This is not L’Amant : การทรยศของการตีความ

February 23, 2009

หมายเหตุ : ผู้อ่านบทความชิ้นนี้สามารถอ่านต่อเนื่องจากบทความก่อนหน้านี้ L’Amant : รักในห้วงคะนึง ในฐานะบทวิเคราะห์วิจารณ์ที่ต่อเนื่องกัน หรือจะแยกอ่านเป็นชิ้นเด็ดขาดจากกัน หรืออ่านเพื่อวิจารณ์ซึ่งกันและกัน หรือไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ย่อมได้ ทั้งนี้อำนาจการตีความดังกล่าวย่อมเป็นของผู้อ่านแต่เพียงผู้เดียว



ที่มาของภาพ – Michel Foucault. This is Not a Pipe (1968)

L’Amant หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า The Lover เป็นนิยายของ มาเกอริต ดงนาดิเยอ (Marguerite Donnadieu, 1914 – 1996) ไม่แน่นอนว่าชื่อ มาเกอริต ดูราส์ (Marguerite Duras) ที่เป็นที่รู้จักกันมากกว่านั้น แท้จริงแล้วเป็นนามปากกาสำหรับใช้ในการประพันธ์ หรือเกิดจากการเปลี่ยนนามสกุลของเธอจริงๆในภายหลัง1 อย่างไรก็ตามต่อไปนี้เราจะเรียกชื่อเธอว่า “ดูราส์” ตามความนิยม

ครอบครัวของดูราส์เป็นคนฝรั่งเศสและย้ายถิ่นฐานไปยังไซง่อน ซึ่งในขณะนั้นยังอยู่ในฐานะอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศส ตามนโยบายการย้ายไปตั้งถิ่นฐานในอาณานิคมของรัฐบาลฝรั่งเศส ดูราส์ถือกำเนิดขึ้นที่เกียดิน (Gia-Dinh) ใกล้ไซง่อน เมื่อวันที่ 4 เมษายน 1914 (พ.ศ. 2457) ไม่ช้าไม่นานบิดาของเธอก็ถึงแก่กรรมเนื่องจากอาการป่วย มารดาเธอยังคงประกอบวิชาชีพครูและอยู่อาศัยในไซง่อนต่อมา ภายหลังเมื่ออายุ 17 ปีเธอเดินทางไปยังฝรั่งเศส จบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์และกฎหมายที่นั่น จากนั้นเธอก็เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส ในฐานะผู้ปฏิบัติงานของขบวนการต่อต้านการยึดครองฝรั่งเศสของกองทัพนาซี ภายหลังดูราส์เป็นนักเขียน และผู้กำกับภาพยนตร์ที่ถูกกล่าวขวัญถึงคนหนึ่งของฝรั่งเศส

เอ็ดมันด์ ไวท์ (Edmund White) เขียนถึงดูราส์ ผ่านวรรณกรรมสามชิ้นคือ Wartime Writing : 1943 – 1949, The War : A Memoir และ The North China Lover ในชื่อ In Love with Duras2

บทความชิ้นนี้ช่วยเพิ่มพื้นหลังของดูราส์ให้เราได้อย่างแจ่มชัดมากขึ้น ในด้านหนึ่งดูเหมือนว่าเธอมีบทบาทเข้าไปช่วยเหลือขบวนต่อต้านนาซีในฝรั่งเศส (ดูราส์ยังอ้างว่าตนมีบทบาทในการทำหน้าที่ทรมานผู้ต้องสงสัยว่าให้ความร่วมมือกับกองทัพเยอรมัน) แต่ในอีกด้านหนึ่งเรื่องเล่าของเธอก็มีข้อขัดแย้ง เมื่อฌอง วาลลิเยร์เล่าในหนังสืออีกเล่มว่าดูราส์ทำหน้าที่เป็นสาวเสิร์ฟต่างหาก ทั้งยังพยายามจะลืมข้อเท็จจริงบางเรื่องเช่นการทำงานเป็นหน่วยประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐบาลฝรั่งเศสในอาณานิคมอินโดจีน โดยไม่ได้ต่อต้านบทบาทการยึดครองอาณานิคมดังกล่าว โดยไวท์ชี้ว่าดูราส์พยายามปรับแต่งเรื่องราวในอดีตของตนเพื่อให้ดูมีความเป็นฝ่ายซ้ายมากขึ้น เห็นได้ว่าดูราส์มีความหมกมุ่นอยู่กับตนเอง ไม่ว่าจะอ้างถึงคำพูดของตนเอง อ่านงานตนเอง หรือดูหนังเก่าๆที่ตนเองสร้างขึ้นด้วยความพอใจ แต่ไวท์ก็ชี้ว่าพฤติกรรมหลงตนเองและการปรับแต่งอดีตนั้นในอีกด้านหนึ่งก็เป็นสิ่งช่วยสร้างสรรค์งานของดูราส์

It was barely thirteen years ago that these things happened and that our family broke up, except for my younger brother who never left my mother and who died last year in Indochina. Barely thirteen years. No other reason impels me to write of these memories, except that instinct to unearth. It’s very simple. If I do not write them down, I will gradually forget them. That thought terrifies me.

ไวท์มองว่าประสบการณ์ในวัยเด็กของเธอ ซึ่งครอบครัวที่ปราศจากบิดาและการลงทุนที่ล้มเหลว เต็มไปด้วยความทุกข์ยากจากความยากจน อันเป็นประสบการณ์ที่เลวร้าย ซึ่งถูกบันทึกส่วนหนึ่งไว้ใน Wartime Writings กล่าวถึงความทรงจำที่เป็นที่มาของฉากหนึ่งในนิยายและหนังเรื่อง L’Amant อันเป็นช่วงการพบกับคนรักชาวจีนร่ำรวย หน้าตาดี บนเรือเฟอร์รี่จากซาเด็ก (Sadec) ไปยังไซง่อน แต่ในต้นฉบับนี้ชายคนที่ชื่อ “เหลียว” กลับเป็นชายหน้าตาหน้าเกลียด มีแผลเป็นจากฝีดาษ ฐานะต่ำต้อย ท่าทางเก้งก้าง ภายหลังการเฝ้าตามตื๊ออยู่เป็นเวลาสองปี ดูราส์ก็หลับนอนกับเหลียวเพียงครั้งเดียว และเธอยังเห็นว่าเขาน่าขยะแขยงอีกด้วย มารดาของเธอบอกให้เธอปอกลอกเงินให้ได้มากที่สุด แต่อย่าไปร่วมหลับนอนกับเขา

ดูเหมือนว่าดูราส์พยายามหยิบโครงเรื่องเดิมมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งไวท์วิเคราะห์ว่านี่อาจเป็นอาการทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Repetition compulsion อันอาจจะสะท้อนถึงการดิ้นรนระหว่างห้วงฝันและความทรงจำ ซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งนี้เกิดขึ้นก็เนื่องจากเป็นกลไกป้องกันตนเองที่จะเอาชนะความทรงจำอันเลวร้าย



ที่มาของภาพ – ThaiSecondHand.com

L’Amant ถูก “แปล” ออกมาเป็นภาษาไทยอยู่สองสำนวนด้วยกันคือ “คนรักจากโคลอง” แปลโดยสามพร ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฉับแกระ (พย. 2536) และ “แรกรัก” แปลโดยอินทิรา ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สมิต (เมย. 2536) เหตุที่มีการแปลออกมาถึงสองสำนวน ในเวลาใกล้เคียงกันก็คงเป็นเพราะอิทธิพลของหนัง The Lover ที่ถูกผลิตขึ้นมาในช่วงนั้น หนังเรื่องนี้ได้ชื่อภาษาไทยว่า “กลัวทำไม..ถ้าใจเป็นของเธอ” แต่ไม่ว่าจะเป็นชื่อเรื่องจากทั้ง “คนรักจากโคลอง”, “แรกรัก” หรือ “กลัวทำไม..ถ้าใจเป็นของเธอ” ก็ตาม จะเห็นว่าเพียงแค่แปลชื่อเรื่องก็ต่างจากความหมายของ L’Amant ไปไกลเสียแล้ว (คนรักจากโคลอง ดูน่าจะใกล้เคียงที่สุด) ไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาในนิยายอีก หากแต่ข้อจำกัดด้านภาษาและวัฒนธรรม นั่นย่อมเป็นเครื่องกีดขวางผู้เสพฉบับแปลจากการเข้าถึงอรรถรสจากต้นฉบับที่แท้จริง (มีใครแปลโคลงของศรีปราชญ์ให้ชาวต่างชาติเข้าใจอย่างแท้จริงได้บ้าง?) จึงอย่าได้แปลกใจที่การนำเอา “ใจความ” ฝ่าข้ามภาษาและวัฒนธรรม โดยละทิ้ง “อรรถรส” จะทำให้นักแปลได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรยศอันดับต้นของวรรณกรรม

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการตีความว่า “เขา” และ “เธอ” ใน L’Amant เริ่มความสัมพันธ์กันด้วยความรัก หรือเหตุผลอย่างอื่น แล้วความรักจริงแท้นั้นเกิดขึ้นเมื่อใด

เราเห็นข้อจำกัดเช่นนี้แล้ว ก็คงต้องทำใจว่าถึงที่สุด L’Amant ในฉบับภาพยนตร์ก็มีชีวิตของมันเอง แม้จะมีที่มาจากชีวประวัติส่วนหนึ่งของดูราส์ แต่มันก็ไม่ใช่ตัวดูราส์แต่อย่างใด ฌอง-ฌาคส์ อันโนด์ จึงตีความ L’Amant ฉบับภาพยนตร์ให้มีแบบฉบับต่างออกไปอีก (อันโนด์พยายามแทรก “เสียงเล่า” ของเจ้าของเรื่องลงมาเป็นระยะเพื่อรักษาบรรยากาศตามบทประพันธ์เอาไว้) เราคงไม่ต้องพูดว่าดูราส์ ก็ทรยศประวัติของตนเองจากความทรงจำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยอาการ Repetition compulsion ที่ซิกมันด์ ฟรอยด์วิเคราะห์ไว้ก็ดี หรือด้วยการลืมเลือนความทรงจำตามธรรมชาติก็ดี หรือแม้กระทั่งความจำใจจากสภาพแวดล้อมบังคับไว้ก็ดี

การมุ่งสืบค้น “ความจริง” จากการตีความที่มีการทรยศกันครั้งแล้วครั้งเล่าจึงเป็นไปภายใต้ข้อจำกัดอย่างยิ่ง ว่าแต่ที่แท้จริงผู้อ่านบทวิจารณ์ฉบับนี้ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง ก็ย่อมมีอำนาจในการตีความเป็นของตนเองอยู่แล้ว

บางทีการที่เมื่อหนังเรื่องนี้ได้กระตุ้นความทรงจำที่เคยตกตะกอนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ให้ฟุ้งกระจายขึ้นมาจนเราต้องโหยหาห้วงรักที่เป็นประสบการณ์เฉพาะของแต่ละคนนั้น

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงได้ตั้งชื่อ L’Amant ว่า “รักในห้วงคะนึง”

  1. ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่าเธอเปลี่ยนชื่อนามสกุลของเธอ เป็นดูราส์ในปี 1943 (พ.ศ. 2486) ตามชื่อหมู่บ้านใน Lot-et-Garonne département อันเป็นสถานที่ที่บ้านของบิดาเธอเคยอยู่ []
  2. In Love with Duras By Edmund White, บทความนี้ถูกถอดความเป็นภาษาไทย ใน “อ่านของคนอื่น” วริศา กิตติคุณเสรี , วารสารอ่าน ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – กันยายน 2551 p. 248 – 250 []

Comments

Got something to say?