Practical Report ผุดเฟสบุ๊ค “น้ำเงินแท้” ติงใช้คำ “พ่อ” แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “มิบังควร”

SIU ตรวจพบมีผู้ใช้ account ในเฟสบุ๊คว่า “น้ำเงินแท้” หรือ “TrueBlue” โดยมีความมุ่งหมาย ซึ่งเขียนไว้ในคำอธิบายของผู้ใช้งานว่า


“ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่มีปัญหา สถาบันกษัตริย์ถูกนำมารับใช้การเมืองโดยคนจากหลายฝ่าย สิ่งที่ ‘True Blue’ ต้องการนำเสนอก็คือ เราจะรู้จักสถาบันกษัตริย์อย่าง “น้ำเงินแท้” ได้อย่างไร ไม่ใช่ในฐานะของคนที่เห็นสถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือโจมตี-เล่นงานคนอื่น

ที่นี่ เราจะอธิบายความเป็นมา ขนบธรรมเนียมประเพณี หลักการของสถาบันกษัตริย์ ค่านิยมที่ถูกต้องหลายๆ อย่าง”




นอกจากนี้เฟสบุ๊ค “น้ำเงินแท้” ยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายเกี่ยวกับความเป็นมาของคำว่า “น้ำเงินแท้” ไว้ด้วย อาทิเช่น เพลง “น้ำเงินแท้” หรือเพลง “True Blue” คือที่มาของชื่อเพจนี้ – แต่งโดยหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ขณะเป็นนักโทษการเมืองคดีกบฎบวรเดช ที่เกาะตะรุเตา”

รวมถึงการติติงว่า การใช้คำเรียก “พ่อ” แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการ “มิบังควร”





ในวัฒนธรรมที่ดี ที่เหมาะสมนั้น พระนามของพระมหากษัตริย์ไม่ควรถูกนำมา ‘ล้อเล่น’ เราไม่อาจเอ่ยพระนาม ‘โดยตรง’ ได้ ดังนั้นราษฎรจึงได้มีคำเรียกแทนองค์ พระมหากษัตริย์ว่า “พระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งย่อมาจาก “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ” เป็นการเรียกอย่างอนุโลม และสุภาพกำลังดี หมายความว่า “ผู้เป็นใหญ่อยู่เหนือหัว”

แต่ก็ยังนับว่ายาวไปอยู่ดี ราษฎรที่เป็นชาวบ้านร้านตลาดโดยทั่วไปจึงหันมาใช้คำว่า “นายหลวง” (ซึ่งหลวงแปลว่า “ใหญ่”) ต่อมาก็มีเรียกว่า “ในหลวง” ซึ่งมีนัยยะโดยย่อมาจากคำว่า “(ผู้อยู่)ในพระบรมมหาราชวังหลวง” นี่คือที่มาของคำว่า “ในหลวง” ที่คนไทยเรียกใช้อยู่ปัจจุบันจนติดปาก แม้ว่าจะไม่ถือว่าสุภาพนัก แต่ก็อนุโลมไปตามสมัยสมควร

ดังนั้น การนับญาติกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เช่น ใช้คำว่า “พ่อ” แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสิ่งที่มิบังควรอย่างยิ่ง

…มีการปลุกกระแสบางอย่างหลังปี พ.ศ. 2535 จนหันมาเรียกพระเจ้าอยู่หัวปนด้วยคำพ่ออย่างนั้น พ่ออย่างนี้ ถ้าเจ้านายชั้นสูงหลายพระองค์ยังทรงดำรงพระชนม์อยู่ รับรองว่า โดนวิจารณ์แหลก ก่อนหน้า มรว. คึกฤทธิ์จะถึงแก่อสัญกรรม ก็วิจารณ์เรื่องนี้ไว้เช่นกัน

รวมถึงข้อตำหนิการใช้สรรพนามแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ต่อเป็นนามสกุล หรือชื่อกลางตัวเองว่า “เป็นการไม่สุภาพอย่างร้ายกาจ”


สิ่งที่ “ชาวน้ำเงินแท้” เป็นห่วงก็คือ ความไม่สุภาพอย่างร้ายกาจ ที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในวัฒนธรรมเฟซบุ๊ค เราไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่ม แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรอย่างยิ่งสำหรับพระมหากษัตริย์ นั่นคือการเอาสรรพนามแทนพระองค์มาใช้ต่อเป็นนามสกุล หรือชื่อกลางตัวเอง นี่เป็นการ ‘ล้อเล่น’ ทุกๆ ครั้งที่โพสต์ข้อความหยาบคาย สรรพนามแทนพระองค์ก็จะอยู่ท้ายชื่อของคนเหล่านั้น นี่คือความสะเพร่า ที่ควรจะรณรงค์ให้เลิกกันเสีย

นอกจากนี้ “น้ำเงินแท้” ยังได้นำเสนอบทความของ “ศาสวัต บุญศรี” ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีกด้วย อาทิเช่น ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ :: ลำดับขั้นของเชื้อพระวงศ์ และ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ (2) : หน้าที่การงานของเชื้อพระวงศ์



หมายเหตุ : “น้ำเงินแท้” ((ที่มา – การปฏิวัติ 2475 และ “รอยัลลิสต์” : การเืมืองไทย กับ “ระบอบกลายพันธุ์” โดย ณัฐพล ใจจริง, รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 28 ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน 2550) ))

หลังการปะทุของกลุ่มอำนาจเก่า เพื่อโต้กลับคณะราษฎรในขวบปีที่สองของการอภิวัฒน์

จนกระทั่งในห้วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 – 2481 นำไปสู่การเคลื่อนไหวการก่อความไม่สงบหลายครั้งอาทิเช่น กบฎบวรเดช กบฎนายสิบ และ การลอบสังหารผู้นำในคณะราษฎร จนทำให้รัฐบาลคณะราษฎรในขณะนั้นจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้เป็นจำนวนมาก ทั้ง พลเรือน ข้าราชการ ทหาร และเจ้านาย จนนำไปสู่การตั้งศาลพิเศษเพื่อทำการพิจารณาคดี

ในระหว่างนี้เองกลุ่มผู้ถูกคุมขังอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบ ได้รวมกำลังกันออกหนังสือพิมพ์ของกลุ่มในนาม “น้ำเงินแท้” โดยข้อเสนอของ ร้อยโท จงกล ไกรฤกษ์ เริ่มแรกเพื่อต้องการเผยแพร่ข่าวสารให้พวกพ้องได้รับทราบ ภายหลัง หม่อมราชวงศ์ นิมิตรมงคล นวรัตน์ ได้เปลี่ยนวัตถุประสงค์หนังสือพิมพ์เล่มนี้ไปเป็นตำราการเมืองแทน โดยรูปเล่มมีลักษณะเป็นสมุดปกแข็งหุ้มกระดาษแก้ว

หนังสือฉบับนี้ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากนักโทษการเมืองเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น เพรา พวงนาค เติม พลวิเศษ และแปลก ยุวนวรรธนะ ช่วยเขียนภาพปก และหัวเรื่อง ในขณะที่ หลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร) พระยาศราภัยพิพัฒน์ พระศรีสุทัศน์ หลุย คีรีวัต จงกล ไกรฤกษ์ และ “แม่น้ำโขง” (อ่ำ บุญไทย) เป็นนักเขียนประจำให้กับ “น้ำเงินแท้”

อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ “น้ำเงินแท้” นี้เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะความเข้มงวดในการตรวจตราของเจ้าหน้าที่เรือนจำ บรรดานักโทษการเมืองเหล่านี้ใช้วิธีซุกซ่อนไว้ใต้กระถางต้นไม้ บนหลังคาห้องน้ำ ไม่ก็ บ่อขยะ เพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างกัน บางครั้งก็มีการผูกสมุดแนบติดกับตัวหรือท่อนขาของญาติที่มาเยี่ยมออกไปสู่ภายนอกด้วย

อารมณ์ในการเขียนหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ของเหล่าบรรดาผู้เขียน หากใช้คำของ ชุลี สารนุสิต สมาชิกน้ำเงินแท้ ก็ต้องบอกว่า “เป็นบทความดุเดือด ที่เขียนจากปากกาที่ถูกเผาด้วยเพลิง”

แต่ในภายหลังเมื่อมีการเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่เรือนจำมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการตัดสินโทษของศาลพิเศษ จนทำให้นักโทษการเมืองทั้งหลายที่ถูกกักขังที่แดนหก ได้ถูกกุมตัวไปกักกันที่เกาะตะรุเตา และเกาะเต่า จึงทำให้ต้องยุติการออก “น้ำเงินแท้” ภายหลังจากการที่มีความพยายามออกเผยแพร่ต่อเนื่องกันมาถึง 17 ฉบับ

ชุลี ให้ความเห็นเอาไว้ว่า

“หนังสือน้ำเงินแท้ได้สิ้นลมปรานลงแล้ว เพราะความระมัดระวังตัวของพวกเรา แต่บทเพลงน้ำเงินแท้
((ดูรายละเอียดของเพลง “น้ำเงินแท้” ได้จาก เฟสบุ๊คน้ำเงินแท้)) ยังคงชีพอยู่ และก้องอยู่ในจิตต์ใจของนักโทษการเมืองทุกคน”

หากมองว่าการบีบคั้นทางการเมืองอย่างรุนแรงในขณะนั้น ทำให้ชาว “น้ำเงินแท้” ทั้งหลายต้องกล้ำกลืนความแค้นสุมอกเอาไว้ แต่ในอีก 10 ปีต่อมา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการแตกแยกของแกนกลางคณะราษฎร (ระหว่างขั้วของปรีดี พนมยงค์ และขั้วของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม) รวมไปถึงการเกิดขึ้นและสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง…

“ฟ้า” จะเปิดกว้างให้กับ “ชาวน้ำเงินแท้” ในการกลับมาสู่เวทีทางการเมืองอีกครั้ง

พร้อมกับการตกต่ำของคณะราษฎร จนในที่สุดพวกเขาก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ภายหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2490 และการรัฐประหารเพื่อขจัดอิทธิพลของคณะราษฎรอย่างเด็ดขาดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2500

การเมืองช่างไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ