นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวถึงเงินคงคลังของรัฐบาลล่าสุดว่า จากการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในเดือน พ.ค.ที่จัดเก็บได้ดี ทำให้เงินคงคลังเพิ่มขึ้นกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งนับจากปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้มีการจัดเก็บรายได้ที่ดีขึ้น ทำให้รัฐบาลมีเงินคงคลังรวม 114,700 ล้านบาท และคาดว่าสิ้นเดือน ก.ย.นี้ เงินคงคลังจะเพิ่มมากขึ้น เพื่อเตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและเร่งด่วน ทั้งรายจ่ายด้านลงทุนและชำระหนี้
อย่างไรก็ตาม กรมบัญชีกลางได้รับนโยบายจากนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เตรียมแผนรองรับ หาก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 400,000 ล้านบาท ไม่ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาฯ โดยให้เตรียมการกรณีเลวร้ายที่สุด และมีหลายหนทางที่จะดำเนินการ ส่วนต้องถึงขั้นดึงใบฎีกาเบิกเงิน เพื่อให้เงินออกจากคลังล่าช้าที่สุดหรือไม่นั้น ต้องรอว่าถึงเวลาสิ้นปีงบประมาณแล้วฐานะการคลังจะเป็นอย่างไร
ส่วนการเบิกจ่ายเงินงบประมาณล่าสุด เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2552 นี้ การเบิกจ่ายในภาพรวมจะอยู่ที่ 94% ส่วนการเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ 74%
ที่มา – กรุงเทพธุรกิจ
ความเห็น SIU :
ในเชิงธุรกิจ กระแสเงินสดไม่ต่างอะไรกับกระแสโลหิตหล่อเลี้ยงร่ายกาย ในแง่เงินคงคลังของรัฐบาลก็ไม่แตกต่างกัน
ก่อนหน้านี้มีหลายฝ่ายออกมาห่วงใยว่า การที่กรมบัญชีกลางออกมารายงานว่าเงินคงคลังที่เหลืออยู่น้อย อาจมีปัญหากับการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐได้ นายวีรพงษ์ รามางกูร ถึงกับออกมาระบุว่า การขอยืมเงินค่าลงทะเบียนนักศึกษา และค่าธรรมเนียมวางศาลมาใช้ก่อน รวมไปถึงการตั้งงบประมาณรายจ่ายในปีถัดไปลดลง (negative growth budget) เป็นธรรมเนียมที่รัฐไทยไม่เคยปฏิบัติมาก่อน สะท้อนว่าการบริหารเงินของรัฐบาลกำลังมีปัญหา (รายได้ลด, ต้องกู้เงินเพิ่ม, ลดรายจ่ายปีหน้าเพิ่ม, แต่ยังยืนยันใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังทำได้ไม่มีประสิทธิภาพ)

แผนภูมิปริมาณเงินคงคลังของรัฐบาล, ที่มา – กรุงเทพธุรกิจ
การออกรายงานของกรมบัญชีกลางว่าเงินคงคลังเพิ่มขึ้นจากเดิม เนื่องจากจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น คงทำให้รัฐบาลหายใจหายคอได้โล่งไปบ้าง แต่การที่รัฐมนตรีคลังยังมองปัญหาในทางร้าย สะท้อนว่ารัฐบาลกำลังจนตรอกในการ financing การคลัง เนื่องจากการกู้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด (best option) ที่กระจายภาระค่าใช้จ่าย (เงินต้น + ดอกเบี้ย) ไปในอนาคต ในระยะยาวและเห็นผลไม่ชัดเท่ากับการขึ้นภาษี (แต่ฝ่ายค้านกำลัง block รัฐบาลไม่ให้ทำการผ่าน พรก. การกู้เงินได้อย่างง่ายๆ ในสภา) ในขณะที่การขึ้นภาษีที่กระทบต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนทั่วไปถือเป็นทางเลือกที่แย่ที่สุด (worst option) ที่อาจกระทบฐานคะแนนเสียงได้ รัฐบาลจึงจะไม่ใช้ทางเลือกการขึ้นภาษีทั่วไป
การหาเงินสดเข้าคลังของรัฐบาล ก็กำลังทำกันเต็มที่อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษีที่คิดว่าจะไม่กระทบคนระดับล่างโดยตรง เช่นภาษีน้ำมัน หรือไม่ก็ภาษีบาป เช่นภาษีเหล้าบุหรี่ (กระแสเงินสดที่เพิ่มมากขึ้นน่าจะเป็นผลโดยตรงจากการเพิ่มภาษีเหล่านี้) และอาจรวมไปถึงการกู้เงินจากต่างประเทศด้วย (แต่จะต้องขยายเพดานวงเงินกู้จากเดิม 40% เป็น 60% ของงบประมาณ)
ส่วนการแก้ปัญหาด้านรายจ่าย วิธีแก้ปัญหาก็ไม่ยากอะไร (ในเชิงทฤษฎี — แต่ยากมากในเชิงการเมือง เมื่อคำนึงถึงกลุ่มขั้วพลังทางการเมืองที่หนุนพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาล) ด้านการลดรายได้ นายกรัฐมนตรี และรมว. คลัง ก็เข้มงวดเรื่อง งบประมาณที่เบิกจ่ายไปกับโครงการ ของกลุ่มก๊วนทางการเมืองที่คิดจะหาหัวคิวกับเงินของรัฐ, ปรับลดงบประมาณของกองทัพลง (จนกว่าสภาพเศรษฐกิจจะดีขึ้น), พิจารณาถอนโครงการอัดฉีดเศรษฐกิจ แล้วย้ายไปจัดตั้งโครงการคุ้มกันผู้ใช้แรงงานและคนระดับล่างได้รับผลกระทบจากปัญหาทางเศรษฐกิจแทน แต่จัดทีมงานคาดการณ์เศรษฐกิจว่าจะฟื้นจริงๆ เมื่อใด (ซึ่งการฟื้นศก.จริงอาจเป็นปลายปีหน้าก็เป็นไปได้) แล้วค่อยใช้เงินอัดฉีดในช่วงนั้น
เหล่านี้จะตรงประเด็น และแก้ปัญหาได้ชัดเจนกว่า แทนที่จะโทษว่าปัญหาเกิดจากการเบิกจ่ายงบประมาณประชานิยมของรัฐบาลสมัคร-สมชาย เพราะต่อให้เป็นปัญหาจากรัฐบาลชุดที่แล้วจริง หน้าที่ของรัฐบาลก็ต้องแก้ไข จะมาโทษปี่โทษกลองเห็นทีจะไม่ได้
เพราะหากสามารถแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจได้ รัฐบาลก็จะเอาผลงานนี่แหละไปเกทับฝ่ายค้าน เหมือนที่รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนว่าสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถแก้ไขได้
