มาถึงวันนี้ (25 ตุลาคม) เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า กรุงเทพมหานครไม่มีทางหลีกเลี่ยงจากวิกฤตน้ำท่วมได้อีกแล้ว
กรุงเทพตอนเหนือและตะวันออกเริ่มประสบภาวะน้ำท่วม “ของจริง” แล้วในวันนี้ และเริ่มมีพื้นที่ติดแม่น้ำบางแห่งอย่างจรัญสนิทวงศ์และบางพลัด ได้รับผลกระทบแล้วเรียบร้อย
การต่อสู้กับมวลน้ำที่ถาโถมไหลบ่าเข้ากรุงเทพนั้นต้องสู้ต่อไป เพื่อชะลอน้ำให้เข้ามาช้าที่สุด แต่วันนี้ผู้รับผิดชอบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ศปภ. กรุงเทพมหานคร หรือกองทัพ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จำเป็นต้อง “เตรียมตัว” เพื่อรับมือกับ “สภาวะหลังน้ำท่วม” อันจะประกอบด้วยวิกฤต 3 ประการ
วิกฤตอาหาร
อาหารแห้งและน้ำดื่มขาดตลาดไปนานแล้ว ทั้งจากปัจจัยว่าคนกรุงเทพแห่กันกักตุนสินค้า และปัจจัยว่าโรงงานผลิตน้ำดื่ม ผลิตอาหารหลายแห่งนั้นอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
ส่วนอาหารสดเองก็เริ่มขาดตลาดเช่นกัน ปัจจัยสำคัญมาจากตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรสำคัญอย่างตลาดไท และตลาดสี่มุมเมืองรังสิตถูกน้ำท่วม ทำให้การขนส่งและกระจายอาหารสด วัตถุดิบในการทำอาหารต่างๆ เริ่มเกิดปัญหาเช่นกัน
จากการสำรวจข้อมูลของ SIU พบว่าอาหารที่เริ่มมีปัญหาแล้วคือไข่ และผักสด ที่ขาดตลาดมากและราคาเริ่มถีบตัวสูง แม่ค้าร้านอาหารหลายแห่งระบุว่าสต๊อกอาหารสดจะหมดลงภายใน 2-3 วันนี้ และจะต้องหยุดขายเพราะไม่มีของเข้าใหม่ ถึงแม้การขนส่งอาหารสดเข้ามากรุงเทพจะยังทำได้ในบางเส้นทาง แต่ปริมาณสินค้าที่เข้ามาย่อมไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนกรุงเทพหลักสิบล้านอย่างแน่นอน
ถ้าประเมินสถานการณ์แบบหยาบๆ อาหารแห้งที่คนกรุงเทพสะสมไว้ในรอบ 1 เดือนก่อนหน้านี้ น่าจะพอประทังชีวิตไว้ได้อีกราวๆ 1-2 สัปดาห์เป็นอย่างมาก ซึ่งก็ยังไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจนว่าภายในระยะเวลานี้ ปัญหาอาหารขาดแคลนจะสามารถแก้ไขได้หรือไม่
วิกฤตน้ำประปา
‘บทเรียน’ ของพื้นที่จังหวัดภาคกลางที่ถูกน้ำท่วมคือ ‘น้ำประปา’ จะใช้งานไม่ได้ อันเนื่องมาจากการปนเปื้อนของน้ำผิวดินที่เข้ามาปะปนกับน้ำดิบเพื่อการประปา ซึ่งกรณีของกรุงเทพมหานครนั้นมีตัวอย่างที่ชัดเจนแล้วจากการที่น้ำทะลักเข้าในคลองประปา จนทำให้น้ำดิบเพื่อการประปาเริ่มมีปัญหามลภาวะ
ถึงแม้ในระยะใกล้นี้ การประปานครหลวงจะยังการันตีเรื่องคุณภาพของน้ำประปาว่ายังใช้งานได้อยู่ แต่ก็ยอมรับว่าจะใส่คลอรีนเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาคุณภาพน้ำ และเริ่มมีรายงานจากบางพื้นที่ในกรุงเทพแล้วว่าน้ำประปาเริ่มมีกลิ่นและมีสี
วิกฤตน้ำประปาขาดแคลนเริ่มใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อวานนี้ (24 ตุลาคม) นายเจริญ ภัสระ ผู้ว่าการการประปานครหลวง ได้ประกาศเตือนให้ประชาชนสำรองน้ำแล้ว และประกาศขอรับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมให้มาช่วยแก้ปัญหาแนวป้องกันน้ำ-คุณภาพน้ำอีกด้วย (ข่าวจากคมชัดลึก)
ถึงแม้การประปานครหลวงจะมีโรงผลิตน้ำประปาแหล่งอื่นนอกจากคลองประปา แต่ถ้าคลองประปามีปัญหา กรุงเทพจะเจอกับวิกฤตน้ำประปาขาดแคลนทันที จนอาจต้องมีมาตรการปันส่วนน้ำประปา-เปิดเป็นบางเวลา-บางพื้นที่ตามมาถ้าจำเป็น
วิกฤตไฟฟ้า
ในพื้นที่ที่น้ำท่วมสูง สิ่งที่ตามมาทันทีคือการตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัยของผู้ที่อยู่อาศัย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตสมัยใหม่ทันที เครื่องใช้ไฟฟ้า-อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จะใช้การไม่ได้อย่างสิ้นเชิง และจะสร้างปัญหาตามมาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น
- การปรุงอาหารด้วยไฟฟ้า เช่น การต้มน้ำร้อน การใช้เตาอบไมโครเวฟ ไม่สามารถทำได้ ต้องพึ่งพาแก๊สหุงต้มเท่านั้น
- ปัญหาแสงสว่างในยามค่ำคืน สร้างปัญหาต่อการกู้ภัย อพยพ รวมถึงอันตรายจากอุบัติเหตุภายในบ้านที่มืดมิด
- การสื่อสารเพื่อขอความช่วยเหลือไม่สามารถทำได้ เนื่องจากแบตเตอรี่โทรศัพท์หมด การรับฟังข้อมูลข่าวสาร ประกาศต่างๆ จากสื่อวิทยุ-โทรทัศน์มีปัญหา
- เครื่องมือทางการแพทย์ อุปกรณ์ช่วยชีวิตต่างๆ ไม่สามารถใช้งานได้ทั้งหมด
นอกจากการตัดไฟในบางพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ว กรุงเทพยังมีความเสี่ยงต่อสภาวะ “ไฟดับเป็นวงกว้าง” (black out) อันเนื่องมาจากน้ำท่วมสถานีผลิตไฟฟ้า-จ่ายไฟฟ้าอีกด้วย
จากประกาศของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ทาง กฟผ. ได้ย้ายระบบจ่ายไฟจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงรังสิต มายังสถานีแจ้งวัฒนะและลาดพร้าวแทนแล้ว และกำลังเฝ้าระวัง-เสริมมาตรการป้องกันสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่มีความเสี่ยงอีก 3 สถานี คือ ไทรน้อย หนองจอก และอ่อนนุช อย่างใกล้ชิด

อาหารจากไข่เริ่มขึ้นราคาแล้วในหลายพื้นที่
ระวัง! กรุงเทพขาดแคลนอาหาร อาจเกิดอาชญากรรม-จลาจล
เราสามารถแบ่งแยกปัญหาทั้ง 3 ประการข้างต้นออกได้เป็น “ปัญหาจะที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน” คือ ประปา-ไฟฟ้า และ “ปัญหาที่จะค่อยๆ เกิด” คือเรื่องอาหารขาดแคลน ปัญหาทั้ง 3 ประการมีโอกาสจะเกิดขึ้นแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ที่บางพื้นที่ขาดแคลนทั้งอาหาร-ประปา-ไฟฟ้าพร้อมกัน บริเวณนั้นก็เรียกว่า “อาศัยอยู่แทบไม่ได้เลย”
ตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถประเมินได้ว่า บริเวณไหนในกรุงเทพบ้างที่จะประสบปัญหาอาหาร-ประปา-ไฟฟ้าขาดแคลน เพราะต้องขึ้นกับระดับน้ำและเส้นทางคมนาคมด้วย แต่คำถามสำคัญก็คือ ถ้าหากมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาทั้ง 3 อย่างนี้พร้อมกันเป็นวงกว้าง รัฐบาลสามารถดูแลคนกรุงเทพที่หิวโหยและขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐานได้แค่ไหน?
ถ้ารัฐบาลไม่สามารถดูแลคนกรุงเทพหลายล้านคนที่ประสบภัยพร้อมๆ กันได้ โอกาสที่จะเกิด “สภาวะไร้ระเบียบ” จะมีสูงมากตามมา เพราะทุกคนถือเป็นผู้ประสบภัยที่ต้องการความช่วยเหลือ และถ้าปัจจัยสำคัญอย่างน้ำและอาหารไม่เพียงพอ ก็อาจเกิดการจลาจล-ความรุนแรงเพื่อแย่งชิงน้ำและอาหารได้
เหตุการณ์ลักษณะนี้มีตัวอย่างมาแล้วในโลกสมัยใหม่ นั่นคือภัยพิบัติพายุเฮอริเคนคาตรินา (Katrina) ที่พัดถล่มเมืองนิวออร์ลีนส์ของสหรัฐอเมริกาในปี 2005 สิ่งที่เกิดขึ้นหลังพายุพัดผ่านไปคือบ้านเมืองที่พังทลาย ผู้ประสบภัยจำนวนมหาศาล อาชญากรรม การปล้นชิงทรัพย์สิน ซึ่งเกิดขึ้นแม้แต่ในเวลากลางวันและต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ในขณะที่เจ้าหน้าที่เองก็มีกำลังจำกัด และได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม-พายุเช่นกัน
เมืองนิวออร์ลีนส์และสหรัฐอเมริกาต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้สงบ และต้องใช้กองกำลังจากนอกพื้นที่เข้ามาช่วยดูแลสถานการณ์จำนวนหลายหมื่นคน
นอกจากนี้เมืองที่ประสบภัยพิบัติ ยังมีปัญหาเรื่องการขนย้ายผู้อพยพออกนอกพื้นที่ ซึ่งก็ต้องเตรียมตัวอย่างมากทั้งการขนส่ง และการเตรียมพื้นที่พักอาศัยชั่วคราว นี่ยังไม่รวมปัญหาอื่นๆ อย่างการสาธารณสุขที่จะตามมาอีกด้วย

ศูนย์อพยพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต (ภาพจากเว็บไซต์ มธ.)
ได้เวลาอพยพคนออกนอกกรุงเทพ
ภายใต้สถานการณ์ที่ทรัพยากรเพื่อบรรเทาสาธารณภัยมีจำกัด ทั้งแง่บุคคลากร ทรัพย์สิน วัสดุอุปกรณ์ สิ่งที่รัฐบาลควรต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการ “ลดภาระ” ผู้ประสบภัยที่ต้องดูแล
ถ้าหากกรุงเทพและปริมณฑลมีคนน้อยลงครึ่งหนึ่ง ปริมาณอาหารและสาธาณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้ก็จะลดลงในอัตราใกล้เคียงกัน ช่วยให้การจัดการผู้ประสบภัยทำได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย
ย้ายผู้ประสบภัย
ตอนนี้กรุงเทพเองมีผู้อพยพซึ่งไร้ที่พักอาศัยจำนวนหลักหมื่นแล้ว และเราก็เห็นความฉุกละหุกในการย้ายผู้อพยพจากศูนย์ มธ.รังสิต ออกไปนอกพื้นที่เนื่องจาก มธ.ต้านทานน้ำไม่ไหว ดังนั้นในขณะที่ยังมีเวลา รัฐบาลและ ศปภ. ควรเริ่มย้ายผู้อพยพไปอยู่ในจุดปลอดภัยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การย้ายคนบางส่วนจากศูนย์ มธ.รังสิต ไปยังค่ายอดิศรที่ จ.สระบุรี ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ และต้องทำต่อไป
รัฐบาลยังมีค่ายทหาร โรงเรียน หน่วยงานราชการในจังหวัดใกล้เคียงที่สามารถใช้เป็นศูนย์อพยพได้ ระหว่างที่ยังมีเวลาควรประสานงาน เตรียมความพร้อม และเริ่มขนย้ายผู้ประสบภัยบางส่วนออกไปได้แล้ว
ประชาชนทั่วไป
แนวทางของรัฐบาลต่อประชาชนทั่วไปที่ “ยังไม่ได้รับผลกระทบ” จากน้ำท่วม ย่อมเป็นการนำคนออกไปอาศัยอยู่นอกกรุงเทพให้มากที่สุด ย้ายไปอยู่ในที่ที่ยังมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการอยู่อาศัย และมีความเสี่ยงจากสาธารณภัยน้อยกว่า
การที่สถานศึกษาส่วนมากในกรุงเทพฯ ประกาศหยุดเรียนและเลื่อนวันเปิดภาคเรียนออกไป มีผลทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากเริ่มทยอยอพยพบุตรหลานไปต่างจังหวัดกันมากขึ้น แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอสำหรับพ่อแม่ และกลุ่มคนวัยทำงาน ที่ยังมีภาระต้องมาทำงานประกอบอาชีพในเขตเมืองอยู่ จนไม่สามารถย้ายตามออกไปด้วยได้
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศให้วันที่ 27-28 และ 31 ตุลาคมเป็นวันหยุดราชการ แต่นั่นก็เป็นเพียงมาตรการระยะสั้นที่ยังไม่ครอบคลุม “ภาระความรับผิดชอบ” ของคนกรุงเทพทั้งหมด บริษัทหลายแห่งยังลังเลหรือเรียกร้องให้พนักงาน-ลูกจ้างมาทำงานในช่วงก่อน-หลังวันหยุดราชการนี้อยู่ ทำให้ประชาชนบางกลุ่มยังไม่สามารถย้ายออกไปอาศัยอยู่นอกกรุงเทพมหานครได้มากอย่างที่หวังไว้
หน่วยงาน-ห้างร้าน-บริษัทเอกชน
สิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อไปคือ
- มอบหมายให้กระทรวงแรงงานวางแนวปฏิบัติเรื่องการหยุดงานของพนักงาน-ลูกจ้างภาคเอกชน และมาตรฐานการจ่ายเงินชดเชย-วันหยุดวันลาในช่วงที่น้ำท่วมให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
- ขอความร่วมมือจากบริษัท ห้างร้านต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่ประสบภัย ให้พิจารณาการย้ายระบบการทำงานออกไปอยู่นอกกรุงเทพชั่วคราว ออกไปสร้างหรือเช่าสำนักงานชั่วคราวที่จังหวัดรายรอบ เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่พนักงานก็ยังมีความปลอดภัยในการทำงานไปพร้อมกันด้วย
- วางมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยให้ที่อยู่อาศัย และสถานที่ต่างๆ ที่จะถูกทิ้งร้างเมื่อผู้อาศัยอพยพไปอยู่ต่างจังหวัดชั่วคราว
การทำงานหลายอย่างไม่จำเป็นต้องมาประจำที่สำนักงาน และเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ก็ช่วยให้การทำงานแบบ virtual office นั้นเป็นไปได้ (ถึงแม้ประสิทธิภาพอาจจะยังไม่ดีเท่ากับการทำงานในสำนักงาน) แต่บริษัทห้างร้านที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรุงเทพจริงๆ ก็ควรจะพิจารณาหยุดชั่วคราวหรือย้ายสำนักงานชั่วคราวเช่นกัน
รัฐบาลต้องพึงระลึกไว้ว่า ยิ่งมีคนอยู่ในกรุงเทพน้อยลงเท่าไร การจัดการผู้ประสบภัยยิ่งง่ายขึ้นเท่านั้น และรัฐบาลจะได้มีเวลา-ทรัพยากรมาโฟกัสกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมมากขึ้นตามไปด้วย
ประชาชนชาวกรุงเทพจำนวนมากในตอนนี้ยินดีจะย้ายออกไปอาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง หรือสถานที่อื่นๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ติดขัดที่กฎระเบียบอีกหลายอย่างเท่านั้น รัฐบาลไม่จำเป็นต้องลงไปช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ (ที่มีทรัพยากรส่วนตัวพร้อมอยู่แล้ว) โดยตรง เพียงแต่ต้องช่วยเหลือผ่านกฎระเบียบและนโยบายเท่านั้น
ก่อนที่จะสายเกินไป…
