีนัยยะเป็นปฏิบัติการทางทหารเพื่อหลีกเลี่ยงการยั่วยุโซเวียต) วิกฤตการณ์กินเวลาไป 13 วัน (หลังการตรวจพบครั้งแรกโดยเครื่องบินสอดแนม U2 ของสหรัฐฯ) ในที่สุดก็ลงเอยด้วยการถอนขีปนาวุธของโซเวียตออกจากคิวบา แลกกับการที่สหรัฐฯ จะไม่รุกรานคิวบาอีกในอนาคต

แต่หนังเรื่องนี้ฉายเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่า “ภาพ” ที่ปรากฎต่อตาสาธารณชนทั่วไป และเอาเข้าจริงแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลต่อชะตาชีวิตของผู้นำสหรัฐอเมริกา และผู้นำสหภาพโซเวียต (คือนิกิต้า ครุสชอฟ) และแม้กระทั่งประวัติศาสตร์ของโลกอย่างลึกซึ้งเกินกว่าใครจะคาดคิด

ในมุมมองของสหรัฐ นี่เป็นการตอบโต้ของโซเวียต ต่อปฏิบัติการที่ล้มเหลวในยุทธการอ่าวหมู ซึ่งซีไอเอฝึกฝนชาวคิวบาอพยพให้ทำการยกพลขึ้นบกที่อ่าวหมู เพื่อหวังโค่นรัฐบาลของฟิเดล คาสโตร แต่ยุทธการครั้งนั้นกลับล้มเหลว กำลังพลที่ยกพลขึ้นบกที่อ่าวหมูถูกสังหารไป 118 ศพ และที่เหลือถูกจับคุมขัง จนกระทั่งสหรัฐต้องใช้เงิน 53 ล้านเหรียญเพื่อแลกกับการปล่อยตัวนักโทษทั้ง 1,113 คนในภายหลัง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า “ฝ่ายความมั่นคง” ของสหรัฐฯ รอเวลาเช็คบิลเอาคืนคิวบา และฟิเดล คาสโตร อย่างเต็มที่ ยิ่งเมื่อคาสโตรให้กับความร่วมมือกับโซเวียตเอาขีปนาวุธมาจ่อคอหอยสหรัฐฯ อย่างนี้ด้วยแล้ว แรงกดดันจากฝ่ายกองทัพต่อประธานาธิบดีเคเนดี้ให้ใช้กำลังจัดการกับคิวบา และกวาดมิสไซล์ของโซเวียตไปให้พ้นจากชายแดนของสหรัฐฯ ยิ่งทวีน้ำหนักจนเคเนดี้รับรู้ได้ถึงอันตราย



ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี้ และ โรเบิร์ต แมคนามารา รมว.กลาโหม ประชุมกันอย่างเคร่งเครียด ในที่ประชุมคณะกรรมการผู้บริหาร (Excomm) ระหว่างวิกฤตขีปนาวุธคิวบา

เคเนดี้ทราบดีว่าหากเขาอนุมัติการโจมตีทางอากาศต่อคิวบา ต่อด้วยการรุกรานคิวบา เมื่อนั้นโซเวียตจะตอบโต้แบบเดียวกันนี้ในเบอร์ลิน นั่นไม่เพียงแต่จะลากเอาทั้งยุโรปเข้าสู่สงครามโลก หากแต่มหาอำนาจทั้งสองจะต้องใช้ขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์ที่อยู่ในคลังอาวุธจนหมดไซโลเป็นแน่ และนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับหายนะและการสูญสิ้นเผ่าพันธ์ของมนุษยชาติ

เขาจะต้องหยุดยั้งสงครามอย่างเต็มความสามารถ แม้จะต้องขัดใจกองทัพและเสนาธิการทหารก็ตามที

ในหนังเรื่องนี้ เคเนดี้อ้างถึงหนังสือ “The gun of August” เขาเตือนฝ่ายเสนาธิการทหารให้ตระหนักถึงบทเรียนของโลกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 13 ล้านคน สงครามเกิดขึ้นเพียงเพราะแต่ละฝ่ายคิดว่าตนประเมิน และทายใจฝ่ายตรงข้ามได้อย่างถูกต้อง ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย

จอห์น เอฟ เคเนดี้ส่ง โรเบิร์ต เอฟ เคเนดี้ ผู้น้อง และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นไปเจรจากับโดบรีนิน ฑูตโซเวียตโดยให้คำมั่นว่าจะไม่รุกรานคิวบาในอนาคต พร้อมกับข้อตกลงลับที่จะถอนขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์ “จูปิเตอร์” ออกจากตุรกี นั่นจึงเป็นการยุติวิกฤตการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของโลกลงได้

ในอีกด้านหนึ่งหนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงข้อมูลจากฝ่ายตรงข้ามและเป็นตัวละครที่สำคัญเช่นกัน คือนิกิต้า ครุสชอฟ นายกรัฐมนตรีสหภาพโซเวียตในขณะนั้น ซึ่งเขาได้เล่าเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในหนังสือ “บันทึกความทรงจำของนิกิต้า ครุสชอฟ” (p. 315-356) ดูเหมือนจากมุมมองของครุสชอฟ การติดตั้งขีปนาวุธในคิวบาเป็นเรื่องที่เป็น “อุบัติเหตุ” อยู่ไม่น้อย เริ่มจากแรกเริ่มคิวบากับโซเวียตเองก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการและไม่มีการติดต่อกันระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศเลยด้วยซ้ำ

แต่ภายหลังที่คิวบาเริ่มติดต่อโซเวียต และถูกสหรัฐคว่ำบาตการขนส่งน้ำมัน กลับทำให้คิวบายิ่งใกล้ชิดกับโซเวียตมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดทำให้สหรัฐเริ่มรู้สึกว่าคิวบาเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ และนำไปสู่ยุทธการอ่าวหมูในที่สุด



แอตไล สตีเฟนสัน ตัวแทนสหรัฐฯ แสดงภาพทางอากาศแสดงการติดตั้งขีปนาวุธของโซเวียตในคิวบาในที่ประชุมสหประชาชาติ จากที่ก่อนหน้านี้ตัวแทนของโซเวียตปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

โซเวียตเริ่มทุ่มความช่วยเหลือทั้งด้านเศรษฐกิจและอาวุธให้กับคิวบา เพราะรู้ดีว่าสหรัฐฯจะไม่ปล่อยให้คาสโตรลอยนวลอยู่แน่ (เอกสารซีไอเอที่หมดอายุและถูกจำหน่ายออกมาภายหลังก็ชี้ให้เห็นว่ามีความพยายามของซีไอเอในการลอบสังหารคาสโตรหลายครั้ง) การสูญเสียคิวบาจะทำให้อิทธิพลของผู้นำค่ายคอมมิวนิสต์อย่างโซเวียตต้องเสื่อมถอยลง นอกจากนี้การติดตั้งขีปนาวุธในคิวบา ก็จะทำให้สหรัฐฯ ได้รับรู้ความรู้สึกของโซเวียตที่ถูกสหรัฐฯ นำขีปนาวุธมาติดตั้งในทวีปยุโรป และตุรกีเสียบ้าง

ครุสชอฟไม่คิดว่าสหรัฐฯจะคิดสั้นทำสงครามนิวเคลียร์ แต่ข้อมูลที่เขาได้รับจากโดบรินิน ซึ่งได้รับการติดต่อจากโรเบิร์ต เคเนดี้ ซึ่งอยู่ในสภาพอิดโรย อดนอน และตกอยู่ภายใต้สภาพความกดดัน ขอร้องให้ครุสชอฟช่วยยุติปัญหานี้ พร้อมทั้งการแสดงความไม่แน่ใจว่าเคเนดี้จะถูกฝ่ายความมั่นคงทำการรัฐประหารยึดอำนาจหรือไม่

เมื่อทราบข้อมูลที่แน่ชัด ครุสชอฟตัดสินใจเปลี่ยนแปลงนโยบาย และยินยอมถอนขีปนาวุธออกจากคิวบา โดยแลกกับคำมั่นของสหรัฐฯ ที่จะไม่รุกรานคิวบาอีกในอนาคต แม้ว่าภาพในประชาคมโลกจะมองว่าโซเวียตยอมถอยก็เพราะเกรงอำนาจของสหรัฐฯ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจเพราะเห็นแก่สันติภาพ

เรื่องที่ดูเหมือนจบลงด้วยดีนี้ กลับส่งผลต่ออนาคตการเมืองของผู้นำทั้งคู่ ในปี 1963 จอห์น เอฟ เคเนดี้ ถูกลอบสังหาร ท่ามกลางข้อสงสัยว่าเป็นฝีมือของฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ เป็นผู้ลงมือ ในขณะที่ครุสชอฟ เองก็ถูกปลดจากตำแหน่งโดยคณะโบลิตบูโรของโซเวียต ด้วยข้อหาทำให้เกียรติภูมิของโซเวียตเสื่อมลงในสายตาของชาวโลก ทำให้เบรสเนฟขึ้นสู่อำนาจแทนที่

อย่างไรก็ตาม ในภายหลังได้มีการจัดตั้งโทรศัพท์สายด่วนระหว่างวอชิงตัน และมอสโคว์ขึ้น เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารกันโดยตรงของผู้นำทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของทั้งคู่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้บทเรียนเรื่องนี้ทำให้สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารแทนที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์กับความขัดแย้งในระดับภูมิภาค (อย่างเช่น สงครามเวียดนาม เป็นต้น)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นโดยอ้างอิงจากหนังสือ The Kennedy Tapes: Inside the White House during the Cuban Missile Crisis โดย เออร์เนสต์ เมย์ และ ฟิลิปส์ เซลิโก ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่ามีที่มาจากหนังสือ Thirteen Days: A Memoir of the Cuban Missile Crisis ซึ่งถูกเขียนขึ้นโดย โรเบิร์ต เอฟ เคเนดี้ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และน้องชายของจอห์น เอฟ เคเนดี้ ซึ่งถูกตีพิมพ์ออกมาในปี 1969 หนึ่งปีหลังจากที่เขาถูกลอบสังหาร หกปีหลังจากที่พี่ชายของเขาถูกลอบสังหารในขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

  • zneb

    ผมเคยดูเรื่องนี้แล้ว รู้สึกจะตอนม.4 หรือ ม.5 นี่แหละ ตอนนั้นมีฉากหนึ่งที่บรรดาฝ่ายความมั่นคงคัดค้านประธานาธิบดีเคเนดี้เรื่องถอนขีปนาวุธออกจากตุรกี โดยอ้างเหตุผลในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งหากสหรัฐฯถอยแค่จุดเดียวก็จะถูกบีบให้ถอยในจุดยุทธศาสตร์อื่นๆด้วย

    คิดแล้วก็นึกถึงบทความคราวก่อนที่ผมเขียน หากผู้นำจีนเกิดบ้าเลือดเทขายพันธบัตรสหรัฐฯตามที่ปูตินร้องขอโลกจะเป็นยังไงเนี่ย

    การตัดสินใจภายใต้ภาวะวิกฤตที่สุดคือ คุณสมบัติสำคัญของสุดยอดผู้นำ

  • นคร

    เคยดูสารคดี ฝั่งโซเวียตเขามองว่า เกมนี้โดนฟิเดลหลอกให้เข้ามาวุ่นวายตกกระไดพลอยโจนจนหาทางออกกันไม่ทัน เพราะทางฝั่งโซเวียตเองก็ไม่อยากยิงนิวเคลียร์และก็ไม่อยากรบด้วยอยู่แล้ว เพราะมันเป็นเรื่องของอเมริกา กับ คิวบา เท่านั้น คนที่ได้เปรียบที่สุดกลายเป็นคิวบาไป เพราะมีสองทางคือ โลกแตก กับ อเมริกาเลิกยุ่งด้วย ในขณะที่ ทั้งโซเวียต และ อเมริกา ไม่จำเป็นต้องมาทำลายโลกกันด้วยประเทศอย่างคิวบาเลย ผู้นำโซเวียตก็คิดแบบนั้นว่าฟิเดลคงไม่เอาจริง เลยยอมเอาหัวรบมาให้คิวบาใช้ต่อรองกับอเมริกาโดยไม่คิดว่าฟิเดลกับอเมริกาจะบ้าลุยกันจริงๆ แต่ฟิเดล ดันบ้าจริงยืนกรานข้อเสนอเพราะไม่มีอะไรเสียอยู่แล้ว โซเวียตจะถอยก็เสียหน้าแล้ว สุดท้าย ทั้งผู้นำโซเวียต และ อเมริกาต้องเจอสถานการณ์ลำบาก ขณะที่ ฟิเดล ยังยืนยงมาถึงทุกวันนี้

    เป็นเกมที่เกทับกันมันที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์เกมหนึ่งจริงๆ