Practical Report ทรัมป์: การเลือกตั้งสหรัฐฯไม่ยุติธรรม

โดย สรินณา อารีธรรมศิริกุล
sarinna.aree@gmail.com

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2016 คือวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อีกเพียงสองอาทิตย์เท่านั้นเราจะได้รู้กันแล้วว่าระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ (ตัวแทนพรรครีพับลิกัน) และฮิลลารี คลินตัน (ตัวแทนพรรคเดโมเครต) ใครจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่45 และใครจะเป็นผู้นำโลกคนใหม่

ถึงแม้ว่าตอนนี้โพลล์จากสำนักต่างๆ จะออกมาในทำนองเดียวกันว่าคลินตันน่าจะชนะการเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าฟันธงซะทีเดียว เพราะจะกลายเป็นการชี้นำประชาชนหรืออาจทำให้คนไม่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และถ้าพูดถึงเรื่องการเมืองแล้ว อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ฉะนั้น ขณะนี้ยังไม่มีใครอยากสรุป จนกว่าจะมีการนับผลคะแนนการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

แน่นอนสองอาทิตย์ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้ง การรณรงค์หาเสียงกำลังเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่ละแคมเปญก็กำลังปล่อยหมัดเด็ดกันในช่วงโค้งสุดท้าย หนึ่งในหมัดเด็ดของแคมเปญทรัมป์ที่กำลังทยอยปล่อยออกมา คือการกล่าวหาระบบการเลือกตั้งสหรัฐฯว่า “rigged” ทรัมป์หมายความว่าการเลือกตั้งสหรัฐฯถูกควบคุมและไม่ยุติธรรมสำหรับเขา โดยทรัมป์ให้เหตุผลสองข้อใหญ่คือ

trump-ii

หนึ่ง ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดต่อต้านทรัมป์

ทรัมป์กล่าวในลักษณะที่ว่ามีการสมรู้ร่วมคิดเพื่อควบคุมผลการเลือกตั้งเพื่อให้คลินตันได้เป็นประธานาธิบดี ทรัมป์กล่าวโทษสื่อมวลชนว่าเป็นหนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดในการเล่นข่าวให้ร้ายเขา โดยเสนอข่าวไม่เป็นธรรมโจมตีสิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับผู้หญิง การเหยียดเชื้อชาติ และการไม่เสียภาษี แทนที่จะพูดถึงเนื้อหาสาระหรือนโยบายของเขา ในทางตรงข้ามสื่อก็ไม่ขุดคุ้ยประเด็นเรื่องผู้หญิงของบิล คลินตัน หรือ เรื่องอีเมลล์ หรือเรื่องเบงกาซีขึ้นมาโจมตีฮิลลารี

ทรัมป์ยังพูดถึงการสืบสวนของ FBI ว่า เข้าข้างคลินตัน ทรัมป์พูดในทำนองที่ว่า FBI ไม่เอาผิดคลินตันเรื่องที่เธอใช้อีเมล์ส่วนตัวในการรับส่งข้อมูลสำคัญของทางราชการขณะที่ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ และอ้างว่าคลินตันทำการลบอีเมล์เป็นหมี่นฉบับทิ้งขณะที่เรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบจาก FBI แต่ FBI กลับไม่เอาผิดเธอ ทำให้ทรัมป์พูดในดีเบตครั้งที่สองว่า ถ้าเขาได้เป็นประธานาธิบดีจะตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาสอบสวนคลินตันและจะทำยังไงก็ได้ให้เธอเข้าคุก ซึ่งเสมือนเป็นการข่มขู่คุกคามคู่แข่งทางการเมืองและกล่าวโทษลงทัณฑ์ก่อนที่จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเสียอีก

นอกจากสื่อมวลชน และหน่วยงานราชการ ทรัมป์ยังสงสัยกลุ่มคนที่ต่อต้านตัวเขาภายในพรรครีพับลิกันเอง เช่นกลุ่ม Never Trump กลุ่มนี้เคยพยายามขัดขวางไม่ให้เขาเป็นตัวแทนพรรคในที่ประชุมใหญ่พรรครีพับลิกัน แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ นักการเมืองพรรครีพับลิกันและผู้นำคนสำคัญภายในพรรคปฎิเสธที่จะสนับสนุนทรัมป์ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่การเป็นศัตรูกับเจบ บุชตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งไพมารี ทรัมป์ตำหนิพี่ชายของเจบ นั่นก็คือ อดีตประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุชอย่างเสียๆ หายๆ และกล่าวโทษกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศจากพรรครีพับลิกันว่าได้ดำเนินนโยบายผิดพลาดอย่างมหันต์ ในการบุกทำสงครามกับอิรักและอัฟกานิสถานตั้งแต่ปี 2003

แรงต่อต้านทรัมป์ภายในพรรคเริ่มแรงขึ้น เมื่อทรัมป์แสดงถึงความไม่เดียงสาเรื่องการต่างประเทศ เช่นเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ ทรัมป์เสนอให้ประเทศอื่นๆ เช่นเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และซาอุดิอาระเบีย มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองเพื่อปกป้องตนเอง ซึ่งจะเป็นการย้อนศรนโยบายสันติภาพของโลกที่ทำมาตั้งแต่หลังสงครามเย็นให้มีการกำจัดและทำลายอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งจำกัดการขยายการครอบครองอาวุธประเภทนี้

ทรัมป์ยังบ่นว่าสหรัฐฯจ่ายค่าใช้จ่ายทางการทหารมากกว่าสมาชิกอื่นของนาโต ทรัมป์ต้องการให้สมาชิกนาโตแชร์ค่าใช้จ่ายทางการทหารเท่าๆ กับสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์คงลืมไปแล้วว่าสหรัฐฯไม่ใช่หรือที่อยากเป็นผู้นำโลก ประเทศไหนมีความน่าจะเป็นที่จะทำสงครามกับประเทศอื่น แล้วจะให้ประเทศสมาชิกอื่นๆ แชร์ค่าใช้จ่ายเท่ากันได้อย่างไร และถ้าแชร์ค่าใช้จ่ายเท่ากัน อย่างนั้นทุกประเทศควรมีสิทธิโหวตหนึ่งประเทศหนึ่งเสียงใช่หรือไม่ สหรัฐฯจะยอมรับหลักการนี้ได้หรือ

การที่สหรัฐฯมีฐานทัพเช่นในญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ประเทศเหล่านั้นได้รับการคุ้มครองทางการทหารจากสหรัฐฯก็จริง แต่เขาก็เสียอำนาจอธิปไตยเชิงกายภาพและนโยบายต่างประเทศเหมือนกัน เมื่อสหรัฐบุกประเทศอิรักและอัฟกานิสถานโดยไม่ฟังเสียงคนอื่น ประเทศสมาชิกนาโตก็ต้องส่งความช่วยเหลือไม่ว่าเงิน ทหารแพทย์ ทหารขนส่งเข้าช่วยเป็นหน่วยสนับสนุนแนวหลังด้วย

ฉะนั้น คำโอดครวญของทรัมป์เกี่ยวกับการแชร์ค่าใช้จ่ายของนาโตจึงเป็นไม่ได้เลยที่สหรัฐฯจะทำได้ เพราะสหรัฐฯจะเสียอำนาจในการเป็นผู้นำโลกและเสี่ยงต่อการถูกปล่อยเดี่ยวในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย ความไม่เดียงสาเรื่องการต่างประเทศและอารมณ์หุนหันของทรัมป์ทำให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำพรรครีพับลิกันฝ่ายบุชออกมาลงชื่อต่อต้านไม่เอาทรัมป์เป็นประธานาธิบดีกันอย่างมากมาย

trump-iii

ฟางเส้นสุดท้ายสำหรับหลายๆ คนที่เคยสนับสนุนทรัมป์..

(1) เมื่อทรัมป์กล่าวโจมตีพ่อแม่ของทหารที่เสียชีวิตในสงครามอิรัก

(2) เมื่อมีการปล่อยเทปบันทึกภาพและเสียงของทรัมป์ที่พูดคุยกับพิธีการรายการทีวี Access Hollywood โดยทรัมป์กล่าวว่าคนที่มีชื่อเสียงอย่างเขาจะจูบจะจับหรือทำอะไรกับผู้หญิงก็ได้ และ

(3) เมื่อทรัมป์กล่าวหาว่าระบบการเลือกตั้งอเมริกันนั้นไม่ใสสะอาด ไม่ยุติธรรม ทำให้ผู้ควบคุมการเลือกตั้งจากพรรครีพับลิกันในมลรัฐโอไฮโอออกมาปฎิเสธคำกล่าวหาของทรัมป์ และยืนยันว่าการเลือกตั้งที่รัฐโอไฮโอนั้นเป็นไปอย่างถูกต้องยุติธรรม (ขณะนี้บางรัฐอย่างเช่นโอไฮโอ หรือนอร์ท แคโรไลนาได้เปิดให้ประชาชนสามารถลงคะแนนเสียงก่อนวันเลือกตั้งจริงแล้ว)

ฉะนั้น สำหรับทรัมป์ เขาเห็นว่าสื่อมวลชน หน่วยงานรัฐอย่าง FBI นักการเมืองและผู้นำพรรครีพับลิกันมากมายกลับเป็นศัตรูกับเขา และพยายามโจมตีในเรื่องต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับนโยบายเพื่อให้ประชาชนไม่ลงคะแนนให้เขา ซึ่งทรัมป์มองเรื่องราวเหล่านี้เป็นลักษณะเครือข่ายหรือระบบที่พยายามทำให้เขาแพ้การเลือกตั้งอย่างไม่ยุติธรรม

สอง ช่องโหว่ของการลงคะแนนเสียง

ทรัมป์อ้างว่าระบบการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ไม่ใสสะอาดไม่ยุติธรรม เพราะมีการโกงเลือกตั้งในประเทศกัน“อย่างดาษดื่น” เช่นมีคนไปลงคะแนนเสียงได้หลายครั้ง หรือพบบัตรผีที่มีชื่อคนที่ตายไปลงคะแนนเสียงที่คูหาหลายฤดูเลือกตั้งติดต่อกัน เป็นต้น รายงานของสำนักวิจัยพิว [1] (Pew Research) ปี 2012 กล่าวว่าคนที่ตายแล้วแต่กลับมีรายชื่อเป็นผู้มีสิทธิ์โหวตกว่า 1.8 ล้านชื่อ และมีคนลงทะเบียนเลือกตั้งซ้อนประมาณ 2.75 ล้านคน ทรัมป์ใช้ตัวเลขนี้โต้แย้งในการดีเบตรอบสุดท้ายและย้ำสิ่งที่ตนเชื่อว่าระบบการเลือกตั้งไม่ใสสะอาดยุติธรรม

ส่วนสื่อมวลชนใช้ตัวอย่างงานศึกษาวิจัยของนักวิชาการมาแย้งงานวิจัยของพิว โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก [2] ระบุว่าการโกงการเลือกตั้งในประเทศสหรัฐอเมริกามีอยู่จริง แต่ไม่ได้ทำกันอย่างดาษดื่นอย่างที่ทรัมป์กล่าว โดยพบว่าระหว่างปี 2000 – 2012 มีการโกงการเลือกตั้งประมาณ 2,068 ราย เมื่อเทียบกับผู้ลงคะแนนเสียงทั้งหมด 146 ล้านคน หรือน้อยกว่า 1% ของผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่เล็กมากและไม่น่ามีผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งแต่อย่างใด

แต่ก็มีสื่อฟากพรรครีพับลิกันเช่น The Federalist [3] ออกมาให้เหตุผลที่น่าฟังว่า ตัวเลขที่แจ้งอย่างเป็นทางการไม่น่าจะใช่ตัวเลขจริง หมายความว่าน่าจะมีกรณีโกงการเลือกตั้งมากกว่านี้หลายเท่า แต่ไม่มีใครใส่ใจรายงานก็เท่านั้นเอง เพราะการรายงานแจ้งความประเภทนี้เป็นคดีอาชญกรรมที่ไม่มีเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ทำให้คนไม่สนใจรายงานการโกงเลือกตั้ง

%e0%b8%ae%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5

ปัญหาการโกงเลือกตั้งนั้นไม่ใช่ไม่มีคนรู้ สารคดีเช่น Hacking Democracy [4] ก็เคยออกมาแฉว่าระบบการรวมคะแนนเลือกตั้งสามารถถูกแฮ็กได้ไม่ยาก เพราะระบบการลงคะแนนเดี๋ยวนี้เป็นอิเล็กทรอนิกซึ่งยังมีความอ่อนแอ่ นอกจากนั้น สำนักข่าวเล็กๆ [5] แห่งหนึ่งได้ดาวน์โหลดหลักฐานการโกงเลือกตั้ง โดยมีการเผยแพร่วิดีโอพูดคุยกับตัวแทนคนทำงานของพรรคเดโมเครตที่ให้สัมภาษณ์ว่ามีการโกงการเลือกตั้งจริง วิธีการคือนำรถบัสขนคนเพื่อตระเวนไปลงคะแนนเสียงในรัฐต่างๆ ฉะนั้น หนึ่งคนจะโหวตได้มากกว่าหนึ่งเสียง

voter

http://www.ncsl.org/research/elections-and-campaigns/voter-id.aspx

 

ผู้อ่านคงงงว่าทำได้อย่างไร ขออธิบายอย่างนี้ว่า แต่ละมลรัฐมีกฎการตรวจสอบผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต่างกันไป ดูภาพประกอบด้านบน เช่น รัฐวิสคอนซินกำหนดว่าทุกคนจะต้องแสดงบัตรติดรูปที่ทางราชการหรือมหาวิทยาลัยออกให้เท่านั้นถึงโหวตได้ (ซึ่งคล้ายกับการเลือกตั้งไทยที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน)

ส่วนรัฐมิชิแกน ต้องแสดงบัตรติดรูปแต่ไม่จำเป็นต้องออกโดยหน่วยราชการ แต่ถ้าไม่มีบัตรติดรูป ก็สามารถโหวตได้เช่นกัน แต่ต้องเขียนแบบฟอร์มแสดงตนว่าเป็นคนคนนั้นจริงๆ ถ้าตรวจสอบว่าไม่เป็นความจริง จะมีความผิดถึงขั้นจำคุก

ส่วนเขตปกครองพิเศษเมืองวอชิงตัน ดี ซี มีกฎที่หลวมที่สุด โดยผู้ที่โหวตครั้งแรกเท่านั้นที่ต้องแสดงหลักฐาน (จะใช้บัตรติดรูป หรือใช้บิลค่าน้ำค่าไฟแสดงตนก็ได้) แต่ถ้าเคยลงทะเบียนโหวตมาก่อนแล้ว ก็ไม่ต้องแสดงหลักฐานใดเลยในการลงคะแนนเลือกตั้งครั้งหน้า

ความหละหลวมของกฎหมายในหลายๆ รัฐทำให้ทรัมป์ตั้งข้อสงสัย โดยเฉพาะในรัฐที่มีคนอพยพที่เข้าประเทศแบบผิดกฎหมายอาศัยอยู่จำนวนมากเช่นรัฐเนวาดา พวกเขาสามารถสวมรอยไปลงทะเบียนใช้สิทธิ์โหวตให้พรรเดโมเครตได้ง่าย ซึ่งรัฐที่มีกฎหลวมๆ แบบนี้ เช่น รัฐนอร์ท แคโรไลนาเคยพยายามแก้กฎหมายบังคับให้ใช้บัตรติดรูปแสดงตน แต่กฎหมายก็ถูกล้มเพราะมีเหตุผลที่น่าคิดดังนี้

ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนเหมือนประเทศไทย บัตรที่ใช้แสดงตนส่วนใหญ่ก็คือใบขับขี่ ฉะนั้น คนจนที่ไม่มีรถขับก็จะไม่มีบัตรประจำตัว คนจนก็ยากที่จะมีพาสสปอร์ต กลุ่มหัวก้าวหน้าอย่างพรรคเดโมเครต จึงออกมาคัดค้านการแสดงบัตรติดรูปก่อนใช้สิทธิ์ เพราะเห็นว่าเป็นการตัดโอกาสคนจนในการออกไปเลือกตั้ง ซึ่งคนจนผิวสีส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงของพรรคเดโมเครตด้วย ส่วนทรัมป์และพรรครีพับลิกันบางคนก็เห็นว่าพรรคเดโมเครตต้องการกฎหลวมๆ เพราะอยากจะเปิดช่องให้เกิดการโกงเลือกตั้ง

อีกเหตุผลหนึ่งคือ จากประวัติศาสตร์อเมริกัน ปัญหาของการเลือกตั้งในอดีตคือการไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งของสตรีและคนผิวสี ฉะนั้น ตรรกะของกฎการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในสหรัฐฯ จึงเป็นลักษณะที่ตั้งกฎหมายไว้หลวมๆ เพื่อให้สิทธิ์ทุกคน (inclusiveness) แทนที่จะตั้งกฎหมายที่เข้มงวดแต่ต้องตัดสิทธิ์คนบ้างกลุ่ม (exclusiveness)

สรุป

ในการดีเบตครั้งสุดท้าย ผู้ดำเนินรายการถามคำถามทั้งทรัมป์และคลินตันว่า แม้ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร จะเคารพและยอมรับผลการเลือกตั้งหรือไม่ คลินตันตอบ“ยอมรับ” ส่วนทรัมป์บอกว่า “จะขอดูก่อน ไม่สามารถบอกได้ตอนนี้”

หนึ่งวันหลังจบดีเบต ทรัมป์ยังย้ำแบบติดตลกกับผู้สนับสนุนว่า “จะยอมรับผลการเลือกตั้ง… ถ้าตนเองชนะ”

ทำเอาทุกฝ่ายการเมืองหวั่นใจว่าการที่ทรัมป์ไม่ยอมรับการเลือกตั้งและโจมตีระบบการเลือกตั้งสหรัฐฯ จะกลายเป็นการปลุกระดมทำให้คนอเมริกันเสื่อมศรัทธาในระบบประชาธิปไตยของตนเองหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าคนอเมริกันหลายคนตกใจและไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าประเทศตนเองมีการโกงเลือกตั้ง

%e0%b8%ae%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5-%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99-ii

คำถามที่สำคัญคือ การเลือกตั้งสหรัฐฯที่กำลังจะมีขึ้นในไม่ช้า การแก้ปัญหาทั้งระบบคงทำไม่ได้ในขณะนี้ สิ่งที่ต้องทำคือแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าคือทำอย่างไรให้เกิดการโกงการเลือกตั้งหรือมีความผิดพลาดน้อยที่สุด ณ จุดเลือกตั้งนั้นๆ สิ่งที่ทั้งสองพรรคการเมืองสามารถทำได้คือส่งคนของพรรคไปร่วมกันตรวจสอบที่คูหา และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่คุมคูหาให้เข้าใจเรื่องกฎระเบียบอย่างชัดเจน ส่วนในอนาคตสภาคองเกรส และสภาท้องถิ่นจะมีการศึกษาและป้องกันไม่ให้เกิดการลงทะเบียนซ้ำซ้อนระหว่างรัฐ ไม่ให้เกิดการใช้ชื่อคนตายกลับมาใช้สิทธิ์ได้อย่างไรนั่นมีความสำคัญอย่างมาก และจะใช้หลักฐานใดเพื่อแสดงตนแต่ไม่ตัดสิทธิ์คนจนก็ต้องคิดเพื่อแก้ปัญหากันในระยะยาว

ขณะนี้ในหมู่คนรักทรัมป์มีกระแสในทำนองที่ว่าจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งถ้าทรัมป์แพ้ และจะออกมาปฎิวัติ (revolution) กันเลยทีเดียว จากการที่ทรัมป์สร้างกระแสต่อต้านผลการเลือกตั้งทำให้หลายฝ่ายการเมืองกำลังกังวล  ว่าการเลือกตั้งอเมริกาครั้งนี้จะจบลงอย่างไร โดยเฉพาะหลังจบการเลือกตั้ง จะมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างราบรื่นหรือไม่ และประธานาธิบดีคนใหม่จะมีแผนทำให้ประเทศกลับมาปรองดองกันอีกได้อย่างไร

[1] The PEW Center on the States

[2] Brennan Center for Justice

[3] The Federalist

[4] Hacking Democracy

[5] Rigging the Election – Video II : Mass Voter Fraud