สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ ว่ามีการให้ข่าวใส่ร้ายสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ในสื่อต่างๆ อาทิเช่น หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 30 กันยายน 2553 ได้เขียนข่าวว่า “ทีโอที สะดุดขาตัวเอง สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจไม่เห็นด้วยกับแผนลงทุนโครงข่ายโทรศัพท์ไร้สายเคลื่อนที่ 3G ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้กับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)” ส่งผลทำให้ประชาชนที่อ่านข่าวเกิดความเข้าใจผิด

โดยสหภาพฯ ทีโอที ได้ชี้แจงว่า ไม่มีกรรมการสหภาพฯทีโอที ให้ข่าวในลักษณะดังกล่าว แต่สหภาพฯ จะสนับสนุนมติครม. ที่ให้บริษัท ทีโอที ดำเนินโครงการ 3G เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศได้มีโอกาสใช้บริการบนโครงข่าย 3G โดยเร็วที่สุด
โพสต์ทูเดย์เสนอข่าว สหภาพค้านเพราะทำให้ทีโอทีต้องเป็นหนี้ และผูกการลงทุนกับการประมูล
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ได้นำเสนอข่าวในหัวข้อ “ขวาง 3จี ทีโอที” โดยได้ระบุว่า ครม. ได้อนุมัติให้ลงทุนเครือข่าย 3 จีทั่วประเทศในวงเงินเกือบ 2 หมื่นล้านบาทนั้น พนักงานส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเพราะไม่ต้องการให้องค์กรเป็นหนี้ในวงเงินดังกล่าว
ทั้งนี้เนื่องจากเป็นรูปแบบการประมูลที่ ครม. อนุมัติให้ใช้แหล่งเงินกู้ในประเทศแทนแหล่งเงินกู้ต่างประเทศ ทำให้ทีโอทีต้องกู้เงินเองแล้วให้เอกชนเข้ามาลงทุนติดตั้งโครงข่าย แต่หากใช้แหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ ผู้ที่ติดตั้งโครงข่ายหรือซัพพลายเออร์ จะเป็นผู้นำเสนอเงื่อนไขที่ดีที่สุดต่อทีโอที โดยซัพพลายเออร์จะลงทุนให้ก่อนแล้วทีโอทีจ่ายเงินทีหลัง ซึ่งส่งผลดีต่อทีโอทีมากกว่า นอกจากนี้ ทีโอทียังมีแผนจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อมาหาแหล่งเงินกู้อีก ซึ่งเป็นเรื่องไม่จำเป็น เพราะก่อนหน้าที่ทีโอทีเสนอแผนให้ ครม.อนุมัติ ต้องมีรายละเอียดเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว
บอร์ดทีโอที อนุมัติ 20 สิงหาคม , ไอซีที เสนอทบทวนมติครม. 9 กันยายน, กสท. ยื่นฟ้อง กทช. 13 กันยายน
ทั้งนี้หนังสือพิมพ์มติชน ได้รายงานข่าว ว่าแผนธุรกิจโครงสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี ได้รับการอนุมัติจากบอร์ดบริษัททีโอที เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2553 โดยกระทรวงไอซีที เห็นว่าควรนำเสนอ ครม. พิจารณาทบทวนมติ ครม. เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 โดยให้ความเห็นชอบให้บริษัททีโอที ทบทวนแผนธุรกิจโครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี แบ่งเป็นปรับลดวงเงินลงทุนจากเดิม 29,000 ล้านบาท เหลือ 19,980 ล้านบาท แต่มีจำนวนสถานีฐานเพิ่มขึ้นจากเดิม 5,200 แห่ง เป็น 5,320 แห่ง
“โดยแหล่งข่าวกล่าวว่า ส่วนวงเงินประกวดราคาลดลงจาก 23,600 ล้านบาท เหลือ 17,440 ล้านบาท ส่วนเงินลงทุนในอุปกรณ์สนับสนุนเพื่อขยายขีดความสามารถโครงข่ายและบริการให้ ต่อเนื่อง ปรับลดลงจาก 3,000 ล้านบาท เหลือ 540 ล้านบาท ปรับปรุงโครงข่ายเดิมของบริษัท เอซีที โมบาย จาก 2จี เป็น 3จี จากวงเงิน 2,400 ล้านบาท เหลือ 2,000 ล้านบาท ขณะที่ผลตอบแทนทางการเงิน จากอัตราค่าตอบแทนของโครงการ (ไออาร์อาร์) เดิมร้อยละ 20.10 หรือคิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน 15,211 ล้านบาท ช่วงเวลาคืนทุน 7 ปี 5 เดือน เป็นไออาร์อาร์ ร้อยละ 19.49 คิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน 11,411 ล้านบาท ส่วนช่วงเวลาคืนทุน อยู่ที่ 7 ปี ส่วนรูปแบบธุรกิจ เป็นขายส่ง
แหล่งข่าวกล่าวว่า ส่วนการเปลี่ยนแปลงวิธีการประกวดราคาสากลเป็นวิธีการประกวดราคาทั่วไปนั้น กระทรวงไอซีทีให้เหตุผลว่าเนื่องจากปัจจุบัน บริษัทชั้นนำด้านโทรคมนาคมทุกบริษัท มีผู้แทนและสาขาอยู่ในประเทศไม่ต่ำกว่า 5 ราย ดังนั้นจึงมีผู้เข้าประกวดราคาในประเทศมากเพียงพอที่จะเกิดการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ และนำมาซึ่งข้อเสนอด้านเทคนิคและราคาที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์ต่อบริษัททีโอที การใช้วิธีการประกวดราคาทั่วไปจะประหยัดเวลาประมาณ 60 วัน และช่วยให้บริษัททีโอที สามารถพัฒนาระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จีได้แล้วเสร็จก่อนผู้ประกอบการรายอื่น”
โดยก่อนหน้านี้ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นฟ้องสำนักงาน กทช. และ กทช. เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 – 2 ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา เรื่องกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ออกประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz ลงวันที่ 23 ก.ค.53
