โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
“ในเกมแย่งชิงอำนาจนั้น ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญ”
ผู้อ่าน “3 ก๊ก” ฉบับของหลอกว้านจงนั้น มักจะรู้สึกว่า “เหตุการณ์ชิงเมืองเกงจิ๋ว” ของกองกำลังเล่าปี่ ภายหลังจากที่ “โจโฉแตกทัพเรือ” ไปแล้วนั้น ช่างเป็นอัจฉริยภาพในการทำศึกและวางแผนกลยุทธ์ของขงเบ้งโดยแท้
แต่จะเป็นเช่นนั้นหรือ ?
อัจฉริยภาพของ “หลอกว้านจง” ที่นอกจากการนำกลยุทธ์สุดยอดมาใส่ในบทบาทของขงเบ้งแล้ว ยังมีความแนบเนียนในการเล่นกับ “ช่องว่างทางประวัติศาสตร์” โดยเฉพาะเหตุการณ์แตกทัพเรือของโจโฉ ที่ถือว่าเป็นจุดสุดยอดแห่งการชิงไหวชิงพริบในเรื่องสามก๊กนั้น หลอกว้านจงได้เติมแต่งเล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงกลยุทธ์เข้าไปใน “ช่องว่าง” ได้อย่างเหนือชั้นขั้นเทพเจ้า ท่ามกลางความมืดมนของนักประวัติศาสตร์ในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการแตกทัพเรือ
นอกจากนี้ ยังมีการชิงไหวชิงพริบของขงเบ้งกับจิวยี่ที่แย่งกันยึดครองเมืองเกงจิ๋ว หากพิจารณาเพียงผิวเผินแล้ว ฝ่ายจิวยี่น่าจะเป็นผู้ชนะ เนื่องจากกำลังทหารมากกว่ากันอย่างเทียบไม่ติด แต่ในเมื่อฝ่ายเล่าปี่มีเทพเจ้าทางการทหารอย่างขงเบ้งที่สามารถวางหมากเพื่อปราบปรามกองทัพร้อยหมื่นของโจโฉได้แล้ว จิวยี่ย่อมไม่ใช่คู่ต่อกรที่ทัดเทียมกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักประวัติศาสตร์บันทึกไว้กลับต่างออกไป คือ กองทัพโจโฉ ไม่ชำนาญการรบทางน้ำ จึงทำให้การศึกยืดเยื้อ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้กองกำลังชายแดนภาคเหนือที่ยังไม่ได้อยู่ใต้อำนาจโจโฉทั้งหมดนั้น ได้ถือโอกาสก่อความวุ่นวายขึ้น ดังนั้น เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นมาในบริเวณนั้น โจโฉจึงต้องตัดสินใจถอนทัพ ด้วยการเผาเรือรบทิ้งเพื่อทำลายโรคระบาดและไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามนำเรือรบไปใช้งานต่อได้
ยิ่งกว่านั้น การเข้าครอบครองอาณาจักรเกงจิ๋ว ภายหลังที่โจโฉถอนทัพไปนั้น ก็เป็นไปอย่างโรแมนติคหวานชื่น ใครใกล้ตรงไหนก็ยึดตรงนั้น ไม่มีการยื้อแย่งกันอย่างอึกทึกครึกโครมเหมือนในนวนิยายของหลอกว้านจง แถมท่านซุนกวนยังใจดียกน้องสาวสุดที่รักให้กับพญามังกรอย่างเล่าปี่ เพื่อผูกมิตรไว้ต้านโจโฉที่ถอนทัพกลับไปแต่ยังมีเขี้ยวเล็บแหลมคม และพร้อมจะบุกลงมาได้ทุกเมื่อ หากสถานการณ์เอื้ออำนวย
เมื่อมาถึงตรงจุดนี้ อาจจะมีความสงสัยว่า บันทึกประวัติศาสตร์หรือนิยายของหลอกว้านจง เรื่องเล่าใดจะสอดคล้องกับความจริงมากกว่ากัน หากจิวยี่เป็นผู้บัญชาการศึกในการต้านทัพโจโฉที่แท้จริง โดยขงเบ้งนั้นแทบไม่ได้มีบทบาทอันใดเลย แล้วทำไมภายหลังโจโฉถอนทัพไปแล้ว จิวยี่จึงไม่ถือโอกาสเข้ายึดครองเกงจิ๋วไว้ทั้งหมดคนเดียว ไยจะต้องเผื่อแผ่แบ่งปันให้เล่าปี่ที่แทบไม่ได้ช่วยรบสักเท่าไร แถมยังมีกำลังทหารเพียงแค่หยิบมือเดียว
ปัญหานี้จะต้องประเมินในระดับ “ยุทธศาสตร์” หาใช่การวิเคราะห์ในระดับยุทธวิธี เพราะหากมองเพียงแค่ผลประโยชน์ระยะสั้นแล้ว การเข้ายึดเกงจิ๋วเกือบทั้งหมดไว้เอง และแบ่งให้เล่าปี่เพียงเล็กน้อยนั้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่เมื่อมองในระยะยาวแล้ว การที่ขุมกำลังของโจโฉยังเป็นอันดับ 1 ในแผ่นดินนั้น การเดินหมากของซุนกวนซึ่งเป็นขุมกำลังอันดับ 2 จะต้องอาศัย “พันธมิตร” เพื่อร่วมกันจัดการกับโจโฉ จึงจะเป็นแผนการที่ดีที่สุด แน่นอนว่า จิวยี่ในประวัติศาสตร์จริงซึ่งไม่ได้งี่เง่าใจแคบเหมือนในนิยายสามก๊ก จะเคยส่งจดหมายมาเตือนซุนกวน ให้ระมัดระวังเล่าปี่ไว้ แต่ก็เพียงแค่จับตาดู ไม่ถึงกับต้องแตกหักกัน
เหตุการณ์ภายหลังยิ่งพิสูจน์ได้ว่า “ยุทธศาสตร์พันธมิตร” เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะในที่สุดพี่เล่าปี่ก็ไม่ได้ทำให้น้องซุนกวนผิดหวัง ด้วยการเข้ายึดเสฉวนจากเล่าเจี้ยงได้สำเร็จ ทำให้ขุมกำลังของทั้งสองฝ่ายรวมกันมีแสนยานุภาพเพียงพอที่จะต่อกรกับโจโฉได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่หากซุนกวนเกิดใจแคบเห็นแก่ประโยชน์ระยะสั้นในตอนแรกแล้ว เมืองเสฉวนของเล่าเจี้ยงที่ไม่มีวิสัยทัศน์ในการปกครองประเทศ อาจต้องตกไปในมือของโจโฉก็เป็นได้ และเมื่อนั้นย่อมต้องถึงคราวของซุนกวนที่จะโดนจัดการเป็นรายต่อไป
แน่นอนว่า ภายหลังเล่าปี่ได้ครองเมืองเสฉวน พันธมิตรซุนเล่าก็เริ่มคลอนแคลน เนื่องจากซุนกวนเกิดความระแวงในการเติบโตของก๊กเล่าปี่ แต่กระนั้น ปัญหานี้ก็ได้รับการวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่จิวยี่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องตัดสินใจให้การช่วยเหลือเล่าปี่ในการตั้งตัว เพราะพันธกิจต้านโจโฉเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่สุด สำหรับขุมกำลังอันดับ 2 ในสมรภูมิ
“อ่านสามก๊กจบ 3 รอบ คบไม่ได้” ซึ่งเป็นคำพูดที่ล้อเล่นกันจนติดปากจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดถือจริงจัง เพราะหากองค์กรใดที่ยึดตำแหน่งอันดับที่ 2 ในสมรภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือธุรกิจ ลอกเลียนกลยุทธ์ของซุนกวนในนิยายสามก๊กของหลอกว้านจงไปใช้ โดยคิดว่าตนเองคงไม่ซ้ำรอยจิวยี่ ดังนั้น เมื่อหลอกล่อ “ขุมกำลังดาวรุ่ง” มาใช้งานเสร็จสิ้นแล้ว ก็ถึงเวลาถีบหัวส่งได้ แน่นอนว่า ในความเป็นจริง “ขุมกำลังดาวรุ่ง” คงไม่มียอดคนเช่นขงเบ้งที่จะมาต่อกรกับ “ขุมกำลังอันดับ 2” ได้ แต่กระนั้น การถีบหัวส่งพันธมิตรก่อนจะถึงเวลาที่เหมาะสม ย่อมเป็นการกระทำที่โง่เขลา
อย่างไรก็ตาม ในสนามต่อสู้จริงทั้งทางธุรกิจและการเมืองอันสลับซับซ้อนนั้น การนิยามตนเองเป็นขุมกำลังอันดับ 1 และ 2 ไม่อาจทำได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากว่ามีสนามต่อสู้ทั้งใหญ่และเล็กคาบเกี่ยวกัน
ในสนามระดับเล็ก กองกำลังของเราอาจเป็น “ขุมกำลังอันดับ 1” ก็ควรใช้ยุทธศาสตร์ยุให้แตกแยก หรือแอบจับมือกับ “ขุมกำลังอันดับ 3” เสียเอง โดยที่ไม่ต้องจริงจังกับการเข้าตีขุมกำลังอันดับ 2 มากนัก เพราะนั่นเท่ากับเปิดโอกาสให้ขุมกำลังอันดับ 3 ได้เติบโตต่อไปในอนาคต ภายหลังขุมกำลังอันดับ 2 พ่ายแพ้ไป พูดง่ายๆ คือ ทำทุกวิถีทางเพื่อแบ่งแยกและปกครองขุมกำลังทั้งสอง ไม่ให้โตแต่ก็ไม่ให้ตาย
อย่างไรก็ตาม ในสนามระดับใหญ่ ขุมกำลังของเราอาจกลายเป็นอันดับ 2 จึงต้องรู้จักที่จะแสวงหาขุมกำลังระดับ 3 และ 4 เข้ามาเป็นแนวร่วมและพันธมิตรในการต่อสู้กับขุมกำลังอันดับ 1 เพื่อกรุยทางไปสู่การขึ้นสู่อำนาจของเรา แต่หากเป็นขุมกำลังอันดับ 3 และ 4 ก็ต้องหาทางโน้มน้าวขุมกำลังอันดับ 2 ให้เห็นคุณค่าในการสนับสนุนการเติบโตของขุมกำลังเล็กๆทั้งหลาย เพื่อร่วมกันต่อต้านขุมกำลังอันดับ 1 แต่หากโน้มน้าวไม่สำเร็จ ก็อาจแปรเปลี่ยนพลิกแพลงไปชักจูงขุมกำลังอันดับ 1 ให้ร่วมมือกันเพื่อสกัดกั้นการท้าชิงตำแหน่งเจ้ายุทธจักรของขุมกำลังอันดับ 2 แต่การจับมือกับขุมกำลังอันดับ 1 จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะยุทธศาสตร์ของขุมกำลังอันดับ 1 นั้น ไม่ใช่การเติบโต แต่คือการรักษาสถานะเดิม โดยการแบ่งแยกและปกครองขุมกำลังอันดับ 1 และ 2 ไม่ให้โตและตาย เพื่อทำให้การครอบครองตำแหน่งอันดับ 1 ของตนเองนั้น ยั่งยืนไปชั่วลูกชั่วหลาน
เมื่อเข้าใจการกำหนดยุทธศาสตร์ตามตำแหน่งแห่งที่ของตัวเราในสนามการแข่งขันแล้ว ขั้นต่อไปที่ยากที่สุด คือ การประเมินว่าตัวเราอยู่ในตำแหน่งใดของสนามแข่งขัน เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครจะมาบอกว่าเราอยู่ในตำแหน่งใด ตัวเราเองเท่านั้นที่จะเป็นฝ่ายเลือกสนามการแข่งขัน และประเมินสถานะของตัวเอง แต่ที่ต้องระลึกไว้เสมอก็คือ ในสนามการเมืองและธุรกิจจริงนั้น มีความซับซ้อนกว่าในนิยายสามก๊ก ดังนั้น การประเมินแยกแยะตำแหน่งของตัวเอง ทั้งในสนามเล็ก สนามใหญ่ สนามย่อย และสนามที่ซ้อนทับกัน อย่างกระจ่างแจ้ง จึงเป็นเรื่องสำคัญ และหากประเมินตำแหน่งอย่างถูกต้อง ก็ย่อมกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อกรุยทางไปสู่ชัยชนะได้ไม่ยากนัก
หากคุณกำลังสับสนและรู้สึกว่าสถานการณ์ในสนามรบ ไม่เป็นใจและเอื้ออำนวยต่อคุณเสียเลย ให้ลองหันกลับมาคิดทบทวนว่า ตัวเราได้ประเมิน “ตำแหน่ง” ของตัวเองในสนามรบที่ซ้อนเหลื่อมกันอย่างถูกต้องหรือไม่ บางทีถ้าสามารถค้นพบความผิดพลาดในการประเมินตำแหน่ง และปรับแก้ให้ถูกต้อง ชัยชนะก็อาจจะรอคอยอยู่ไม่ไกล
การที่ “ซุนกวน” ได้ช่วยเหลือและสนับสนุนให้ “เล่าปี่” ซึ่งเร่ร่อนล้มเหลวมาครึ่งชีวิตได้มีโอกาสจัดตั้ง “ขุมกำลังที่ 3” ขึ้นมาในแผ่นดินปลายสมัยราชวงศ์ฮั่นอันแตกแยก ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ยิ่งไม่ใช่ความใจบุญสุนทานหรือศรัทธาในนโยบายอันสวยหรูของเล่าปี่ แต่เกิดจากการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างอดทนและใจเย็นของซุนกวนและพวกพ้องนั่นเอง
เช่นเดียวกัน การแปรเปลี่ยนยกระดับตัวเองจาก “เชื้อพระวงศ์ปลายแถว” ขึ้นมาเป็นฮ่องเต้ปกครองรัฐใหญ่รัฐหนึ่งของแผ่นดินจีนนั้น ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกเช่นกัน หากแต่เกิดจากการกำหนดตำแหน่งที่ถูกต้องในสนามชิงอำนาจที่ซับซ้อนสับสน รวมถึงการช่วงชิงโอกาสเพียงแวบเดียวจากปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 รัฐใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยขุมกำลังที่แม้จะน้อยนิดของเล่าปี่ ในการวางหมากทางการเมืองครั้งสำคัญ ซึ่งจะทำให้โลกจดจำตำนาน “สามก๊ก” อันลือลั่นนี้มิรู้ลืม
