พระสงฆ์ชาวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเพื่อเป็นการต่อต้าน ประท้วงรัฐบาล ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามเข้าดับไฟและทุบตีพร้อมเตะพระสงฆ์ไปด้วย
สิริอายุพระสงฆ์รวม 21 ปี ได้จุดไฟเผาตัวเองเมื่อบ่ายวันพุธที่ผ่านมากลางท้องถนนสายหลักใกล้วัดกีรติ (Kirti monastery) ในบริเวณเมือง Aba มณฑลเสฉวน
สำนักขาว Xinhua กล่าวว่า พระใช้เวลาเผาตัวเอง (self-immolation) ราว 10 ชั่วโมง และปฏิเสธที่จะให้ตำรวจนำตัวส่งโรงพยาบาลจนกระทั่งเสียชีวิต
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2011 ที่ผ่านมาถือเป็นวันครบรอบ 52 ปีของการปฏิวัติไม่สำเร็จในทิเบต จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์นองเลือด และทำให้องค์ดาไล ลามะ ต้องลี้ภัยตั้งแต่ 1959 เป็นต้นมา อีกทั้งเมือง Aba ถือเป็นเมืองที่มีการประท้วงบ่อยครั้งและมีผู้ประท้วงนับร้อยคนทั้งที่เป็นประชาชนและพระสงฆ์
วันที่ 10 มีนาคม 2011 ยังถือเป็นวันครบรอบ 3 ปี ที่มีการสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงในบริเวณวัดกีรติ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 22 ราย จากการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประท้วงดังกล่าว
พระสงฆ์ที่อยู่ในวัดกีรติเดียวกันกล่าวว่า “โดยส่วนใหญ่แล้ว พระสงฆ์ในวัดกีรตินั้นมักจะพยายามหาวิธีประท้วงเพื่อต่อต้านการปกครองทิเบตของจีนเสมอ นี่ถือเป็นวิถีที่จะแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนชาวทิเบต”
“ขณะที่พระสงฆ์องค์ดังกล่าวพยายามเผาตัวเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบพยายามจะเข้าไปดับไฟ ขณะเดียวกันก็ได้ทุบตี และเตะพระไปด้วย”
“ความโกรธแค้นปะทุขึ้นภายหลัง ประชาชนและพระเห็นภาพการเผาตัวเองของพระที่มีเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายไปด้วย ทำให้มีการเดินขบวนประท้วงบริเวณถนนสายหลักก่อนที่ตำรวจจะเข้ามาจัดการ”
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าการประท้วงในตูนิเซียถูกจุดประกายมาจากการเผาตัวเองของคนขายผัก ทำให้เกิดแรงผลักดันปลุกเร้าให้ประชาชนลุกฮือขึ้นประท้วงผู้นำประเทศ การเผาตัวเองเพื่อประท้วง (self-immolation) ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเมือง ที่ทำให้การประท้วงสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ ในประเทศจีน ยังคงมีการประท้วงอย่างต่อเนื่อง แม้จะเริ่มจากคนกลุ่มเล็กๆ รวมตัวกันเดินขบวนต่อต้านบนท้องถนน และจบลงด้วยการสลายตัว พร้อมการหายตัวอย่างลึกลับของบรรดาแกนนำ
แน่นอน การประท้วงในประเทศที่เป็นสังคมปิด อีกทั้งมีการปกครองในระบอบเผด็จการสูง ย่อมมีความเป็นไปได้น้อยที่จะประท้วงหรือปฏิวัติได้สำเร็จ แต่ตัวอย่างจากประเทศในโลกอาหรับได้ทำให้เห็นว่า หากประชาชนรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างเหนียวแน่น ก็สามารถปฏิวัติโดยพลังประชาชนสำเร็จได้
ทั้งนี้ ต้องประกอบด้วยปัจจัยสำคัญหลายประการในการผลักดันให้บรรลุผล ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในที่สภาพสังคมมีความเสื่อมโทรม จากการไม่ได้รับการใส่ใจ ดูแลจากรัฐบาล หรือการเมืองที่ไร้เสถียรภาพจากการแตกแยกภายในกลุ่มขั้วการเมือง การคอร์รัปชั่นของกลุ่มผู้นำ ความไม่โปร่งใสในการบริหารบ้านเมือง รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำถึงขีดสุด จนประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ลำบากมากเกินไป ตลอดจนปัจจัยภายนอกที่มาจากแรงผลักเร้าอันมีอิทธิพลของชาติมหาอำนาจกดดันเป็นสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก
นอกจากนี้ ปัจจัยในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้คนเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร และความรู้สึกนึกคิดระหว่างกันได้ต่อเนื่อง และผลักดันให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้โดยง่ายและสำเร็จ แต่อุปสรรคจากการตัดสัญญาณ บล็อกข้อมูลข่าวสารเหมือนที่เห็นกันอยู่ในหลายประเทศคงทำให้การขับเคลื่อนมวลชนโดยเทคโนโลยีอาจมีติดขัด และไม่สามารถรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นจนผลักดันให้แรงประท้วงเพื่อต่อต้านสำเร็จได้


