ทำไม “ซุนกวน” จึงต้องช่วย “เล่าปี่” สร้างพรรคทางเลือกที่ 3
July 3, 2009
โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
“ในเกมแย่งชิงอำนาจนั้น ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญ”
ผู้อ่าน “3 ก๊ก” ฉบับของหลอกว้านจงนั้น มักจะรู้สึกว่า “เหตุการณ์ชิงเมืองเกงจิ๋ว” ของกองกำลังเล่าปี่ ภายหลังจากที่ “โจโฉแตกทัพเรือ” ไปแล้วนั้น ช่างเป็นอัจฉริยภาพในการทำศึกและวางแผนกลยุทธ์ของขงเบ้งโดยแท้
แต่จะเป็นเช่นนั้นหรือ ?
อัจฉริยภาพของ “หลอกว้านจง” ที่นอกจากการนำกลยุทธ์สุดยอดมาใส่ในบทบาทของขงเบ้งแล้ว ยังมีความแนบเนียนในการเล่นกับ “ช่องว่างทางประวัติศาสตร์” โดยเฉพาะเหตุการณ์แตกทัพเรือของโจโฉ ที่ถือว่าเป็นจุดสุดยอดแห่งการชิงไหวชิงพริบในเรื่องสามก๊กนั้น หลอกว้านจงได้เติมแต่งเล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงกลยุทธ์เข้าไปใน “ช่องว่าง” ได้อย่างเหนือชั้นขั้นเทพเจ้า ท่ามกลางความมืดมนของนักประวัติศาสตร์ในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการแตกทัพเรือ
นอกจากนี้ ยังมีการชิงไหวชิงพริบของขงเบ้งกับจิวยี่ที่แย่งกันยึดครองเมืองเกงจิ๋ว หากพิจารณาเพียงผิวเผินแล้ว ฝ่ายจิวยี่น่าจะเป็นผู้ชนะ เนื่องจากกำลังทหารมากกว่ากันอย่างเทียบไม่ติด แต่ในเมื่อฝ่ายเล่าปี่มีเทพเจ้าทางการทหารอย่างขงเบ้งที่สามารถวางหมากเพื่อปราบปรามกองทัพร้อยหมื่นของโจโฉได้แล้ว จิวยี่ย่อมไม่ใช่คู่ต่อกรที่ทัดเทียมกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักประวัติศาสตร์บันทึกไว้กลับต่างออกไป คือ กองทัพโจโฉ ไม่ชำนาญการรบทางน้ำ จึงทำให้การศึกยืดเยื้อ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้กองกำลังชายแดนภาคเหนือที่ยังไม่ได้อยู่ใต้อำนาจโจโฉทั้งหมดนั้น ได้ถือโอกาสก่อความวุ่นวายขึ้น ดังนั้น เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นมาในบริเวณนั้น โจโฉจึงต้องตัดสินใจถอนทัพ ด้วยการเผาเรือรบทิ้งเพื่อทำลายโรคระบาดและไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามนำเรือรบไปใช้งานต่อได้
ยิ่งกว่านั้น การเข้าครอบครองอาณาจักรเกงจิ๋ว ภายหลังที่โจโฉถอนทัพไปนั้น ก็เป็นไปอย่างโรแมนติคหวานชื่น ใครใกล้ตรงไหนก็ยึดตรงนั้น ไม่มีการยื้อแย่งกันอย่างอึกทึกครึกโครมเหมือนในนวนิยายของหลอกว้านจง แถมท่านซุนกวนยังใจดียกน้องสาวสุดที่รักให้กับพญามังกรอย่างเล่าปี่ เพื่อผูกมิตรไว้ต้านโจโฉที่ถอนทัพกลับไปแต่ยังมีเขี้ยวเล็บแหลมคม และพร้อมจะบุกลงมาได้ทุกเมื่อ หากสถานการณ์เอื้ออำนวย
เมื่อมาถึงตรงจุดนี้ อาจจะมีความสงสัยว่า บันทึกประวัติศาสตร์หรือนิยายของหลอกว้านจง เรื่องเล่าใดจะสอดคล้องกับความจริงมากกว่ากัน หากจิวยี่เป็นผู้บัญชาการศึกในการต้านทัพโจโฉที่แท้จริง โดยขงเบ้งนั้นแทบไม่ได้มีบทบาทอันใดเลย แล้วทำไมภายหลังโจโฉถอนทัพไปแล้ว จิวยี่จึงไม่ถือโอกาสเข้ายึดครองเกงจิ๋วไว้ทั้งหมดคนเดียว ไยจะต้องเผื่อแผ่แบ่งปันให้เล่าปี่ที่แทบไม่ได้ช่วยรบสักเท่าไร แถมยังมีกำลังทหารเพียงแค่หยิบมือเดียว
ปัญหานี้จะต้องประเมินในระดับ “ยุทธศาสตร์” หาใช่การวิเคราะห์ในระดับยุทธวิธี เพราะหากมองเพียงแค่ผลประโยชน์ระยะสั้นแล้ว การเข้ายึดเกงจิ๋วเกือบทั้งหมดไว้เอง และแบ่งให้เล่าปี่เพียงเล็กน้อยนั้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่เมื่อมองในระยะยาวแล้ว การที่ขุมกำลังของโจโฉยังเป็นอันดับ 1 ในแผ่นดินนั้น การเดินหมากของซุนกวนซึ่งเป็นขุมกำลังอันดับ 2 จะต้องอาศัย “พันธมิตร” เพื่อร่วมกันจัดการกับโจโฉ จึงจะเป็นแผนการที่ดีที่สุด แน่นอนว่า จิวยี่ในประวัติศาสตร์จริงซึ่งไม่ได้งี่เง่าใจแคบเหมือนในนิยายสามก๊ก จะเคยส่งจดหมายมาเตือนซุนกวน ให้ระมัดระวังเล่าปี่ไว้ แต่ก็เพียงแค่จับตาดู ไม่ถึงกับต้องแตกหักกัน
เหตุการณ์ภายหลังยิ่งพิสูจน์ได้ว่า “ยุทธศาสตร์พันธมิตร” เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะในที่สุดพี่เล่าปี่ก็ไม่ได้ทำให้น้องซุนกวนผิดหวัง ด้วยการเข้ายึดเสฉวนจากเล่าเจี้ยงได้สำเร็จ ทำให้ขุมกำลังของทั้งสองฝ่ายรวมกันมีแสนยานุภาพเพียงพอที่จะต่อกรกับโจโฉได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่หากซุนกวนเกิดใจแคบเห็นแก่ประโยชน์ระยะสั้นในตอนแรกแล้ว เมืองเสฉวนของเล่าเจี้ยงที่ไม่มีวิสัยทัศน์ในการปกครองประเทศ อาจต้องตกไปในมือของโจโฉก็เป็นได้ และเมื่อนั้นย่อมต้องถึงคราวของซุนกวนที่จะโดนจัดการเป็นรายต่อไป
แน่นอนว่า ภายหลังเล่าปี่ได้ครองเมืองเสฉวน พันธมิตรซุนเล่าก็เริ่มคลอนแคลน เนื่องจากซุนกวนเกิดความระแวงในการเติบโตของก๊กเล่าปี่ แต่กระนั้น ปัญหานี้ก็ได้รับการวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่จิวยี่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องตัดสินใจให้การช่วยเหลือเล่าปี่ในการตั้งตัว เพราะพันธกิจต้านโจโฉเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่สุด สำหรับขุมกำลังอันดับ 2 ในสมรภูมิ
“อ่านสามก๊กจบ 3 รอบ คบไม่ได้” ซึ่งเป็นคำพูดที่ล้อเล่นกันจนติดปากจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดถือจริงจัง เพราะหากองค์กรใดที่ยึดตำแหน่งอันดับที่ 2 ในสมรภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือธุรกิจ ลอกเลียนกลยุทธ์ของซุนกวนในนิยายสามก๊กของหลอกว้านจงไปใช้ โดยคิดว่าตนเองคงไม่ซ้ำรอยจิวยี่ ดังนั้น เมื่อหลอกล่อ “ขุมกำลังดาวรุ่ง” มาใช้งานเสร็จสิ้นแล้ว ก็ถึงเวลาถีบหัวส่งได้ แน่นอนว่า ในความเป็นจริง “ขุมกำลังดาวรุ่ง” คงไม่มียอดคนเช่นขงเบ้งที่จะมาต่อกรกับ “ขุมกำลังอันดับ 2” ได้ แต่กระนั้น การถีบหัวส่งพันธมิตรก่อนจะถึงเวลาที่เหมาะสม ย่อมเป็นการกระทำที่โง่เขลา
อย่างไรก็ตาม ในสนามต่อสู้จริงทั้งทางธุรกิจและการเมืองอันสลับซับซ้อนนั้น การนิยามตนเองเป็นขุมกำลังอันดับ 1 และ 2 ไม่อาจทำได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากว่ามีสนามต่อสู้ทั้งใหญ่และเล็กคาบเกี่ยวกัน
ในสนามระดับเล็ก กองกำลังของเราอาจเป็น “ขุมกำลังอันดับ 1” ก็ควรใช้ยุทธศาสตร์ยุให้แตกแยก หรือแอบจับมือกับ “ขุมกำลังอันดับ 3” เสียเอง โดยที่ไม่ต้องจริงจังกับการเข้าตีขุมกำลังอันดับ 2 มากนัก เพราะนั่นเท่ากับเปิดโอกาสให้ขุมกำลังอันดับ 3 ได้เติบโตต่อไปในอนาคต ภายหลังขุมกำลังอันดับ 2 พ่ายแพ้ไป พูดง่ายๆ คือ ทำทุกวิถีทางเพื่อแบ่งแยกและปกครองขุมกำลังทั้งสอง ไม่ให้โตแต่ก็ไม่ให้ตาย
อย่างไรก็ตาม ในสนามระดับใหญ่ ขุมกำลังของเราอาจกลายเป็นอันดับ 2 จึงต้องรู้จักที่จะแสวงหาขุมกำลังระดับ 3 และ 4 เข้ามาเป็นแนวร่วมและพันธมิตรในการต่อสู้กับขุมกำลังอันดับ 1 เพื่อกรุยทางไปสู่การขึ้นสู่อำนาจของเรา แต่หากเป็นขุมกำลังอันดับ 3 และ 4 ก็ต้องหาทางโน้มน้าวขุมกำลังอันดับ 2 ให้เห็นคุณค่าในการสนับสนุนการเติบโตของขุมกำลังเล็กๆทั้งหลาย เพื่อร่วมกันต่อต้านขุมกำลังอันดับ 1 แต่หากโน้มน้าวไม่สำเร็จ ก็อาจแปรเปลี่ยนพลิกแพลงไปชักจูงขุมกำลังอันดับ 1 ให้ร่วมมือกันเพื่อสกัดกั้นการท้าชิงตำแหน่งเจ้ายุทธจักรของขุมกำลังอันดับ 2 แต่การจับมือกับขุมกำลังอันดับ 1 จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะยุทธศาสตร์ของขุมกำลังอันดับ 1 นั้น ไม่ใช่การเติบโต แต่คือการรักษาสถานะเดิม โดยการแบ่งแยกและปกครองขุมกำลังอันดับ 1 และ 2 ไม่ให้โตและตาย เพื่อทำให้การครอบครองตำแหน่งอันดับ 1 ของตนเองนั้น ยั่งยืนไปชั่วลูกชั่วหลาน
เมื่อเข้าใจการกำหนดยุทธศาสตร์ตามตำแหน่งแห่งที่ของตัวเราในสนามการแข่งขันแล้ว ขั้นต่อไปที่ยากที่สุด คือ การประเมินว่าตัวเราอยู่ในตำแหน่งใดของสนามแข่งขัน เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครจะมาบอกว่าเราอยู่ในตำแหน่งใด ตัวเราเองเท่านั้นที่จะเป็นฝ่ายเลือกสนามการแข่งขัน และประเมินสถานะของตัวเอง แต่ที่ต้องระลึกไว้เสมอก็คือ ในสนามการเมืองและธุรกิจจริงนั้น มีความซับซ้อนกว่าในนิยายสามก๊ก ดังนั้น การประเมินแยกแยะตำแหน่งของตัวเอง ทั้งในสนามเล็ก สนามใหญ่ สนามย่อย และสนามที่ซ้อนทับกัน อย่างกระจ่างแจ้ง จึงเป็นเรื่องสำคัญ และหากประเมินตำแหน่งอย่างถูกต้อง ก็ย่อมกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อกรุยทางไปสู่ชัยชนะได้ไม่ยากนัก
หากคุณกำลังสับสนและรู้สึกว่าสถานการณ์ในสนามรบ ไม่เป็นใจและเอื้ออำนวยต่อคุณเสียเลย ให้ลองหันกลับมาคิดทบทวนว่า ตัวเราได้ประเมิน “ตำแหน่ง” ของตัวเองในสนามรบที่ซ้อนเหลื่อมกันอย่างถูกต้องหรือไม่ บางทีถ้าสามารถค้นพบความผิดพลาดในการประเมินตำแหน่ง และปรับแก้ให้ถูกต้อง ชัยชนะก็อาจจะรอคอยอยู่ไม่ไกล
การที่ “ซุนกวน” ได้ช่วยเหลือและสนับสนุนให้ “เล่าปี่” ซึ่งเร่ร่อนล้มเหลวมาครึ่งชีวิตได้มีโอกาสจัดตั้ง “ขุมกำลังที่ 3” ขึ้นมาในแผ่นดินปลายสมัยราชวงศ์ฮั่นอันแตกแยก ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ยิ่งไม่ใช่ความใจบุญสุนทานหรือศรัทธาในนโยบายอันสวยหรูของเล่าปี่ แต่เกิดจากการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างอดทนและใจเย็นของซุนกวนและพวกพ้องนั่นเอง
เช่นเดียวกัน การแปรเปลี่ยนยกระดับตัวเองจาก “เชื้อพระวงศ์ปลายแถว” ขึ้นมาเป็นฮ่องเต้ปกครองรัฐใหญ่รัฐหนึ่งของแผ่นดินจีนนั้น ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกเช่นกัน หากแต่เกิดจากการกำหนดตำแหน่งที่ถูกต้องในสนามชิงอำนาจที่ซับซ้อนสับสน รวมถึงการช่วงชิงโอกาสเพียงแวบเดียวจากปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 รัฐใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยขุมกำลังที่แม้จะน้อยนิดของเล่าปี่ ในการวางหมากทางการเมืองครั้งสำคัญ ซึ่งจะทำให้โลกจดจำตำนาน “สามก๊ก” อันลือลั่นนี้มิรู้ลืม
Comments
7 Responses to “ทำไม “ซุนกวน” จึงต้องช่วย “เล่าปี่” สร้างพรรคทางเลือกที่ 3”
Got something to say?






ดีแล้วที่พูดถึงเรื่องนี้ ผมก็กำลังอยากจะพูดถึงอยู่พอดี
ผมว่า ประวัติศาสตร์จีนนี่ มากมายไปด้วยเรื่องการรบราฆ่าฟัน นะผมว่า
อันที่จริง ประวัติศาสตร์โบราณ ไม่ว่าของชาติไหนๆ ก็เหมือนๆ กัน
คือ มากมายไปด้วยการรบราฆ่าฟัน การทำลายล้าง
คนที่ศึกษาประวัติศาสตร์ น่าจะเกิดความรู้สึกสะทกสะท้อนใจ
แต่ไม่เลย พวกเขากลับไปสนใจกลยุทธ์ กลวิธี กลอุบาย
ก็คือ หนักไปในทางจะเอาเยี่ยงอย่าง ในทางนี้
แทนที่จะคิดไปในทาง หาทางหลีกเลี่ยงชะตากรรมดังกล่าว
ไม่ว่าจะอย่างไร ผมถือว่าประวัติศาสตร์สงครามของโบราณนั้น
ล้วนเป็นเรื่องที่สรุปได้ด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “แต่ก่อน คนเรายังโง่”
และถ้าหากคนในยุคปัจจุบัน ยังยืนยันจะจำเริญรอยตาม ในเรื่องนี้
ผมก็เห็นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากเห็นว่า “เดี๋ยวนี้ คนเราโคตรโง่”
การต่อสู้ แย่งชิง ฆ่าล้างกันนั้น เป็นเรื่องที่ “สัตว์” ก็ทำได้
มนุษย์ควรมี “กึ๋น” มากกว่านั้น ควรทำได้มากกว่านั้น
การเป็น “นิติรัฐ” ที่มีการกำหนดโครงสร้างอำนาจชัดเจนแน่นอน ของยุคปัจจุบันนั้น
แท้จริงแล้ว ก็เพื่อต้องการหลีกเลี่ยงหลุดพ้นจากชะตากรรมอันน่าสมเพชในอดีตนั่นเอง
โครงสร้างอำนาจที่ชัดเจนแน่นอนนั้น จะเป็นตัวกำหนด ว่า “อำนาจสูงสุดนั้นเป็นของใคร?”
“การมาสู่ การอยู่ใช้ และการจากไป” ของผู้ใช้อำนาจนั้น เป็นอย่างไร?
ดังนั้น ไอ้การจะมารวบรวมสมัครพรรคพวก ก่อตั้งกองกำลัง ยึดอำนาจตามอำเภอใจ ไม่มี
แน่ละ การต่อสู้ แข่งขัน ก็ยังคงต้องมี แต่มันจะมีในกรอบ ในขอบเขต
ไม่ใช่แล้วแต่ว่าใครจะมีกลยุทธ์ กลวิธี กลอุบาย ที่ดีกว่า เพียงอย่างเดียว
กลยุทธ์ กลวิธี กลอุบาย ก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบ ภายใต้ขอบเขต ที่กำหนดไว้
การหมกมุ่น แต่จะใช้กลยุทธ์ กลวิธี กลอุบาย โดยไม่คำนึงถึงกรอบขอบเขตนั้น
กลับจะกลายเป็นกลยุทธ์ กลวิธี กลอุบาย ที่ย่ำแย่ไป คือไม่เวิร์ก แป๊ก
ว่ากันว่า “คนธรรมดา เรียนรู้จากความผิดพลาด” “คนฉลาด เรียนรู้จากเหตุผล”
“ยอดคน เรียนรู้จากประวัติศาสตร์” ปัญหาคือเรียนรู้กันแบบไหน? อย่างไร?
เรียนรู้แบบกระปริกระปรอย หรือเรียนรู้แบบองค์รวมทั้งหมด
แล้ว ไอ้คำว่า “องค์รวมทั้งหมด” นี่ มันหมดแค่ไหน?
ใครจะขึ้นเป็นฮ่องเต้นั้น ไม่สำคัญเท่ากับว่า “จะขึ้นมาอย่างไร?” “จะใช้อำนาจอย่างไร?”
และ “จะหมดวาระไปอย่างไร? และเมื่อไร?”
ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด
การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อยนั้น จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี
และไม่ใช่การส่งเสริมคนดี ควบคุมคนไม่ดี ที่เลื่อนลอย อย่างที่ว่ากัน
หากแต่คือ การทำให้บ้านเมือง เป็น “นิติรัฐ” มีโครงสร้างอำนาจที่ชัดเจนแน่นอน
ที่ทุกคนในรัฐรับรู้และตระหนักร่วมกัน ว่า “อำนาจสูงสุดนั้นเป็นของใคร?”
“การมาสู่ การอยู่ใช้ และการจากไป” ของผู้ใช้อำนาจนั้น เป็นอย่างไร?
นี่คือกุศโลบาย ที่เราทุกคนจะหลุดพ้นจากชะตากรรมอันน่าสมเพชในอดีตและขณะนี้ได้
ไม่ใช่คิดแต่จะแก่งแย่งช่วงชิงกัน แล้วก็จมปลักอยู่ในวังวนชะตากรรมอันน่าสมเพชตลอดไป
ในความคิดผม เป็นเรื่องยากเหมือนกันนะ
แม้แต่เวลา positioning ตัวเองไว้อย่างชัดเจนแล้ว
บางครั้ง กระแส ก็พาไปอีกทางได้
เคยเห็นผู้บริหาร บางองค์กร ไม่ค่อยได้ใส่ใจ
ยุทธศาสตร์ มากนัก บางคนถึงกับชกรายวันเลย ก็มี
แม้แต่ตัวผมเองยังเคย ตกไปใน “กับดัก ปัญหาเฉพาะหน้า”
มีผู้ใหญ่ชาวตะวันตกที่เคารพท่านนึง เคยบอกผมไว้ว่า
คนทั่วไปพอเวลาทำอะไรลงไปแล้วมักไม่อยากย้อนกลับ
แต่คุณต้อง monitor ตัวเองตลอด แลัวถอนตัวออกมาให้ได้
หากสิ่งที่กำลังทำ อาจนำไปสู่ความล้มเหลว
“นิติรัฐ” ก็มีปัญหาเหมือนกันครับ เพราะเอาเข้าจริง คนธรรมดานั่นแหละครับที่ทำตามกฎหมาย ส่วนผู้มีอำนาจมักใช้กฎหมายเพื่อฉ้อฉล
ขนาดประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดอย่างอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป
สำหรับ “บดินทร์” ก็อยากบอกว่า ที่จั่วหัวไปตอนต้นคือ คำตอบทั้งหมด
“ในเกมแย่งชิงอำนาจนั้น ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญ”
อดทนต่อความยั่วเย้า อดทนต่อความท้อแท้ อดทนต่อการไหลไปตามกระแส อดทน อดทน อดทน
คุณ กุลิศร์ เขียนข้างบนเหมือนคนที่เคร่งคัมภีร์มองโลกเป็น “ขาว” เป็น “ดำ” และพยายามยึดโลกและตีกรอบให้โลกและสังคมเป็นอย่างนั้น
แต่ในความเป็นจริงไม่มีวันที่โลกหรือสังคมจะเป็น “ดำ” หรือเป็น “ขาว” อย่างที่คุณ กุลิศร์ว่าไว้ในด้านบน
และไม่มีวันที่คนในสังคมทุกๆคนหรือประเทศทุกประเทศเมื่อมีโครงสร้างสังคมที่แน่นอนแล้วจะไม่ไปบีฑาไปแย่งเอาทรัพยากรจากคนชาติอื่นๆ
การเรียนรู้กลยุทธเป็นสิ่งจำเป็น และการเข้าใจกลยุทธเพื่อป้องกันและรู้ทันกลยุทธในฝ่ายตรงข้ามเป็นสิ่งจำเป็น
ผมถามคุณกุลิศร์เป็นอีรัก คุณกุลิศร์จะไปบอกกับสังคมที่มีนิติรัฐสูงสุดอย่างอเมริกาว่าอย่างไรในฐานะที่ปั้นข้อหาอาวุธร้ายแรงในครอบครองและยกกำลังมายึดครองก่อนที่จะถอนทหารออกไป
ถ้าคุณกุลิศร์เป็นจีน จะบอกกับอเมริกาชาติที่มีนิติรัฐสูงสุดในโลกว่าอย่างไรต่อกรณีวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นและความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจในฐานะที่เป็นชาติที่สกุลเงินเป็นเงินสกุลกลางของโลกในการซื้อขาย สินค้าและบริการ
การที่เป็นชาตินิติรัฐไม่ได้การันตีวามความเป็นมนุษย์จะสูงขึ้นและไม่มีวิธีใดที่จะทำให้คนทุกคนในโลกเป็นคนดีทั้งหมดหรือเป็นอรหันต์กันทั้งหมด
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การรู้กลยุทธจึงยังเป็นสิ่งจำเป็น
เอาอย่างนี้ก่อนแล้วกันนะ ผมดีใจมากที่มีคนมาแสดงความคิดเห็นต่อความเห็นผม
พูดมาเถอะครับ ผมถือว่าดีทั้งนั้น จะดีมากดีน้อยนั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่พื้นฐานแล้วมันดี
“นิติรัฐก็มีปัญหา” ครับ ใช่ นิติรัฐก็มีปัญหา และผมก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่มีปัญหา
ปัญหานี่มันเป็น “ธาตุ” พื้นฐานของโลกมนุษย์นะครับ ขาดมันคงไม่ได้
แต่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยนับแต่โบราณกาลมาต่างก็ฝันถึงโลกที่ไม่มีปัญหา
และพยายามที่จะทำให้โลกหมดสิ้นปัญหา แม้ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ และจะเป็นต่อไป
แต่ไม่มีวันสำเร็จหรอกครับ เพราะถ้าสำเร็จโลกมนุษย์ก็จะไม่ใช่โลกมนุษย์อีกต่อไป
นิติรัฐที่แม้มีปัญหา แต่ก็เป็นปัญหาชนิดที่พอเพียง คืออยู่ในภาวะที่ง่ายต่อการควบคุม
อย่างที่บอก ถ้าไม่เป็นนิติรัฐ มันก็จะแล้วแต่ว่าใครกล้ามใหญ่กว่าใคร มันควบคุมยาก
แต่ถ้าเป็นนิติรัฐแล้วมันก็จะอีกอย่าง นี่ว่าโดยหลักการ ซึ่งก็เอาแน่นอนนักไม่ได้
แต่อย่างน้อย มันก็ยังดีกว่าไม่มีหลักการอะไรเลย ไม่ใช่หรือ?
สรุปว่า แม้มีปัญหาและก็คงต้องมีปัญหา แต่ก็ยังต้องเป็นนิติรัฐอยู่นั่นเอง
ส่วนที่ว่า “เพราะเอาเข้าจริง คนธรรมดานั่นแหละครับที่ทำตามกฎหมาย
ส่วนผู้มีอำนาจมักใช้กฎหมายเพื่อฉ้อฉล”
อันนี้ ไม่ใช่นิติรัฐแล้วล่ะครับ หากแต่มันคือสาเหตุที่ทำให้ต้องเป็นนิติรัฐต่างหาก
หรือผมพูดแคบไป ผมน่าจะพูดแคบไปจริงๆ
นิติรัฐคือ รัฐที่มีและใช้กฎหมายในการปกครองอย่างชัดเจน แค่นั้นหรือ?
ถ้าเช่นนั้น รัฐไหนๆ โดยส่วนใหญ่แล้ว ก็เป็นนิติรัฐกันทั้งนั้น แม้แต่รัฐเผด็จการ
เพราะในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่แล้วก็มีการตรากฎหมาย มาปกครองกัน
แล้วใครล่ะครับที่ตรากฎหมาย แล้วใครล่ะครับที่บังคับใช้
ผมกำลังพูดถึง “เรา” ที่มีชะตากรรมร่วมกันอยู่ในรัฐๆ นี้
มันควรใช่หรือไม่ที่เราจะตรากฎหมายเพื่อใช้ในการอยู่ร่วมกัน
แล้วเราควรจะตรากฎหมายอย่างไร? แล้วเราจะบังคับใช้กันอย่างไร?
“เรา” นะครับ ไม่ใช่ “เขา” หรือ “ใครก็ได้”
ถ้า “เขา” หรือ “ใครก็ได้” ตรากฎหมาย แล้วบังคับใช้
แม้จะสงเคราะห์ว่าเป็นนิติรัฐได้ แต่ผมว่า ก็ไม่น่าจะเข้าท่าเท่าไร หรือว่ายังไง?
และที่มันเข้าทำนอง “เอาเข้าจริง คนธรรมดานั่นแหละครับที่ทำตามกฎหมาย
ส่วนผู้มีอำนาจมักใช้กฎหมายเพื่อฉ้อฉล” นั้น
ก็เป็น เพราะ “เขา” หรือ “ใครก็ได้” เป็นผู้ตรากฎหมาย และบังคับใช้
หรือ เพราะ “เรา” ไม่ได้เป็นผู้ตรากฎหมาย และบังคับใช้ นั่นเอง
เอาเป็นว่า ผมขอแก้เป็น นิติรัฐ “ของเรา” “โดยเรา” และ “เพื่อเรา” ก็แล้วกัน
ส่วนที่ว่า “เหมือนคนที่เคร่งคัมภีร์มองโลกเป็น “ขาว” เป็น “ดำ”
และพยายามยึดโลกและตีกรอบให้โลกและสังคมเป็นอย่างนั้น”
ตอนแรกผมงงๆ นะว่า ผมมองโลกเป็นขาวดำยังไง เพราะผมไม่ได้มองโลก ผมมอง “รัฐ” อยู่
และแม้จะเฉพาะกรอบรัฐเอง ผมก็ไม่เห็นว่าผมจะมองเป็นขาวเป็นดำตรงไหน
ผมก็มองมันอย่างที่มันเป็น หรือไม่ใช่? แล้วผมก็เสนอว่า “ควรจะเป็นอย่างไร?”
ผู้ที่แสดงความคิดเห็นนี้ พยายามจะมองให้กว้างออกไป ซึ่งก็ดีแหละครับ
มองในอีกกรอบหนึ่ง คือ “กรอบโลก” แล้วเอากรอบนั้นมาวิจารณ์ “กรอบรัฐ”
ถ้าใน “กรอบโลก” ก็จะเป็นไปตามที่ผู้แสดงความเห็นนี้ว่าไว้ ผมไม่มีอะไรแย้ง
เพราะมันเป็นของมันอย่างนั้นจริงๆ นั่นก็เพราะโลกไม่ได้เป็น “นิติโลก” นั่นเอง
หรือเป็น ก็สักแต่ว่าเป็น คือมีสหประชาชาติ ก็ยัง “ยังงั้นๆ”
แต่ทั้งๆ ที่ยัง “ยังงั้นๆ”เราปฏิเสธได้หรือว่า มันไม่ดี มันดีกว่าไม่มี
และผมว่าผู้แสดงความเห็น มอง “โลก” มอง “รัฐ” ปนกัน จนสับสน
นิติรัฐ นี่ก็เพื่อรัฐนั้นๆ นั่นแหละครับ ถ้าเพื่อโลกก็ต้องอีกเรื่องหนึ่ง
ไม่ใช่เป็น “นิติรัฐ” แล้ว เขาจะต้องเป็น “นิติโลก” ด้วย ไม่จำเป็น
การที่มีรัฐที่เป็น “นิติรัฐ” ไปทำอะไรอย่างที่ผู้แสดงความเห็นว่า แปลว่าอะไร?
แปลว่า “นิติรัฐ” ไม่ดี ไม่พอ ไม่น่าใส่ใจ ยังงั้นๆ หรือยังไง?
นิติรัฐก็ยังดีสำหรับรัฐที่เป็นนิติรัฐนั้นๆ ไม่ใช่หรือ?
แล้วที่มันไม่เป็นผลดีต่อรัฐอื่นๆ เพราะความผิดของนิติรัฐหรือ?
ผมว่ามันคนละเรื่องนะผมว่า
ถ้าพูดเรื่องโลก ไม่เป็น “นิติโลก” จึงทำให้รัฐแต่ละรัฐทำร้ายทำลายกัน
อันนี้ค่อยพอจะเป็นเรื่องเดียวกัน
แต่จะเห็นว่าสาระหรือแก่นแกนของมัน ก็ยังเป็นอันเดียวกัน
คือต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจนแน่นอนที่ยึดถือร่วมกัน
คนในรัฐแต่ละรัฐหลายเผ่าหลายพันธุ์เป็นอย่างไร?
รัฐทั้งหลายในโลกก็เป็นอย่างนั้น
พออ่านถึงบรรทัดสุดท้าย จึงรู้ว่าที่แท้แล้ว ก็ต้องการจะปกป้องกลยุทธ์นี่เอง
ครับก็ไม่ได้ว่าอะไร จะคงไว้ก็คงไว้ จะจำเป็นก็จำเป็น ไม่ได้มีปัญหาอะไร
แต่จะคงไว้อย่างไร เพื่ออะไร ในโครงสร้างอย่างไร
จะคงไว้อย่างไรก็ได้ ขอให้ได้คงไว้ ยิ่งคงไว้แบบไร้ขีดจำกัดยิ่งดีอย่างนั้นหรือ?
โลกมนุษย์มันก็คงจะไม่ต่างอะไรกับยุคบรรพกาล
ที่พอมีเรื่องราว ก็ลากกระบี่ออกมาตัดสินชี้ขาด แล้วแต่ใครจะมีเพลงกระบี่เหนือกว่า
ผมมาอ่านทวนๆ ดูแล้ว ผมก็ไม่ได้พูดอะไรบกพร่อง เลยนี่นา
เรื่องโลกมันเป็นของมันอย่างไรนี่ ผมก็พอจะเข้าใจอยู่
เพียงแต่ผม ไม่ใช่แค่เพียงแต่เข้าใจ ผมยังถามว่า “เราควรจะอยู่กันอย่างไร?” ด้วย
ซึ่งผมเห็นว่าลำพังการอยู่กันด้วยกลยุทธ์ กลวิธี กลอุบายนั้น มันโบราณ
และมันควรจะได้รับการแก้ไขปรับปรุง หรือว่ามันไม่ควรจะถูกแก้ไขปรับปรุง?
ผมนี่คือคนหวังดี จะมาเขียนกติกาให้ได้ฟาดปากกันอย่างเป็นธรรมนะ
แต่ก็ไม่วาย ถูกพวกฮาร์ดคอร์ขัดขวาง เพราะจะทำให้ “ความมัน” น้อยลง
ผมพอจะเข้าใจ ความต้องการ “ความมันในอารมณ์” ของมนุษย์อยู่
ไม่ต้องห่วงว่าผมจะไปคิดหาทางไปทำให้หมด “ความมันในอารมณ์” กัน
ผมเพียงแค่อยากจะให้ “มันในอารมณ์” กันแต่พอประมาณ มีกรอบ มีขอบเขต
ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้ “มันในอารมณ์” กันไปนานๆ นั่นเอง
หาไม่แล้ว ถ้ามุ่งแต่ จะเอามันกันอย่างเดียว เกรงว่าจะมันกันได้ไม่นาน
ก็อย่างที่ยุกันให้ทำรัฐประหารด้วย “ความมันในอารมณ์” นั่นแหละครับ
จนป่านนี้ ก็ยังวุ่นกันไม่จบ และคงจะวุ่นกันไปอีกนาน
แล้วตอนนี้ คนที่มันในอารมณ์ตอนนั้น ยังมันในอารมณ์อยู่หรือเปล่า
ก็เปล่าทั้งสิ้น ก็เห็นมีแต่หดหู่ หงอยเหงา สิ้นหวัง กันลงเรื่อยๆ
ก็นี่แหละครับ “กลยุทธ์ที่จำเป็น” ที่ไร้กรอบ ไร้ขอบเขต
ยึด “กลยุทธ์ที่จำเป็น” เป็น “คัมภีร์สูงสุด” แล้วก็ถือกัน “เคร่งครัด”
แล้วก็มองโลก เป็น “ขาว” เป็น “ดำ”
ที่ตัวเองชอบตัวเองเชื่อก็ “ขาว” ที่ตรงกันข้ามก็ “ดำ”
แล้วก็ห้ำหั่นทำลายฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก ด้วย “กลยุทธ์ที่จำเป็น”
ครับ รับทราบความเห็นของคุณกุลิศร์ครับ
ต้องขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่า โดยส่วนตัวผมไม่ใช่คนที่ชื่นชอบการเถียง
เอาเพลินในเชิงโวหารที่ไม่มีบริบทข้อเท็จจริงรองรับ และไม่ได้โยงไปยังโลกแห่งความ
เป็นจริง ดังนั้นผมขออภิปรายความเห็นต่อคุณกุลิศร์ดังนี้ครับ
ผมเห็นว่าข้อวิจารณ์ของคุณกุลิศร์ต่อกลยุทธมักง่ายและฉาบฉวยเกินไป เสมือนกับมองโลกเป็น “ขาว” และเป็น “ดำ” เพราะคุณกุลิศร์วิพากษ์กลยุทธว่าไม่ได้ทำให้มนุษย์ชาติดีขึ้นแทนที่จะหาทางไป “สังคมที่เป็นสังคมของมนุษย์” กลับมามุ่งหน้า “แสวงหาประโยชน์สูงสุด” ผ่านการใช้กลยุทธ
ตรงนี้เอง ผมไม่เข้าใจว่าสังคมที่เป็นของสังคมของมนุษย์ที่อารยะกว่าสัตว์ ตามนิยามของคุณกุลิศร์ เป็นอย่างไร เข้าใจว่าน่าจะสังคมที่ไม่รบราฆ่าฟันกันไม่แย่งชิงอำนาจ ไม่แย่งทรัพยากร ไม่เบียดเบียนกัน หรือถ้าเอาตามสังคมอุดมคติของ NGO คือเป็นสังคมที่คนในสังคมรักเด็ก สตรี คนชรา รักสิ่งแวดล้อม ปกป้องโลกร้อน ต่อต้านการค้าเสรี โค่นระบบทุนนิยมและการผูกขาด ต่อต้าน Microsoft เชิดชู Steve Jobs และ Apple รักโอบามา ยกย่องอัลกอร์ และ บลา บลา ….
ผมถามคุณกุลิศร์ว่าสังคมมนุษย์จริงๆที่เป็น มันเป็นอย่างไรมันใช่สังคมที่คุณกุลิศร์คิดว่ามันเป็นหรือเปล่า
เพราะในความจริง ผมเป็นนักเศรษฐศาสร์ ผมมองมนุษย์ว่าโดยส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทั้งหมด นั้นพฤติกรรมของมนุษย์เป็นไปเพื่อแสวงหาความพอใจสูงสุด กำไรสูงสุด
เมื่อมาอยู่เป็นสังคมแล้ว คาดว่าน่าจะเป็นสังคมที่มีเป้าหมายโดยส่วนใหญ่นะครับเพื่อหาความพอใจสูงสุด สวัสดิการสังคมสูงสุด
ด้วยเหตุนี้ ผมถึงวิจารณ์คุณยอ่างกะทัดรัดว่าคุณไม่เข้าใจโลก ไม่เข้าใจสังคมและพยายามตีกรอบให้โลกมันเป็นอย่างที่คุณอย่างจะเป็น
เพราะคุณเข้าใจโลกจริง คุณจะเห็นเลยว่ามันไม่เกี่ยวเลยว่าถ้าสังคมเป็นนิติรัฐของคุณแล้วมันจะพ้นไปจากสภาพสงคราม การแสวงหาความพอใจสูงสุด สวัสดิการสังคมสูงสุด
ดังนั้น การเข้าใจกลยุทธจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นครับ เพราะโดยเนื้อแท้ กลยุทธคือการดำเนินยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีเพื่อความพอใจสูงสุด สวัสดิการสังคมสูงสุด โดยไม่จำกัดว่าสังคมนั้นเป็นสังคมนิติรัฐหรือไม่ เพราะสังคมไม่ว่าจะเป็นนิติรัฐหรือเผด็จการโดยเนื้อแท้แล้วเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนในสังคม ของชาติ (ถ้าสังคมนั้นเป็นประชาธิปไตย) และเป็นไปเพื่อวงศ์วานว่านเครือของผู้นำสูงสุด (ถ้าสังคมนั้นเป็นเผด็จการ)
ดังนั้น การจะไปเปลี่ยนโครงสร้างสังคม จึงไม่ใช่ให้ไม่มีกลยุทธ มันต้องไปเปลี่ยนที่พฤติกรรมของมนุษย์ให้เลิกแสวงหาประโยชน์สูงสุด หรือผลประโยชน์สูงสุด
และการเป็นสังคมนิติรัฐที่เข้มข้นระดับสูงสุดก็ไม่ได้รับประกันว่ามนุษย์จะเลิกพฤติกรรมนี้ ตราบใดที่มนุษย์ยังมีพฤติกรรมนี้อยู่ตราบนั้นมนุษย์ก็แสวงหาผลประโยชน์สูงสุด และแย่งชิงทรัพยากรและปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง
สุดท้ายครับ ในชีวิตผมในสังคมไทย ผมเจอคนที่แหกปากตะโกนว่า กูเป็นคนดี กูเป็นคนดี และเป็นคนดี
ในคุกเรือนจำมั่นคงสูงสุด แม้แต่นักโทษที่มีความผิดขั้นอุกฤษณ์ก็บอกว่าตัวเองเป็นบริสุทธ์และเป็นคนดี
และคนดีทั้งหลาย ใช้การประกาศสภาวะตนว่าเป็นคนดีนั้นยืนยันความสูงส่ง ความบริสุทธ์ ความยิ่งใหญ่และความเลอค่าของความคิดของตนเอง
แน่ละครับ เพราะผู้แหกปากตะโกนเยี่ยงนั้นไม่ว่าจะมีเจตนาว่าตนเองเชื่อว่าดีจริงและประกาศว่ากูดีจริงหรือมีไม่ดีจริงแต่มีเจตนาฉ้อฉลต้มตุ๋นประกาศว่าเป็นคนดี ล้วนแต่ทำร้ายสังคม
ในนามของพระเจ้า ในนามของมหาบุรษที่เป็นคนดีบริสุทธ์ สงครามและการบาดเจ็บล้มตายถูกก่อในนามของสิ่งเหล่านี้ มหาบุรษเหล่านี้และความเห็นจากคนดีเหล่านี้เท่าไหร่
ในยุคเขมรแดงปกครองเขมร ผู้นำเขมรแดงต้องการดัดแปลงสังคมตามความเชื่อแบบมาร์กซิสต์ นำพาคนเขมรไปล้มตายกี่ล้านคน
ฮิตเลอร์ต้องการสร้างสังคมเชื้อชาติอารยัน นำพาคนไปตายกี่ล้านคน
ดังนั้นอย่าคิดว่าตนเองเป็นคนหวังดี เป็นคนดีแล้ว ความคิดของตนเองจะเป็นสิ่งเลอค่าบริสุทธ์ดีต่อสังคมและมนุษย์ชาติโดยรวม คนอื่น คนเห็นต่างล้วนเลวระยำตำบอน
เพราะในความเป็นจริง คนเป็นสีเทาครับ ไม่ได้มีขาว หรือ ดำ ดังที่คุณคิดและถ้าจะคิดสร้างกฏกติกาอะไรใหม่ให้ฟาดปากอย่างเป็นธรรม โปรดเข้าใจข้อเท็จจริงของพฤติกรรมมนุษย์และบริบททางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ด้วย