Practical Report “ทางออก” การเมืองไทย อยู่ใกล้แค่เอื้อม

คนไทยส่วนใหญ่คง “ปรารถนา” อย่างยิ่งที่จะให้ “วิกฤตการเมืองไทย” ซึ่งยืดเยื้อยาวนานมากว่า 4 ปีนั้น ได้ถึงคราวสิ้นสุดยุติลงเสียที

แต่ฝันร้ายที่สุดก็คือ ทุกครั้งซึ่งดูเหมือน “การเมืองไทย” จะสงบสุขแล้ว ก็กลับมี “ความขัดแย้งใหม่” ปะทุขึ้นมาทุกทีไป

หรือว่า “เทพีแห่งโชค” ได้ทอดทิ้งคนไทยไปแล้ว ?

การกล่าวโทษเสื้อเหลืองหรือประณามเสื้อแดง เป็นเพียงวิธีมองการเมืองแบบเฉพาะจุด ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย เพราะตราบใดที่ “โครงสร้างใหญ่” ยังไม่ได้รับการแก้ไข “มวลชน” เสื้อแดงและเหลือง ก็คงต้องขับเคลื่อนต่อไป

“ทางออก” ของการเมืองไทย จึงอยู่ที่การเปลี่ยนมุมมองของคนไทยส่วนใหญ่ จากการมองเฉพาะจุด ซึ่งเป็นเพียงปลายเหตุ มาเป็นการมองลึกลงไปถึง “โครงสร้างใหญ่” และเมื่อเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงแล้ว ทางออกย่อมอยู่แค่เอื้อม

ปัญหา คือ “โครงสร้างใหญ่” เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ยาก สำหรับคนธรรมดาทั่วไป และหากให้วิเคราะห์แจกแจง ก็คงมีไม่กี่คนที่จะอดทนอ่านจนจบ

จึงอยากสรุปสั้นๆเพียงว่า “โครงสร้างใหญ่” ที่นำไปสู่ความขัดแย้งก็คือ “ความกลัวและวัฒนธรรมพึ่งพา” โดยจะเห็นได้ชัดว่า มวลชนที่เข้าร่วมกับเสื้อเหลืองนั้น แม้ว่าจะมีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหนึ่งที่สำคัญก็คือ ความกลัวว่า “มวลชนเสื้อแดง” จะมาแย่งยึดอำนาจ ความมั่งคั่ง หรือแม้แต่เสรีภาพ จึงทำให้ต้องเข้าร่วมกับ “แกนนำเสื้อเหลือง” เพื่อยับยั้งภัยคุกคามนี้ ขณะเดียวกัน “มวลชนเสื้อแดง” ก็เริ่มรู้สึกว่าตนเองต้องตกอยู่ใต้อำนาจคนอื่นมาตลอด ดังนั้น หากไม่เข้าร่วมกับ “แกนนำเสื้อแดง” ตนเองก็จะต้องตกเป็น “เบี้ยล่าง” และถูกละเลยตลอดไป

“ความกลัว” ว่าจะสูญเสียอำนาจ ความมั่งคั่ง หรือเสรีภาพนี่เอง ที่ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งต้อง “พึ่งพา” แกนนำให้ช่วยปลดปล่อยตนเองจากภัยคุกคามของฝ่ายตรงข้าม

“ความกลัวและวัฒนธรรมพึ่งพา” ไม่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลไปเสียทีเดียว หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์ไทยที่ผ่านมา จะเห็นว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จในสังคมไทยส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะในทางธุรกิจหรือการเมืองนั้น ไม่สามารถเริ่มต้นจากศูนย์ได้เลย จะต้องมี “ผู้หลักผู้ใหญ่” ให้พึ่งพา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม “โครงสร้างและวัฒนธรรมพึ่งพา” กำลังเป็นสิ่งที่ล้าสมัย เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดรุนแรงในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งเน้นที่ความหลากหลายและคล่องตัว ดังนั้น เราจึงเห็นธุรกิจจำนวนมากที่เริ่มต้นจากศูนย์และเติบโตเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้ในชั่วพริบตา โดยไม่ต้องแอบอิงแนบชิดกับผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองหรือนายทุนรายใหญ่เหมือนในอดีตอีกต่อไป เช่นเดียวกัน องค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มประชาสังคมที่กำลังเติบโตทั้งปริมาณและคุณภาพนั้น ก็สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ต้องพึ่งพาภาครัฐหรือนักการเมืองอย่างแนบแน่นเหมือนในอดีตอีกต่อไป

ความขัดแย้งระหว่าง “โครงสร้างพึ่งพา” และ “โครงสร้างโลกาภิวัตน์” นี้เอง ที่ได้ทำให้ “วิกฤตการเมืองไทย” มีลักษณะยืดเยื้อ โดยเฉพาะเมื่อคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศที่ตระหนักดีถึงภัยคุกคามของโลกาภิวัตน์ จึงได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับ “กลุ่มเหลืองแดง” แต่กระนั้นคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่กล้าพอที่จะสลัดหลุดจาก “โครงสร้างพึ่งพา” อย่างเต็มตัว ดังจะเห็นได้จาก SMEs จำนวนหนึ่งรู้สึกว่า “การเมืองไทยมีปัญหา” จึงไม่กล้าขยายกิจการ ทั้งที่ช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ยังไม่มีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกให้ต้องกังวล

ยิ่งกว่านั้น ภาคประชาสังคมและเอ็นจีโอจำนวนไม่น้อย ที่แม้จะไม่ศรัทธาทั้งเหลืองและแดง แต่ก็ยังต้องมาประเมินว่า “เหลือง” หรือ “แดง” ฝ่ายใดดีกว่ากัน เพื่อว่าเมื่อฝ่ายที่ดีกว่าทำท่าจะเพลี่ยงพล้ำ ตนเองจะได้เข้าไปช่วยเหลือ

การจะให้คนไทยทุกคนปฏิเสธโครงสร้างแบบพึ่งพาไปเลย คงเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน เพราะต้องยอมรับว่า คนไทยส่วนหนึ่งยังไม่มีความพร้อมทั้งทรัพยากรและความรู้ ดังนั้น “โครงสร้างแบบพึ่งพา” จึงยังมีความจำเป็นในการดำรงอยู่ แต่ปัญหาสำคัญกลับอยู่ที่ คนที่มีความพร้อมทั้งทรัพยากรและความรู้ แต่กลับยังสลัดไม่หลุดจาก “โครงสร้างพึ่งพา” ไม่มีความมั่นใจที่จะก้าวเดินอย่างอิสระเสรี จึงทำให้ปัญหาการเมืองยังคงยืดเยื้อต่อไป

แน่นอนว่า การทำธุรกิจหรือการเคลื่อนไหวในภาคประชาสังคม ย่อมได้รับผลกระทบจากการเมืองระดับชาติ แต่กระนั้น พลังของโลกาภิวัตน์ ก็ได้ลดทอนผลกระทบจากการเมืองระดับชาติลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตลอดระยะเวลา 4-5 ปีของวิกฤตการเมืองครั้งนี้ ถือว่ามีความเสียหายที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับวิกฤตการเมืองในอดีต

ดังนั้น หากนักธุรกิจ SMEs เกษตรกรรายย่อย ชนชั้นกลางในเมือง ฯลฯ สามารถรวมตัวกันเป็นเครือข่ายทั้งใหญ่และย่อย ตามแต่บริบทและสภาพแวดล้อม เพื่อช่วยเหลือและกระจายความเสี่ยงซึ่งกันและกัน ก็ยิ่งทำให้ผลกระทบจากภาคการเมืองลดน้อยลง

สรุปแล้ว “วิกฤตการเมืองเหลืองแดง” จะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน หากคนไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ “รากเหง้า” ของวิกฤต และหลงไปแก้ไขที่ปลายเหตุ โดยหลอกตัวเองว่า เป็นเพราะความโลภ ความโกรธ ความหลง ของคนเพียงไม่กี่คน ที่ทำให้คนไทยทั้งสังคมต้องพลอยรับกรรมไปด้วย

ใช่หรือไม่ว่า “วิกฤตการเมืองเหลืองแดง” ที่คนส่วนน้อยของประเทศเริ่มต้นขึ้นนั้น สามารถส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ ก็เพราะคนส่วนใหญ่ปล่อยให้วิกฤตครั้งนี้ “จูงจมูก” ให้เข้าร่วมกับวิกฤตโดยไม่รู้ตัว ผ่านวิธีคิดแบบพึ่งพา

ถึงเวลาแล้ว ที่คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศจะต้อง “ละทิ้ง” วิธีคิดแบบพึ่งพา แล้วหันมาพึ่งพากันเอง โดยการสร้าง “เครือข่าย” ที่ตนเองและเพื่อนๆมีความสนใจร่วมกันขึ้นมา ไม่ต้องสนใจว่า “การเมืองระดับชาติ” จะเป็นอย่างไร ไม่ต้องสนใจว่าสิ่งที่ตนเองกระทำนั้น จะส่งผลต่อการเมืองระดับชาติอย่างไร ให้นึกเสมอว่า การสร้างผลงานอะไรก็ตามที่เป็นอิสระและไม่ต้องพึ่งพาการเมืองระดับชาติ ถือเป็นการช่วยบรรเทาวิกฤตอย่างหนึ่ง เพราะวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤตของเหลืองแดง แต่เป็นวิกฤตของโครงสร้างพึ่งพา ที่กำลังผุพัง และต้องการโครงสร้างแบบใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยขับเคลื่อนต่อไปในกระแสโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกราก

การทำลาย ประณาม หรือหลบหนี วิกฤตการเมืองครั้งนี้ ก็เท่ากับช่วยยืดอายุของมันให้ยาวนานไม่สิ้นสุด วิธีที่ถูกต้องและเปลืองแรงน้อยที่สุดคือ สร้างสรรค์เครือข่ายและผลงานใหม่ๆ โดยไม่ต้องสนใจวิกฤตการเมือง สุดท้ายมันก็จะต้องเหี่ยวเฉาไปเอง เมื่อโครงสร้างแบบใหม่ได้ผุดขึ้นมา

ที่น่าเศร้าคือ คนไทยส่วนใหญ่กำลังรดน้ำพรวนดินให้กับวิกฤตการเมืองอย่างไม่รู้ตัว

วิกฤตการเมืองไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป จะจบลงเมื่อใด คงไม่สำคัญเท่ากับว่า “ตัวเรามีมุมมองต่อมันอย่างไร”

แต่การจะมีมุมมองที่ถูกต้องนั้น บางครั้งต้องอาศัยความกล้าหาญที่จะแตกต่าง ใช่หรือไม่ว่า “คนไทย” ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ทั้งเหลืองและแดงนั้น หวาดกลัวเกินไปที่จะค้นพบอิทธิพลของ “วัฒนธรรมและโครงสร้างพึ่งพา” ที่เป็นด้านมืดในจิตใจซึ่งถูกเก็บกดไว้

สิ่งที่เรากำลังหลบหนีเบื่อหน่าย ไม่ใช่การเมือง แต่เป็นจิตใจที่เฉื่อยเนือยและยอมจำนนของเราเอง

ชีวิตนี้ยังมีความรื่นรมย์และคุณค่าต่างๆให้เสพรับอีกมหาศาล อย่าปล่อยให้วิกฤตการเมือง และโครงสร้างแบบพึ่งพา มาทำให้ตัวเราห่างไกลจากการลงมือทำในสิ่งที่ปรารถนา

“โชคย่อมเข้าข้างผู้กล้า”

  • http://twitter.com/bordyn บดินทร์

    เป็นบทความที่ดีที่สุดตั้งแต่ big เคยเขียนมาเลย
    (สำหรับผม)

  • งั้นๆ

    ก็ไม่เห็นจะมีอะไร แค่แนะให้พวกที่ยังลังเล ไม่รู้จะเลือกข้างไหนดี “อย่าเลือกข้าง” ด้วยข้ออ้างที่ว่า “เป็นคนพิเศษเหนือใคร” เท่ห์เก๋ไก๋ซะไม่มี ผิดถูกแค่นี้ยังตัดสินใจอะไรไม่ได้ ก็ไปตายเสียเถอะ

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ขอบคุณครับ “บดินทร์” แต่เอ้ แล้วไม่ชอบบทความ “เสื้อแดง : ชัยชนะและความพ่ายแพ้” เหรอครับ

  • http://twitter.com/bordyn บดินทร์

    ที่ผมชอบ อันนี้ เพราะผมเชื่อว่า “ทุกสิ่งเริ่มที่ตัวเราเอง” ครับ

  • InuKunG

    ขอบคุณมากนะคะ ><
    ไม่เคยอ่านบทความไหนที่รู้สึกเหมือนกับว่า…ตัวเองดูมีคุณค่า ฉลาดขึ้น ขนาดนี้มาก่อนT^T
    พออ่านบทความนี้ ทำให้มีความรู้สึกว่า ตัวเองจะวางตัวยังไงต่อสถานการณ์ปัญหาพวกนี้
    เพราะเคยถามตัวเองหลายครั้ง ว่า อยู่ฝ่ายไหน? แต่ตอบไม่ได้ก็ไม่ได้ชอบทั้งคู่ แล้วปัญหาแบบนี้มีวิธีแก้หรอ? คิดยังไงก็คิดไม่ออก (ประมาณว่า ไม่ค่อยคิดมากกว่า แฮะๆ) แต่พอมาอ่าน ก็ทำให้มีความคิดที่แปลกใหม่ออกไปบ้าง เป็นบทความที่ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลยค่า
    ^^

  • คนนอก

    เยอะจังครับ สรุปให้ฟังหน่อย

  • http://manoon@hotmail.com manoon

    ๑. เรียกมวลชนออกจากที่ชุมนุม ด้วยโครงการ “ไทยนี้รักสงบ” ให้เงินบำรุงชวัญรายละ – บาท
    พร้อมรถนำส่งถึงบ้าน และจัดงบทำโครงการเยียวยาเป็นขั้นตอนเป็นรูปธรรม ดังนี้
    แนวทางพัฒนาชนบทไทยให้เข้มแข็งยั่งยืน
    ๑.สร้างความอุดมสมบูรณ์และรักบ้านเกิด ด้วยกลยุทธ์
    ๑.๑ จัดแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรตลอดปี ขุดลอกคูคลอง ทำเขื่อนดินที่หนาแน่น ทำคลองส่งน้ำทั่วถึงครอบคลุม ส่งเสริมการปลูกพืชหลายหลาย เลี้ยงสัตว์ จัดตลาดรองรับ ประกันผลผลิตพืชผลหลักของเกษตรกรผู้ยากไร้ (ยกเว้นนายทุน) ในราคาที่มีกำไรเกษตรกรอยู่ได้ รัฐทำหน้าที่ระบาย มีระบบจัดการการปลูกอย่างเหมาะสมกับตลาดบริโภค
    ๑.๒ ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมชุมชนให้เป็นจุดขายการศึกษาเรียนรู้และท่องเที่ยว บูรณาการกับการจัดการที่เหมาะสม ทั้งที่พัก อาหาร ความปลอดภัย และอื่นๆ
    ๑.๓ จัดกองทุนหมู่บ้านละล้าน รวมกันเป็นอำเภอหรือจังหวัด ทำมินิมาร์ท หรือห้างสรรพสินค้าประชาชน โดยให้ส่วนแบ่งกับเกษตรกร หรือผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ยากไร้เป็นเจ้าของหุ้น รับสินค้าชุมชน และจำหน่ายสินค้าทั่วไปทุกประเภท จัดทำธนาคารประชาชน ให้กู้ยืมหรือฝาก ถอน มีดอกผล ตามระบบสหกรณ์ จ้างมืออาชีพบริหารจัดการ
    ๑.๔ จัดการศึกษาสอดคล้องกับชีวิตชุมชน เรียนตามความสามารถผู้เรียน แยกสายวิชาการ และสายอาชีพตั้งแต่ระดับ มัธยมต้น ให้เวลาเรียนที่โรงเรียนและเวลาทำงานที่บ้านสมดุลใกล้เคียง เพื่อปลูกจิตสำนึกในการมีทักษะชีวิตที่ถูกต้อง
    ๑.๕ จัดองค์กรภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ จัดการศึกษาตลอดชีวิต นักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติต้องลงไปสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวก แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาท้องถิ่นให้พออยู่พอกิน และรับเรื่องร้องทุกข์นำสู่สภาใหญ่ แทนการสัมปทานรัฐจากการลงคะแนนเสียงของประชาชนแบบเดิม
    ๑.๖ สร้างทางรถไฟเชื่อมต่อทุกจังหวัด
    ๑.๗ ฟื้นฟูเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการเลี้ยงวัว ควาย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
    หมายเหตุ : การพัฒนาประเทศมุ่งกลุ่มเกษตรกร ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสเป็นสำคัญ เพื่อการอยู่ดีกินดี ส่วนนายทุนผู้มีฐานะรายได้ดีให้ร่วมมือช่วยเหลือตามที่ช่วยเหลือได้ตามแนวทางที่ตนมีความสุขในการให้แบบเอื้ออาทร
    ๒.พัฒนาการเมือง นักการเมืองทุกคน ทุกพรรค ต้องมีจิตสาธารณะมีธรรมาภิบาลเป็น
    สำคัญ มุ่งทำหน้าที่เพื่อปวงชนและประเทศชาติ ธำรงเอกลักษณ์และสถาบันหลักไว้คู่
    กับความเป็นไทยอย่างเข้มแข็ง เลิกพฤติกรรมใดๆที่เป็นปัญหาความขัดแย้ง หรือบ่อน
    ทำลายความรักสามัคคี ความมั่นคงของสังคมและชาติ
    ๓.สิทธิการแสดงออกทางการเมือง จัดสถานที่ให้ผู้ต้องการเสนอหรือเรียกร้องเป็นหลัก
    แหล่ง มีระบบการจัดการ บริการ ดูแล รับเรื่อง ร่วมมติอย่างเหมาะสมและเป็นระบบแบบมีส่วนร่วม

  • http://www.songrit.tht.in ทรงฤทธิ์ เดชวิญญา

    ทางออกของการเมื่องไทยเวลานี้คือการใช้หลักความเมตตา และอภัยกัน มองหาส่วนดีของกันและทุกฝ่าย

    มัวแก้ปัญญหาด้วยความยุติธรรมทางกฏหมาย ออกข่าวผ่านสื่อประนามกัน กล่าวร้ายกัน บ้านเมืองก็พินาศ

    หยุดประนามเสียดสี หันมาใช้ความเมตตา ปราณี อภัยกันเท่านั้นคือทางออก

    ทุกฝ่ายคือรัฐบาล เสื้อแดง เสื้อเหลือง พรรคการเมือง และศาล หันหน้าเมตตากัน ปราณีกัน อภัยกัน มองหาส่วนดีของกัน ปรึกษากัน หยุดใช่ความยุติธรรมทางกฏหมายมาแก้ปัญหา

    กฎหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์เขียน สามารถแก้ไข้หรือยกเลิก แต่หากยังมุ่งจะใช้กฏหมายมาแก้ไขปัญหา ณ เวลานี้ ทุกฝ่ายจะพินาศ เข้าสู่กลียุคและบ้านเมืองจะพินาศ

    หันหน้าเมตตากัน ปราณีกัน อภัยกันแม้ความผิดนั้นจะรุนแรงแค่ไหน
    หากทำอย่างนี้จะทำให้บ้านเมืองมีความสงบ แล้วทำไมรอช้า

    ผมอยากออก ที วี เพื่อ เสนอทางออกของปัญหาบ้านเมือง

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ขอโทษที่มาตอบช้าครับ

    บทความนี้เขียนไว้นานแล้ว สามารถสรุปสั้นๆก็คือ

    “ไปให้พ้นจากวัฒนธรรมพึ่งพา เพื่อเข้าสู่วัฒนธรรมเครือข่าย”

    แน่นอนว่า ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างมีกำลังเพียงน้อยนิดไม่อาจทำการใหญ่ได้ แต่หากสามารถรวมตัวเข้าด้วยกันก็จะกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่

    ในวันนี้ด้วยระบบการสื่อสารที่มีต้นทุนถูก โดยเฉพาะ Twitter และ Facebook ย่อมทำให้การสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือกันเป็นไปได้ง่ายขึ้น

    อาจเรียกว่าเป็น “พลังของ Long Tail”

    ถ้าจำไม่ผิดบทความนี้ออกมาใกล้เคียงกับการแถลงข่าวของท่าน “ธีระ สลักเพชร์” รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมในเรื่อง “วัฒนธรรมพึ่งพา” พอดิบพอดี ท่านจึงให้ลูกน้องโทรศัพท์มาสอบถามพูดคุยกับผม

    ก็ได้แต่หวังว่า เมืองไทยจะไปพ้น “วัฒนธรรมพึ่งพา” กันเสียที เพื่อกล่าวสู่ยุคสมัยใหม่ที่ประเทศไทยจะเจริญรุดหน้าทัดเทียมประเทศพัฒนา