Practical Report เขื่อนแม่น้ำโขง: โศกนาฏกรรมของผู้คนและสายน้ำ

โดย ชัยพงษ์ สำเนียง
โครงการ ความสัมพันธ์ไร้พรมแดน:
การจัดการทรัพยากรสองริมฝั่งโขง ของชาวเชียงแสน-เชียงของ และต้นผึ้ง-ห้วยทราย
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ ม.เชียงใหม่

ลุ่มน้ำโขงเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า แร่ธาตุต่างๆ และแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี มีประชากรประมาณ 300 ล้านคน อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำโขง มีการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก สามารถปลูกข้าวมีผลผลิตประมาณ 32 ล้านตันต่อปี ทำการประมงและผลผลิตจากแหล่งนิเวศน์น้ำสูงมากถึง 2 ล้านตันต่อปี (Mekong River Commission 2005)

แต่ภายหลังเมื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างต่างๆ ในลุ่มน้ำโขงและการสร้างเขื่อนในประเทศจีนได้ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติเริ่มเปลี่ยนแปลงและลดลง นับตั้งแต่ปริมาณน้ำ ทรัพยากรป่าไม้และที่ดินต่างได้รับผลกระทบเช่นกัน การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำการเกษตร การตัดไม้เชิงพาณิชย์ที่ขาดการควบคุม การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ทำให้ทรัพยากรป่าไม้ลดจำนวนลงและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง (ยศ สันตสมบัติ 2552: 55)

การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนบนหรือแม่น้ำล้านช้าง (Lanchang) จีนเป็นประเทศแรกที่เข้ามามีบทบาทในเขตมณฑลยูนนาน ประเทศจีนมีโครงการสร้างเขื่อนถึง 8 แห่ง โดยเริ่มสร้างเขื่อนแห่งแรก คือ

  • เขื่อนม่านวาน (Manwan) สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2539
  • เขื่อนแห่งที่สอง คือ เขื่อนต้าเฉาชาน (Dachaoshan) เริ่มสร้างในปี พ.ศ. 2540 เสร็จสิ้นและเปิดใช้งาน พ.ศ. 2546
  • เขื่อนแห่งที่ 3 เขื่อนเซี่ยวหวาน (Xiaowan) ตามแผนจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2555 เขื่อนทั้ง 3 แห่งห่างจากสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน 280 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีเขื่อนอื่นๆ อีก 2 แห่ง ได้แก่
  • เขื่อนจิ่งหง (Jinghong) และ
  • เขื่อนนอซาดู (Nuozhadu) ที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้มีกำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2553 และปี พ.ศ. 2560 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังเหลือเขื่อนอีก 3 แห่งที่กำลังรอทำการก่อสร้างอยู่ ได้แก่
  • เขื่อนกอนเกาเคียว (Gonguoqiao)
  • เขื่อนกาลันบา (Ganlanba) และ
  • เขื่อนเมงซอง (Mengsong)

ประเทศจีนได้สร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้าบนแม่น้ำโขงใน “เขตอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์” ของตนตั้งแต่ก่อนปี 1995 เพื่อที่จะพัฒนาแม่น้ำโขงให้สามารถเดินเรือได้ตลอดปี การที่ประเทศจีนได้สร้างเขื่อนในเขตอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ของตนจึงกลายเป็นข้อกังขาสำหรับมิตรประเทศโดยปริยาย โดยเฉพาะกับสามประเทศอินโดจีน ทำให้ข้อเสนอที่จะเปิดใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางคมนาคมของประเทศจีนเกิดอุปสรรค (วรศักดิ์ มหัทธโนบล 2549: 7)

เนื่องด้วยอุปสรรคทางธรรมชาติของแม่น้ำโขงที่มีเกาะแก่งจำนวนมาก และการต่อต้านของมิตรประเทศทางตอนใต้ ทำให้โครงการนี้ยุติลง จากการรายงานของเว็บไซด์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ (Local-Manager Online) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมาพบว่าการที่น้ำโขงมีการขึ้นลงที่ไม่แน่นอนทำให้มี “การขึ้นราคาขนสินค้าผ่านแม่น้ำโขงโดยเรือสินค้าจีน ตามรายงานข่าวระบุว่าเรือขนส่งสินค้าจีนได้ขึ้นค่าระวางสินค้าจากราคาเริ่มต้นที่ 200 หยวน/ตัน ปรับเพิ่มมาเป็น 250 หยวน/ตัน

หลังจากแม่น้ำโขงแห้งต้องลดระวางสินค้า สาเหตุดังกล่าวเกิดจากการกักเก็บน้ำจากเขื่อนหลายแห่งในประเทศจีน ที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในลำน้ำโขง” ซึ่งการสร้างเขื่อนไม่เพียงกระทบต่อระบบนิเวศน์ แต่ยังส่งผลกระทบต่อเรือสินค้าในน้ำโขงที่มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ผลกระทบนี้ส่งผลอย่างคาดไม่ถึงของประเทศจีนที่มีความต้องการใช้แม่น้ำโขงในการขนส่งสินค้า หรืออีกนัยยะหนึ่งคือ ควบคุมการขึ้นลงของแม่น้ำโขง แต่ในท้ายที่สุดก็พบว่าไม่สามารถทำได้

ตารางที่ 1 สถานภาพและการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงสายหลักของจีน 

สถานภาพและการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงสายหลัก (ดัดแปลงจาก Plinston and Daming, 2000 อ้างใน กัมปนาท: 2549)

นอกจากนี้ในประเทศลาว และกัมพูชา ยังมีแผนจะก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำในลำน้ำโขงอีกหลายแห่ง โดยในประเทศประเทศลาวและกัมพูชา มีการวางแผนจะก่อสร้างเขื่อนจำนวน 12 แห่ง มีเป้าหมายเพื่อที่จะขายกระแสไฟฟ้าให้กับประเทศไทย และเวียดนาม ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่มากจากจีน ไทย และเวียดนาม ส่วนเขื่อนที่จะสร้างในแม่น้ำโขงอาทิเช่น เขื่อนไซยบุรี เขื่อนปากลาย เขื่อนบ้านกุ่ม เขื่อนสตึงเตร็ง ฯลฯ (ดูภาพที่ 1)

“…และยังมีแผนก่อสร้างอีก 77 เขื่อนบริเวณลุ่มน้ำโขงภายในปี 2573 จากการศึกษาหากมีการสร้างเขื่อนทั้ง 12 แห่งเกิดขึ้นจริงตามแผนที่วางไว้ จำนวนปลาที่มีอยู่จะลดลงไปร้อยละ 16 และมีการประเมินว่าจะสร้างความสูญเสียด้านเศรษฐกิจปีละกว่า 14,000 ล้านบาท (476 ล้านเหรียญสหรัฐ) แต่ถ้าหากมีการสร้างเขื่อนทั้ง 88 แห่งจริง จำนวนปลาจะลดลงไปถึงร้อยละ 37.8

…จากพื้นที่ 1,350 ตารางกิโลเมตร ที่ต้องสูญเสียไปเพื่อใช้เป็นเขื่อนกั้นน้ำแล้ว ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนี้ยังต้องหาพื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์แห่งใหม่อย่างน้อย 4,863 ตารางกิโลเมตร” (WWF International : ออนไลน์)

จะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมหาศาล โดยจะทำให้น้ำท่วมในพื้นที่ริมฝั่งโขงทั้งฝั่งลาวและฝั่งไทย และมีความหวาดวิตกว่าจะทำให้พันธุ์ปลาหลายชนิดที่ว่ายทวนน้ำไปวางไข่ทางตอนเหนือ เช่น ปลาบึก มีโอกาสที่จะสูญพันธุ์ (สัมภาษณ์อาจารย์มิติ ยาประสิทธิ์ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555) เกาะแก่งในแม่น้ำโขงที่เป็นแหล่งที่อยู่ของปลาก็จะจมหายไปกับกระแสน้ำ รวมถึงพื้นที่ริมฝั่งโขงก็จะไม่สามารถทำการเกษตรได้ ซึ่งจะกระทบกับผู้คนสองริมฝั่งโขงกว่า 60 ล้านคน

ภาพที่ 1 เขื่อนในลำน้ำโขง ทั้งในจีน และทางตอนใต้

เขื่อนในลำน้ำโขง ทั้งในจีน และทางตอนใต้

ความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำโขงเริ่มมีความชัดเจนเมื่อจีนสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าและเริ่มเก็บกักน้ำ จากรายงานของเครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (2549) กล่าวถึง “การศึกษาปริมาณการไหลของน้ำในแม่น้ำโขง” โดยส่วนวิจัยและพัฒนาอุทกวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาและอุทกวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ เมื่อเดือนเมษายน 2547 ระบุว่า “ในปี 1992 ประเทศจีนมีการสร้างเขื่อนม่านวาน (Manwan) กั้นลำน้ำโขงแล้วเสร็จในปี 1995 และเขื่อนต้าเฉาชาน (Dachaoshan) แล้วเสร็จในปี 2003 ผลกระทบที่สถานีเชียงแสนมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณการไหลของน้ำต่ำสุดหลังปี 1992 เฉลี่ยลดลง ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์

ผลการศึกษาในช่วง 10 ปี มีแนวโน้มลดลง ขณะที่โอกาสการเกิดปริมาณน้ำนองสูงสุดในรอบปีต่างๆ มีค่าลดลงด้วย” ปริมาณน้ำไหลต่ำสุด (minimum discharge) ในช่วง 30 ปี ก่อนการกักเก็บน้ำของเขื่อนม่านวานมีค่าเฉลี่ย 752 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หลังจากเขื่อนกักเก็บน้ำปริมาณน้ำไหลต่ำสุดลดลงเหลือ 569 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (เครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: 2549)

การขึ้น-ลงของน้ำไม่ปกติตามธรรมชาติ เนื่องจากการกักน้ำและปล่อยน้ำของเขื่อนในประเทศจีน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์พื้นที่น้ำท่วมถึงของลุ่มน้ำโขง วัฎจักรน้ำท่วม-น้ำแล้งที่เคยเป็นไปตามธรรมชาติก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง พันธุ์ปลาลดจำนวนลง เป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ การขึ้น-ลง ของน้ำที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ทำให้ปลาต่างๆ เกิดความสับสน การอพยพและการผสมพันธุ์ไม่เป็นไปตามฤดูกาล จำนวนพันธุ์ปลาต่างๆ จึงค่อยๆ ลดจำนวนลง

ระบบนิเวศน์ในลำน้ำก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับพื้นที่อื่น พืชพรรณต่างๆ อาทิ ไก (ตะไคร้หรือสาหร่ายแม่น้ำโขง) มีจำนวนและปริมาณลดลง ไกสามารถนำมาแปรรูปเป็นไกแห้ง ไกแผ่นขาย หรือจะขายเป็นไกสดเลยก็ได้ สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านริมฝั่งโขงที่เก็บไกขาย แต่เมื่อเขื่อนจีนกักเก็บน้ำและปล่อยน้ำตามความต้องการ การขึ้น-ลงของน้ำที่ขึ้นเร็ว ลงเร็ว กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากพัดพาเอาตะกอนมาติดไก ระยะเวลาขึ้น-ลงของน้ำไม่เป็นไปตามปกติธรรมชาติทำให้แม่น้ำที่มีความเหมาะสมในการเจริญเติบโตของไกเปลี่ยนไป ไกจึงลดจำนวนลงและไกที่เหลืออยู่ก็ไม่มีคุณภาพ ทำให้แหล่งอาหารของปลาและมนุษย์ลดลง

จากรายงานวิจัยของ ยศ สันตสมบัติ (2552: 54-55) ชี้ให้เห็นว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พบอัตราการลดลงของฝืนป่าและความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมในลักษณะผกผัน โดยป่าในกัมพูชาซึ่งเป็นประเทศที่มีพื้นที่ป่าเหลือมากที่สุด มีพื้นที่ป่าเหลือเพียงประมาณร้อยละ 49-63 ของเนื้อที่ทั้งประเทศ ปัจจุบันกัมพูชามีอัตราการทำลายป่าสูงถึง 300,000 เฮกแตร์ต่อปี หรือร้อย 3 ของเนื้อที่ป่าทั้งหมด (ADB: 2000) ส่วนประเทศลาวมีอัตราการทำลายป่าใกล้เคียงกับกัมพูชา ปัจจุบันประเทศลาวมีพื้นที่ป่าเหลือประมาณร้อยละ 40-50 ขณะที่ป่าหนาแน่นเหลือเพียงร้อยละ 19 ของพื้นที่ป่าที่เหลือหรือ 4.9 ล้านเฮกแตร์ ส่วนป่าไม้มีค่าเชิงพาณิชย์เหลือเพียงร้อยละ 4.7 เท่านั้น (MRC: 1997)

ส่วนเวียดนามมีการตัดไม้ทำลายป่าในอัตราร้อยละ 0.8 ของพื้นที่ป่าทั้งหมดทำให้เสียพื้นที่ป่าไปร้อยละ 30 ของพื้นที่ป่าทั้งหมด สำหรับประเทศไทยนั้น ข้อมูลจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมประมาณการไว้เมื่อ ปี 2540 ว่าพื้นที่ป่าของไทยลดลงร้อยละ 53 เหลือเพียงร้อยละ 25 ของพื้นที่ทั้งประเทศในช่วงประมาณ 30 ปี ตั้งแต่ปี 2504-2541

นอกจากนี้ การพังทลายของตลิ่งสองฝั่งโขง รวมถึงการเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินริมฝั่งโขงได้ทำให้พื้นที่เกษตรริมฝั่งโขงลดลง ส่วนระดับน้ำที่ขึ้นลงไม่นอนอันมีสาเหตุมาจากการกักเก็บน้ำ และการปล่อยน้ำของเขื่อนในจีนนั้น ทำให้ดินดอนในแม่น้ำที่เกษตรกรเคยได้ผลิตผลผลิตทางการเกษตรในช่วงน้ำลดนั้น ไม่สามารถทำได้เนื่องจากระดับน้ำที่ขึ้นลงไม่แน่นอน ทำให้พืชผักที่ปลูกในดินดอนในแม่น้ำเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมแบบฉับพลันสร้างความเสียหายแก่ผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรได้

จึงทำให้การทำการเกษตรในดินดอนในแม่น้ำโขงลดลงเช่นกัน ส่งผลกระทบถึงทรัพยากรทางอาหารของคนในลุ่มน้ำโขงที่ลดลง เช่น ในปี พ.ศ. 2545 ชาวบ้านดอนสวรรค์ในประเทศลาวกว่า 113 ครอบครัวต้องอพยพย้ายบ้านเรือนเนื่องจากชายฝั่งโขงเกิดการทรุดตัวและพลังทลายหลายจุด หลายครอบครัวต้องเสียบ้าน บางหมู่บ้านถนนถูกน้ำซัดหายไป (เครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2546: 56)

ในส่วนของระบบนิเวศน์และพันธุ์ปลา แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่มีทรัพยากรปลาที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก ในลุ่มน้ำโขงมีพันธุ์ปลามากถึง 1,300 ชนิด ซึ่งร้อยละ 50 ของพันธุ์ปลาจำนวนดังกล่าวเป็นพันธุ์ปลาที่พบเฉพาะในลุ่มน้ำโขง (Jensen: 1996 อ้างใน ยศ สันตสมบัติ 2552: 55) จากปริมาณน้ำที่ไม่แน่ไม่นอนอันเป็นผลกระทบมาจากการสร้างเขื่อนจำนวนมากในประเทศจีน รวมถึงการขึ้นลงของกระแสน้ำที่ขึ้นลงอย่างไม่ปกติ ก็ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อวงจรชีวิตของปลา

ทำให้จำนวนปลาชนิดต่างๆ ในลำน้ำโขงลดจำนวนลงและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของปลาอีกหลายชนิด ส่วนสาเหตุหลักมาจากการกักเก็บน้ำและปล่อยน้ำของเขื่อนในประเทศจีนและการระเบิดแก่งหินปรับปรุงลำน้ำ เพื่อการเดินเรือพาณิชย์

ผลกระทบ

ประการแรก คือ การควบคุมการปล่อยน้ำจากเขื่อนในประเทศจีนทำให้ระดับน้ำเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่เป็นไปตามธรรมชาติ การไหลของน้ำที่เชี่ยวกรากได้พัดพาตะกอนใต้น้ำทำให้น้ำขุ่นกว่าปกติ การขึ้นลงของระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงเร็วจนเกินไปทำให้ปลาหลายชนิดเกิดความสับสนและไม่อพยพเข้าไปยังแหล่งผสมพันธุ์และวางไข่

ประการที่สอง การระเบิดแก่งหินเป็นการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของปลา งานวิจัยจาวบ้าน (2549 : 25) ซึ่งมีพื้นที่วิจัยอยู่ในพื้นที่อำเภอเชียงของและอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงรายพบว่าในพื้นที่วิจัยมีปลาที่อาศัยอยู่ตามแก่ง/ผา 15 ชนิด หากินตามระบบนิเวศย่อยมากกว่า 1 ระบบนิเวศ

ประการที่สาม จากระดับน้ำที่ขึ้นลงเร็วผิดปกติและแก่ง/ผาที่เป็นแหล่งกำเนิดพืชน้ำถูกระเบิดทิ้ง ทำให้อาหารของปลากินพืชลดจำนวนลง ส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์สั่นคลอน แหล่งอาหารของปลากินพืชลดลง ปลาขาดแคลนอาหารและมีจำนวนลดลง ปลานักล่าที่ล่าปลากินพืชเป็นอาหารก็หาอาหารยากขึ้น และ

ประการที่สี่ การเดินเรือสินค้าขนาดใหญ่สร้างคลื่น เสียงเครื่องยนต์และคราบน้ำมันลงสู่ลำน้ำส่งผลกระทบต่อการอยู่อาศัยของปลา คนหาปลาระบุว่า เสียงและคลื่นจากเรือจะรบกวนการอพยพหรือการออกหารกินของปลา ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนหาปลาจับปลาได้น้อยลง (งานวิจัยจาวบ้าน 2549 : 57)

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ นำไปสู่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากมาย ตัวอย่างการสร้างเขื่อนในประเทศจีนที่ต้องใช้พื้นที่จำนวนมากสำหรับกักเก็บน้ำให้เพียงพอ ทางการจีนได้อพยพประชาชนของตนจำนวนหนึ่งออกจากพื้นที่อยู่อาศัยเดิมและใช้พื้นที่ป่าอีกจำนวนหนึ่งเพื่อใช้เป็นที่รองรับน้ำทำให้ป่าไม้จำนวนมากต้องถูกทำลายลง

นอกจากนั้น การระเบิดแก่งหิน ดอน ต่างๆ ในลำน้ำโขงเพื่อปรับปรุงลำน้ำโขงให้เป็นทางเดินเรือพาณิชย์ขนส่งสินค้า ได้ทำลายที่อยู่อาศัยของปลาจำนวนมาก แก่งหินที่เคยเป็นกำแพงชะลอน้ำและบังคับทางไหลของน้ำตามธรรมชาติถูกพลังทลายลงอย่างราบคาบ กระแสน้ำที่เคยถูกชะลอความเร็วและความแรง กระแสน้ำเปลี่ยนทิศ ไหลเร็วและเชี่ยว เกิดการทับถมของตะกอนทรายในที่แห่งใหม่ ความแรงของสายน้ำได้ไหลเข้าซัดและทลายตลิ่งแม่น้ำโขงของสองฝั่งสร้างความเสียหายแก่เรือกสวนไร่นาและบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ริมสองฝั่ง

อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะพิเศษของลำน้ำโขงที่ประกอบไปด้วย เกาะ แก่ง มากมายจึงทำให้มีระบบนิเวศน์ที่อุดมสมบูรณ์ เกาะ แก่ง เหล่านี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของพันธุ์ปลานานาชนิดรวมถึง ปลาบึก (Mekong Giant Catfish) ที่เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่สายพันธุ์หนึ่งของโลก ถึงจะมีความสำคัญทางนิเวศน์แต่เกาะแก่งต่างๆ กลายเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือพาณิชย์เพื่อการขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้ลงมาสู่ไทยและลาว

ดังนั้น การร่วมมือระหว่าง 4 ประเทศ คือ จีน พม่า ลาว และไทย ในการปรับปรุงลำน้ำโขงจึงเกิดขึ้น โดยจีนเป็นผู้ประสานงานในการสำรวจรายละเอียดและออกแบบ เมื่อปลายปี 2544 จีนได้ทำการการะเบิดแก่งในแม่น้ำโขงเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ในพม่าและลาว สามารถเดินเรือสินค้าขนาด 300 ตัน มาถึงท่าเรือเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย การระเบิดแก่งครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบต่อสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิง

เกาะ แก่ง ที่อยู่อาศัยของพันธุ์ปลาจำนวนมากมายถูกระเบิดทำลาย ลำน้ำถูกปรับสภาพให้เหมาะสมกับการเดินเรือการไหลของน้ำรุนแรงขึ้น กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากเนื่องจากไม่มีเกาะ แก่ง คอยซับแรงพัดพาเอาตะกอนไปอย่างรวดเร็วทำให้น้ำขุ่น ไก ไม่สามารถเจริญเติบโตได้เนื่องจากความขุ่นข้นของน้ำและตะกอนที่มาเกาะติดไก

ความเชี่ยวกรากของสายน้ำยังซัดตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขงก่อให้เกิดปัญหาการพังทลายของตลิ่งริมฝั่งโขงส่งผลกระทบต่อการใช้ที่ดินของชาวบ้านริมฝั่งโขงที่สร้างบ้านอยู่ริมฝั่งโขงรวมไปถึงเรือกสวนไร่นาริมฝั่งที่ต้องพังทลายไปกับสายน้ำ (ยศ สันตสมบัติ 2552: 59 – 75)

ในปัจจุบัน สถานการณ์ของแม่น้ำโขงยังอยู่ในขั้นวิกฤต หากมีการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงแล้วเสร็จ จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อผู้คนสองริมฝั่งโขง ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาระดับสากลและใหญ่เกินกว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะแบกรับได้ เพราะแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติ รัฐบาลประเทศต่างๆ ควรตระหนักถึงปัญหาและให้ความสำคัญ ร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่อการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างยั่งยืน (ศิริพร และปรียาวัลย์ 2551: 30) เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับแม่น้ำโขงเป็นผลกระทบต่อคนหลายสิบล้านคน และมีอาณาบริเวณกว้างขวาง และนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นจนยากที่จะแก้ไข

ในโอกาสหน้าผมจะชี้ให้เห็นว่าจากผลกระทบข้างต้นได้ทำให้เกิดกระบวนการต่อสู้ของชาวบ้านในหลากหลายรูปแบบ ที่แสดงให้เห็นถึงการไม่สยบยอมต่ออำนาจของ “รัฐ” และ “ทุน” ซึ่งน่าสนใจว่าพลวัตของคนกลุ่มต่างๆ เป็นอย่างไร และสร้างผลกระเทือนมากน้อยแค่ไหน อย่างไร