นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อ “การเกษตรประเทศไทย ในหัวใจนายกฯอภิสิทธิ์” ในงานเปิดตัวสมาคมสื่อมวลชนเกษตรไทย ที่อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 14 พฤษภาคม ตอนหนึ่งว่า ปัญหาที่ทุกรัฐบาลต้องเจอเกี่ยวกับสินค้าเกษตรคือ ผลผลิตล้นตลาด ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงแนวทางการแทรกแซงได้ แต่การแทรกแซงเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน โดยเฉพาะรับจำนำที่ราคาสูงกว่าตลาดมาเก็บไว้ใสสต๊อคของรัฐบาล จนทำให้เกิดปัญหาการระบายออก การขาดทุน และส่งผลต่อราคาในตลาดของสินค้าเกษตรนั้นๆ
“ยืนยันว่าเราไม่สามารถดำเนินนโยบายแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายเดิมๆ ได้ และจำเป็นต้องมีการปรับปรุงมาตรการและวิธีคิดขนานใหญ่ วันนี้ทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังปรับยุทธศาสตร์ในระยะยาว และต่อไปจะดำเนินการเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะหาทางให้ประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรชนิดเดียวกันมาเจรจากันก่อนส่งออก เพื่อให้สินค้าของเราเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ หลังจากถูกจำกัดโดยนโยบายอุดหนุนภายใน” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ระบบที่จะเข้าไปแทรกแซงจะไม่ฝืนกลไกตลาด จะทำเรื่องประกันล่วงหน้า ระบบประกันภัยพืชผล โดยให้เกษตรกรมาขึ้นทะเบียน รัฐบาลอาจช่วยสมทบเงินประกันในช่วงแรก โดยได้เริ่มดำเนินการแล้วในเรื่องข้าวหอมมะลิ เชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างเป็นธรรม โปร่งใส ยั่งยืน อย่าคิดทำไม่ได้ หากมีการศึกษาล่วงหน้า และใช้ระบบประกันที่ทันสมัยจะได้ประโยชน์มหาศาล และแก้ปัญหาได้
ที่มา – มติชน
ความเห็น SIU:
นี่เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน
การรับจำนำสินค้าเกษตร เป็นมาตรการที่เหมารวมและแก้ปัญหาเรื่องผลิตผลการเกษตรอย่างไม่มีประสิทธิภาพมากเกินไป การใช้นโยบายรับจำนำสินค้าเกษตรนอกจากจะมีปัญหาเรื่องการคอรัปชั่น (ที่อาจจะเกิดจากทั้งเกษตรกรบางคน และพ่อค้าคนกลางบางราย) ก็ยังมีปัญหาในทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า “การเลือกไม่เป็นธรรม” (adverse selection)
เพราะการรับจำนำ เท่ากับเป็นการรับประกันให้กับเกษตรกรทุกรายว่าจะสามารถขายสินค้าเกษตรได้ในราคาที่แน่นอนหนึ่ง ในอัตราเดียวกันทุกคน (เงินทุนของรัฐบาลก็เป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณ ซึ่งมาจากภาษีของประชาชนทุกคนด้วย) ทำให้เกษตรกรบางรายที่อาจมีความเสี่ยงสูงกว่ารายอื่น (เช่นการเพาะปลูก ที่ดิน ไม่ดี) ได้รับการประกันเท่ากับ เกษตรกรที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ทำให้เกษตรกรไม่สามารถจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับสภาพตลาดได้ บางพื้นที่อาจจะเหมาะกับการปลูกพืช หรือทำเกษตรกรรมแบบอื่น แต่โดยส่วนใหญ่เมื่อเกษตรกรเห็นพืชไร่บางชนิดได้รับการส่งเสริม ก็จะแห่กันไปปลูกพืชชนิดนั้นอย่างเดียวกัน ทำให้มีผลสินค้าออกมามากเกินความต้องการตลาด เป็นต้น
นอกจากนี้ก็ยังอาจมีปัญหาเรื่อง “จรรยาวิบัติ” (moral hazard) คือการที่เกษตรกรเมื่อเห็นว่าราคาพืชผลได้รับการประกันแล้ว ก็ไม่ได้ใส่ใจในการปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เข้าความต้องการที่แท้จริงของตลาด หรือหาทางป้องกันความเสีี่ยงอย่างอื่นอีก
การรับจำนำที่เกิดขึ้น ยังไม่ได้แยกแยะผลระหว่าง ด้านการผลิต (production side) และด้านความต้องการตลาด (demand side) ซึ่งอาจต้องใช้เครื่องมือประกันความเสี่ยงคนละชนิดกัน
เครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านการผลิตคือ ประกันภัยดัชนีสภาพอากาศ (Weather index insurance) ประกันภัยชนิดนี้จะเชื่อมโยงระหว่าง ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อผลผลิตที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่นการใช้ปริมาณฝนในการชี้วัดดัชนี ซึ่งต้องนำเอาข้อมูลปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ย้อนหลังมากกว่า 30 ปีมาคำนวณหาราคาประกัน
เครื่องมือชิ้นนี้ยังไม่สมบูรณ์ยังคงอยู่ในการพัฒนา ยังต้องมีการศึกษาและวิจัยเพื่อให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขจุดอ่อนเรื่อง การใช้ปัจจัยความเสี่ยงที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับผลผลิต (basis risk mismatch), ใช้ปัจจัยเสี่ยงน้อยเกินไปในการคำนวนดัชนี (single risk calculation) เป็นต้น
แต่ก็มีริเริ่มเข้ามาใช้กันแล้วในประเทศยากจน ซึ่งนอกจากปัญหาด้านการวิจัย ก็อยู่ที่ความเกี่ยวข้องเรื่องการบริหารจัดการอีกด้วย สำหรับในประเทศไทยเริ่มมีการทดลองใช้เครื่องมือนี้ตั้งแต่ปี 2549 เริ่มใช้จริง 2550 ที่ปากช่อง (เริ่มทดลองในพื้นที่ และมีการขยายไปจังหวัดอื่นๆเช่น สระบุรี เป็นต้น
การที่เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้ต่ำ (โดยเฉพาะทางเหนือและอีสาน, เกษตรกรภาคกลางจะมีรายได้สูงกว่า) จะทำให้เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการก่อม็อบเพื่อเรียกร้องการชดเชยผลผลิต หรือการเชื่อมโยงแอบอิงกับนักการเมือง หากรัฐบาลที่มีฐานเสียงอิงกับเกษตรกรก็มักจะยอมตามคำเรียกร้อง นั่นหมายถึงการสูญเสียทรัพยากรของรัฐในการจัดการเรื่องอื่นๆ ตามไปด้วย แต่หากไม่แก้ไขก็จะส่งผลเสียทางการเมืองต่อความมั่นคงของรัฐบาลได้
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยประสบกับเรื่องสินค้าเกษตรคือ เรากดให้ราคาสินค้าเกษตร (บางประเภท) ต่ำกว่าราคาตลาดโลก ทำให้รายได้เกษตรกรต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่เรื่องนี้ก็มีทั้งด้านบวกและด้านลบ เพราะผลดีที่เกิดขึ้นคือราคาสินค้าอาหาร (ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ และฐานคำนวณดัชนีเงินเฟ้อ) อยู่ในระดับต่ำและควบคุมได้
อาจจะต้องถึงเวลาที่คนไทยที่ไม่ใช่เกษตรกร ต้องคิดถึงใจเขาใจเรา คงต้องถึงเวลาแล้วที่ต้องยกระดับรายได้ของเกษตรกร เพื่อการแก้ปัญหาของประเทศในระยะยาว (อาจจะคิดถึงการยกระดับรายได้ของข้าราชการ – ทฤษฎีสองสูงของ นายธนินทร์ เจียรวนนท์ บอสใหญ่แห่งซีพีตามไปด้วย)
เรื่องนี้ก็ต้องการ ความกล้าตัดสินใจของผู้นำอีกเช่นกัน
