Transform Thailand : กรณีศึกษา นโยบาย “4 ใหม่”
September 17, 2009
เสียงคร่ำครวญเงียบงัน “ในใจ” คนไทย 60 ล้านคน คือ การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่อนาคตใหม่ ที่ไปพ้นจากความขัดแย้งในปี 2549 จวบจนปัจจุบัน ซึ่งยาวนานพอที่จะ “เปิดโปง” ให้เห็นความอ่อนแอผุพังของ “อดีต” ที่เราเคยยึดมั่นถือมั่นว่า “ดีงามประเสริฐสุด”
Transform Thailand คือ ทางเลือกสำหรับประเทศไทย ที่ปรารถนาจะหลุดพ้นจาก “หล่มปัก” ไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง การเมืองไทยในวันนี้มีส่วนคล้ายกับการเมืองจีนในช่วง “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย จากมิตรเป็นศัตรู จากศัตรูกลายเป็นมิตร สาดโคลนและเสียดสีกันอย่างจ้าละหวั่น ประหนึ่งว่า “อารยธรรมจีนอันยิ่งใหญ่” จะเสื่อมสลายเข้าสู่กลียุค (Chaos)
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจาก “ประธานเหมา” รัฐบุรุษจีนซึ่งได้รับการยกย่องเทิดทูนประดุจเทพเจ้า ได้ถึงแก่อสัญกรรมลง นักการเมืองจีนที่มีวิสัยทัศน์ได้สำนึกรู้ว่า “การหลุดพ้นจากกลียุค ต้องอาศัยนโยบายใหม่ เพื่อสลัดลืมอดีตที่คอยเกาะกินทำลายชาติ”
“ผู้นำ” ของนักการเมืองจีนที่มีวิสัยทัศน์ มีชื่อว่า “เติ้งเสี่ยวผิง” นโยบายใหม่ที่เป็นรากฐานความรุ่งเรืองของประเทศจีนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามีชื่อว่า “4 ทันสมัย” และอดีตที่คอยเกาะกินทำลายชาติ คือ คุณความดีของประธานเหมา ที่ได้ถูก “แก๊ง 4 คน” นำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม และฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ
ความวุ่นวายทางการเมืองไทยมีบริบทที่แตกต่างจากประเทศจีน แต่สิ่งที่คล้ายคลึงกันก็คือ ประชาชนไทยรู้สึกเอือมระอากับ “อดีต” ที่เคยถูกสร้างภาพให้เชื่อว่า “หวานหอม” ดังนั้น หากมีนักการเมืองคนใดที่สามารถสร้างสรรค์ “นโยบายใหม่” เพื่อเปลี่ยนผ่าน (Transform) ประเทศไทยไปสู่อนาคตใหม่ได้ ประเทศชาติและประชาชนก็จะได้รับ “โอกาส” ในชีวิตที่สดใสเฉกเช่นเดียวกับประชาชนในแผ่นดินจีนที่กำลังลิ้มรสชาติหอมหวานของอนาคตใหม่ หลังจากที่ต้องเจ็บปวดกับพิษภัยการเมืองมาอย่างยาวนาน
ในฐานะ Think Tank Thailand จึงอยากขอนำเสนอ “นโยบาย 4 ใหม่” เพื่อเป็น “ต้นฉบับร่าง” ในการวางแผนเพื่อ Transform Thailand ให้เข้าสู่ “อนาคตใหม่” ซึ่งเต็มไปด้วยสีสันแห่งโอกาสและความหวัง
1. วัฒนธรรมใหม่
สิ่งแรกที่จะต้องเปลี่ยนผ่านสำหรับประเทศไทยคือ “วัฒนธรรมพึ่งพา” ที่ทำให้คนไทยขาดแคลนความริเริ่มสร้างสรรค์ จึงหวังพึ่งแต่ “อัศวินม้าขาว” ที่จะช่วยทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้น
แน่นอนว่า การเกิดขึ้นของ “เสื้อเหลือง-เสื้อแดง” ย่อมมีคุณูปการในด้านการกระตุ้นปลุกเร้าให้คนไทยที่เคย “เฉื่อยชา” ทางการเมืองได้หันมาเอาใจใส่ในเรื่องสำคัญของประเทศชาติ แต่กระนั้น โครงสร้างของแกนนำกับมวลชนก็ยังมีลักษณะ “พึ่งพา” ค่อนข้างมาก โดยที่มวลชนยังไม่สามารถสร้าง “วัฒนธรรมเครือข่าย” ที่สามารถเคลื่อนไหวโดยอิสระ มีการวิพากษ์สร้างสรรค์เพื่อช่วยปรับปรุงการเคลื่อนไหวให้มีประสิทธิภาพและความคล่องตัวกว่าการพึ่งพาแกนนำเพียงอย่างเดียว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึง “ฝ่ายเป็นกลาง” ที่รู้สึกหงุดหงิดกับความขัดแย้งช่วงชิงของ “เหลืองแดง” และภูมิใจในความ “อิสระ” ของตัวเองที่ไม่หลงกลในเกมอำนาจ “เหลืองแดง” โดยไม่เคยตระหนักรู้ว่าความหงุดหงิดของตนเองนั้น ก็ได้สะท้อน “วัฒนธรรมพึ่งพา” ที่ชีวิตการทำมาหากินของตัวเองต้องย่ำแย่เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน
“วัฒนธรรมเครือข่าย” จึงเป็นวัฒนธรรมใหม่ ที่คนไทยทุกคนจะต้องร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อทำให้ “ประชาชน” ส่วนใหญ่ของประเทศไม่ต้องพึ่งพา “เหลืองแดง” แต่สามารถสร้าง “เครือข่ายเล็กๆ” ที่เชื่อมต่อกันเป็น “เครือข่ายใหญ่” ซึ่งนำไปสู่พลังในการยุติความขัดแย้ง เพื่อร่วมมือกัน Transform Thailand ไปสู่อนาคตใหม่ที่มีทุกคนจะได้รับ “อิสระเสรีภาพ” ไม่ต้องพึ่งพารับใช้ “ใคร” ในฐานะ “ขี้ข้า” อีกต่อไป
หากนึกอะไรไม่ออก ให้เริ่มจาก “ตัวคุณ” โดยการแสวงหา “เครือข่าย” จากเพื่อนฝูงญาติมิตร รวมถึง Hi5 Facebook และ Twitter เพื่อร่วมมือกันประดิษฐ์คิดค้น “สิ่งที่มีคุณค่า” เช่น ธุรกิจเพื่อสังคม กลุ่มตรวจสอบนักการเมือง เว็บไซต์ที่ให้ความรู้ที่มีคุณค่าต่อสังคม ฯลฯ โดยไม่ต้องคอยพึ่งพา “ความเมตตา” จากรัฐ
2. เศรษฐกิจใหม่
ในปี 2540 เศรษฐกิจไทยต้องพังพินาศลง ส่วนหนึ่งก็เพราะการกู้ยืมเงินในรูปดอลลาร์จากต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งสะท้อนถึงการ “พึ่งพา” ทางเศรษฐกิจแบบหนึ่ง
บทเรียนจากปี 2540 ทำให้ธุรกิจไทยปรับปรุงตัวเองขนานใหญ่ แต่สุดท้ายเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาล่มสลายจากวิกฤต Subprime ในปลายปี 2551 เศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงไปด้วยเช่นกัน ทั้งที่สถาบันการเงินไทยแทบไม่ได้ไปร่วมเก็งกำไร Subprime เลย แต่สาเหตุสำคัญก็มาจากการ “พึ่งพา” เศรษฐกิจโลกในการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์
นโยบาย “เศรษฐกิจพึ่งพา” ที่ประเทศไทยใช้ในการขับเคลื่อนประเทศตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ก็อาจถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เนื่องจากประเทศไทยเริ่มต้นพัฒนาอุตสาหกรรมตามหลังประเทศตะวันตกนานนับร้อยปี การจะดึงดันพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างอิสระโดยเริ่มจากศูนย์ย่อมเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่า ดังนั้น จึงต้องอาศัยการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและความรู้ในการบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็วกว่าการเรียนรู้ด้วยตนเองทั้งหมด
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า การถ่ายทอดความรู้จากต่างประเทศผ่านการลงทุนนั้นมีจำกัด ขณะที่ประเทศเวียดนามและจีน ได้ไล่กวดตามการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมพื้นฐานมาอย่างไม่ลดละ ดังนั้น ทางออกเดียวของประเทศไทย คือ การนำความรู้ด้านเทคโนโลยีและบริหารจัดการที่ได้ฝึกฝนมา 50 ปี เพื่อต่อยอดในการผลิตสินค้าที่มี “มูลค่าเพิ่ม” ในการสร้าง “ความแตกต่าง” ที่มากพอในการหลุดพ้นจากการแข่งขันด้าน “ราคา” อันโหดร้ายได้
การสร้างมูลค่าเพิ่มทำได้หลายวิธี เช่น Green Economy Creative Economyหรือแม้กระทั่ง Social Enterprise ซึ่งประชาชนไทยจะต้องร่วมกันคิดค้นกันต่อไป
ในกรณี Creative Economy ที่กลายเป็นกระแสโลกไปในขณะนี้ ก็นับว่าเป็น “แสงสว่าง” ประการหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากว่า “คนไทย” มีความถนัดเชี่ยวชาญในด้านอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ดังนั้น Creative Economy จึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมกับคนไทย
อย่างไรก็ตามCreative Economy ที่รัฐบาลประกาศจะสนับสนุนด้วยเงินงบประมาณถึง 20000 ล้านบาทนั้น ก็ยังคงยึดติดอยู่ในกรอบของ “เศรษฐกิจพึ่งพา” ที่รัฐบาลเพียงแต่ “อัดฉีดเงิน” เข้ามาใน Creative Economy โดยไม่คิดจะพัฒนา Creative Talent ให้สามารถรวมตัวกันเป็น Creative Network (เครือข่ายการสร้างสรรค์) เพื่อร่วมกัน “ถักทอถกเถียงเชื่อมร้อย” เพื่อนำไปสู่การพัฒนา Creative Product ที่คนไทยก็ยินดีบริโภค เศรษฐีไทยก็ไม่ต้องไปหอบหิ้ว Louis Vuitton จากฝรั่งเศสให้เสียดายค่าเครื่องบิน แต่สามารถชื่นชมดื่มด่ำกับ Creative Product ที่เกิดจาก “อิสรภาพสร้างสรรค์” ของคนไทย
“เศรษฐกิจใหม่” ที่จะต้องเร่งสร้างขึ้นมา เพื่อให้หลุดพ้นจาก “เศรษฐกิจพึ่งพา” ที่กำลังนำพาให้ประเทศไทยเสื่อมทรุด อาจยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนแน่นอนในเวลานี้ แต่สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ การสร้าง “วัฒนธรรมเครือข่าย” ที่ทำให้ประชาชนมี “อิสรภาพสร้างสรรค์” ในการทดลองและเลือกเฟ้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อจะร่วมมือกันบุกเบิกเส้นทาง “เศรษฐกิจใหม่” ที่จะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องร่วมชาติ จนหลุดพ้นจากการเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมืองใด ที่ใช้ “เศรษฐกิจพึ่งพา” เป็นโซ่ตรวนในการสร้างอำนาจให้ตนและพวกพ้อง
3. การเมืองใหม่
“การเมืองใหม่” ในนโยบาย “4 ใหม่” ย่อมไม่ใช่ทั้งการคัดค้านหรือสนับสนุน “การเมืองใหม่” ที่กลุ่มพันธมิตรฯได้เคยเสนอ แต่เป็น “การเมืองเครือข่าย” ในรากฐานของ “วัฒนธรรมเครือข่าย” และ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”
“การเมืองพึ่งพา” คือ การเมืองเก่าที่ต้องค่อยๆ Transform (เปลี่ยนผ่าน) ไปสู่ “การเมืองเครือข่าย” ที่เป็นการเมืองแห่งอนาคตที่มวลมหาประชาชนปรารถนาจะได้ลิ้มลอง
แต่เสรีภาพอันหอมหวานของ “การเมืองเครือข่าย” จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากประชาชนไทยยังคง “พึ่งพา” ตัวแทนทางการเมืองอย่างเหนียวแน่น โดยไม่ยอมสละ “หยาดเหงื่อแรงกาย” เพื่อสร้างการเมืองเครือข่ายของตนเองขึ้นมา
“โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี”
แน่นอนว่า นักการเมือง แกนนำชุมนุม หรือตัวแทนทางการเมือง ยังจำเป็นต้องมีบทบาทต่อไปในอนาคต แต่กระนั้น “ประชาชน” จะต้องมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่านี้ โดยการสถาปนา “การเมืองเครือข่าย” ขึ้นมารองรับและตรวจสอบการทำงานของตัวแทนทางการเมือง
แน่นอนว่า ภายใต้ “เศรษฐกิจพึ่งพา” แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงต้องสงวนทรัยพากรเวลาไว้สำหรับ “ทำมาหาเลี้ยงชีพ” แต่ก็ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่มี “เวลาและความรู้” มากพอที่จะร่วมกันสร้าง “การเมืองเครือข่าย” ขึ้นมาโดยเริ่มจาก “เครือข่ายเล็ก” จำนวนมาก แล้วจึงค่อยๆเรียนรู้ทักถอเป็น “เครือข่ายใหญ่” ที่มีพลังและอำนาจในการเสนอนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศ
“นักการเมือง” ที่มีวิสัยทัศน์ ย่อมสามารถเข้ามาร่วมสร้าง “การเมืองเครือข่าย” ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น เพื่อร่วมกันเปลี่ยนผ่านประเทศไทย(Transform Thailand) ให้หลุดพ้นจาก “หล่มปัก” ของนักการเมืองรุ่นเก่าที่ขาดไร้จินตนาการ
“โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” แต่คงไม่ต้องถามว่า “นักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์” จะได้อะไรตอบแทน เพราะสิ่งแรกที่ได้อย่างแน่นอน คือ “ความภาคภูมิใจ” ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยที่ “ร้อยปียากพบพาน”
4. สังคมใหม่
การออกมาประณาม “คนรุ่นใหม่” ว่าหมกมุ่นแต่ตัวเอง เล่นเกมยันเช้า แต่งตัวยั่วสวาท ขาดไร้ความรักชาติ ฯลฯ ย่อมเป็นการประจาน “ผู้ใหญ่” นั่นเอง ที่ไม่รู้จักสร้าง “สังคมใหม่” ที่อบอุ่นเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงเยาวชนให้เติบโตมาท่ามกลางความดีงาม
แน่นอนว่า ภายใต้พันธนาการของ “วัฒนธรรมเก่า เศรษฐกิจเก่า การเมืองเก่า” ก็ย่อมไม่มีวันที่จะเปลี่ยน “สังคมเก่า” ให้กลายเป็น “สังคมใหม่” ได้เลย
โครงสร้างที่ต้องเปลี่ยนผ่านอันดับแรกก็คือ “วัฒนธรรมพึ่งพา” หากสามารถสร้าง “วัฒนธรรมเครือข่าย” ได้สำเร็จ ย่อมเป็นตัวอย่างอันดีที่ทำให้คนในชาติตระหนักว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”
สาเหตุหนึ่งที่เยาวชนติดเกม หรือหมกมุ่นกับยาเสพติด ส่วนหนึ่งก็เพราะการเลี้ยงดูตามแบบวัฒนธรรมพึ่งพา ที่ทำให้เยาวชนรู้สึกว่าตนเอง “ไม่ต้องรับผิดชอบอันใด” เมื่อหิวข้าว พ่อแม่ก็จะนำมาประเคน เมื่อเรียนหนังสือ ครูก็จะหยิบความรู้ป้อนใส่ปาก ดังนั้น เยาวชนจึงรู้สึกว่าชีวิตนั้น “ไร้ค่า” ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนก็สามารถได้ทุกสิ่งทุกอย่างมาครอบครอง สุดท้ายก็ต้องหันไปพึ่งพา “เกมและยาเสพติด” เพื่อกล่อมตัวเองให้เมามายเพื่อหลุดพ้นจากโลกที่ขาดไร้สีสันและความตื่นเต้น เพราะมี “ผู้ใหญ่” ให้คอยพึ่งพา
“สังคมเสรีที่มีความรับผิดชอบ” คือ สังคมใหม่ ที่คนไทยทุกคนจะต้องร่วมมือกันสร้างให้เกิดขึ้น โดยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย (Transform Thailand) ให้หลุดพ้นจาก “วัฒนธรรมพึ่งพา เศรษฐกิจพึ่งพา และการเมืองพึ่งพา”
สิ่งที่อยากฝากไว้ก็คือ “4 ใหม่” จะพลิกโฉมประเทศไทยได้ (Transform Thailand) ย่อมต้องเริ่มจาก “เครือข่ายเล็กๆ” ที่เปิดโอกาสให้กับคนที่หลากหลายสาขาอาชีพ เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักการเมือง วิศวกร ศิลปิน คนงานก่อสร้าง ฯลฯ ได้เข้ามาถกเถียงแลกเปลี่ยนร่วมกันอย่างเสรีและสร้างสรรค์ และเรียนรู้เปิดกว้างที่จะเชื่อมต่อกับ “เครือข่ายเล็กๆ” ที่ปรารถนาดีต่อประเทศเฉกเช่นกัน เพื่อร่วมกันฝ่าฝันไปสู่ “อนาคตใหม่” ร่วมกัน
Comments
6 Responses to “Transform Thailand : กรณีศึกษา นโยบาย “4 ใหม่””
Got something to say?






[...] (Transform Thailand) อย่างจริงจัง [...]
การวาง กลยุทธ์ หรือวางแผนพัฒนาควรรวมทั้ง 4 ให้เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ จนเป็นหนี่งเดียวกันนะครับ ใม่ใช่ แบ่งงาน แบ่งเค้ก แบ่งแยกกันทำ ต่างคนต่างทำ นอกจากไม่ประสานกันแล้วยังไปขัดแย้งเชิงนโยบายกันอีก เป็นการสินเปลืองทรัพยากร และกำลัง โดยเปล่าประโยชน์ครับ กระบวนการคิดที่สัมพันธ์กันแบบนี้ ตำราฝรั้งท่านเคยประกาศใว้ว่า เป็นแบบ “บูรณาการ” ครับ ซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจลึกซึ้งสักเท่าไหร่ เพราะผมเรียกห่วงโซ่สัมพันธ์ ครับ อิ อิ
[...] โดยเฉพาะเมื่อนโยบาย Transform Thailand ยังพึ่งเริ่มต้น ขณะที่สงคราม [...]
[...] ทางออกที่ดีที่สุด คือ การประยุกต์ใช้ Scenarios เพื่อค้นหา “สถานการณ์จำลอง” ที่แตกต่างหลากหลาย และทำให้ “ผู้เล่น” ในสังคมไทยได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ทฤษฎี และจินตนาการ(Strategic Conversation) เพื่อนำไปสู่การค้นหา Original Invention เพื่อการอยู่รอดและเติบโตในเมืองไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (Transform Thailand) [...]
[...] “วัฒนธรรมพึ่งพา” ที่ปล่อยให้ “การเมือง” [...]
[...] การเปลี่ยนผ่านประเทศไทย (Transform Thailand) เข้าสู่ “โครงสร้างใหม่” ในครั้งนี้ จึงต่างจากในสมัย 2475 ซึ่งเป็น “การแทนที่” จากอำนาจในมือกลุ่มหนึ่งย้ายมาเป็นอำนาจของอีกกลุ่มหนึ่ง แต่การเปลี่ยนผ่านนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไปนี้จะเป็น “การจับมือ” ระหว่าง “นักการเมือง นักธุรกิจ ทหาร และประชาสังคม” เพื่อปรับตัวตามการแข่งขันอันรุนแรงในยุคโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก [...]