Practical Report ความเป็นจริง เศรษฐกิจสหรัฐ

โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม Finansa Asset Management

  • ปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์และนักกลยุทธการลงทุนชั้นนำของโลกกำลังจับตาแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐอย่างตั้งใจเป็นอย่างยิ่ง
  • วิวาทะสำคัญคือ การชะลอลงของดัชนีชี้นำเศรษฐกิจทั่วโลกปัจจุบันนี้เป็นผลจากปัจจัยใดกันแน่ ซึ่งมีอยู่ 2 กลุ่มหลักๆ โดยกลุ่มที่ 1 เชื่อว่าการชะลอของเศรษฐกิจนี้น่าจะส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจโลกให้ชะลอลงมากตาม เพราะเศรษฐกิจสหรัฐประสบปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจโลกยังไม่ได้รับการแก้ไข ในขณะที่กลุ่มที่ 2 เห็นว่ามาจากปัจจัยชั่วคราวเพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกดดันการบริโภคให้ลดลงทั่วโลก และในที่สุดราคาน้ำมันจะลดลงเอง แต่ราคาลงเพราะเหตุใด อย่างไร กลับไม่มีนักวิเคราะห์ที่เชื่อมั่นในข้อนี้บอกเหตุผลไว้ และเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสินามึที่ญี่ปุ่นนั้นมีส่วนกระทบต่อการผลิตทั่วโลกให้ชะงัก โดยเฉพาะสินค้าอิเลกทรอนิกส์และยานยนตร์ จะกลับสู่ภาวะปกติในครึ่งปีหลัง
  • ส่วนใหญ่ของนักวิเคราะห์ชั้นนำของโลกเชื่อมั่นในข้อ 2) แต่ก็นั่นแหละเมื่อข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 2 ออกมาและเป็นไปในทางลบ นักวิเคราะห์ค่ายนี้อาจจะเปลี่ยนมุมมองได้ ตามที่ปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ ลอร์ดเคนส์ได้เคยกล่าวไว้

    When the facts change, I change my mind. What do you do, Sir.

Lord Keynes

ลอร์ด เคนส์ ผู้ถึงพร้อมคุณสมบัติที่นักเศรษฐศาสตร์ในอดีตกาลจนปัจจุบันไม่สามารถกระทำได้คือ 1) เป็นผู้ยกระดับ Paradigm ของวิชาเศรษฐศาสตร์ และ 2) เป็นนักลงทุนชั้นเลิศที่สร้างผลตอบจากการลงทุนในระดับที่สูงมาก

  • ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังชะลอลง แต่การชะลอลงของเศรษฐกิจสหรัฐ ไม่ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกต้องชะลอตัวลงมาก อย่างแย่ผลคือ เศรษฐกิจโลกจากที่ขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี อาจจะเหลือประมาณ 3.0-3.5% แต่คงไม่ต่ำกว่า 3% เพราะเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชีย นั้นขยายตัวแข็งแกร่งมากและน่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยลบล้างผลลบระดับหนึ่งของการชะลอตัวเศรษฐกิจสหรัฐ
  • ซึ่งมุมมองของผมอันนี้แตกต่างจากนักวิเคราะห์ในกลุ่มที่ 1 ที่เชื่อว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐหรือการกลับมาถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐจะนำพาเศรษฐกิจโลกให้ทรุดลงมาก เพราะผมไม่เห็นว่าการชะลอของเศรษฐกิจสหรัฐจะสร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจโลกให้กลับมาทรุดตัวลงในระดับที่มากอีกครั้ง คือขยายตัวต่ำกว่า 3 % ต่อปี อย่างแย่คือการชะลอลงระดับหนึ่งตามระบุในข้างต้น เพราะปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปแล้ว กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแม้จะมีสัดส่วนต่อจีดีพีโลกที่น้อยกว่า G-3 อันประกอบไปด้วยสหรัฐ ญี่ปุ่นและยุโรป แต่ประเทศกำลังพัฒนามีการขยายตัวทางจีดีพีที่สูง และเริ่มเป็นอิสระไม่ขึ้นกับกลุ่มประเทศ G-3
  • ผมไม่เห็นด้วยกับนักวิเคราะห์ค่ายที่ 2 ที่เชื่อว่า ตลาดหุ้นในเกือบทุกประเทศหลังวิกฤติ กำลังอยู่ในภาวะขาขึ้นยาวนาน (Super Cycle) เพราะมองแนวโน้มในแง่การฟื้นตัวดีมาก จนไม่เห็นสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งในที่สุดจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกให้ชะลอลงระดับหนึ่งและส่งผลให้รายได้ของบริษัทตะวันตกจำนวนมากซึ่งมีแหล่งรายได้ในประเทศของตนจะลดลงตาม และต่อเนื่องด้วยการปรับฐานของราคาหุ้นซึ่งจะต้องปรับตามแนวโน้มรายได้/กำไรที่ลดง ซึ่งผมคาดว่าการปรับฐาน น่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 3 ปีนี้เป็นต้นไป การประเมินแนวโน้มอาจจะต้องพิจารณารายภูมิภาคและรายบริษัทมิใช่มองในภาพรวมว่าหลังวิกฤติ หุ้นจะต้องอยู่ในขาขึ้นเหมือนๆกันหมด
  • ทำไม ผมถึงเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังจะชะลอตัว คำอธิบายที่ดีมากล่าสุดของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก ศ.ลอเรนซ์ ซัมเมอร์ (Prof. Lawrence Summers) อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีโอบามาและอดีตรัฐมนตรีคลังรวมทั้งเคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้เขียนบทความใน Financial Times เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 54 ในชื่อว่า How to avoid our own last decade ดังสรุปดังนี้
Lawrence Summers

ศาสตราจารย์ ดร. ลอเรนซ์ ซัมเมอร์ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกและเคยเป็นศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดของ Harvard University รวมทั้งเคยมีบทบาทในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในฐานะรัฐมนตรีคลัง ไม่ได้อยู่แค่หอคอยงาช้าง ดังเช่นนักวิชาการส่วนใหญ่

  • ศ. ซัมเมอร์ มีมุมมองที่แย่ต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยระบุว่าแม้ว่าสหรัฐจะดำเนินมาตรการต่างๆจนสามารถป้องกันไม่ให้ระบบการเงินพัง ทลายได้สำเร็จ แต่สหรัฐ กำลังอยู่ในครึ่งทางในก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สาบสูญทางเศรษฐกิจ โดยปกติแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวหลังวิกฤติด้วยอัตราการขยายตัวของจีดีพีอย่างแข็งแกร่งโดยควรจะอยู่ที่ประมาณ 6 % หรือสูงกว่าแต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจสหรัฐปัจจุบันในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีการขยายตัวต่ำกว่า 1 % เหมือนญี่ปุ่นหลังฟองสบู่แตกในทศวรรษ 90 ขณะนี้ สหรัฐมีคนว่างงานมากกว่า 10 ล้านคน สัดส่วนแรงงานมีงานทำต่อจำนวนแรงงานทั้งหมดลดลงจาก 63.1 % เป็น 58.4 %
  • ศ.ซัมเมอร์ ประเมินว่าปัญหาของเศรษฐกิจสหรัฐเกิดจากการขาดอุปสงค์ โดยเฉพาะการขาดอุปสงค์จากภาคธุรกิจในการจ้างงาน ดังจะเห็นจาก ความโน้มเอียงที่แรงงานจะลาออกรวมทั้งตำแหน่งงานใหม่อยู่ใกล้เคียงกับระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ การเพิ่มขึ้นของการว่างงานเกิดขึ้นในประชากรทุกกลุ่มอายุ และอัตรากำไรเพิ่มขึ้นมากสวนทางกับอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำบ่งชี้ว่านายจ้างกำลังมีอำนาจต่อรองที่สูงมากในทุกตลาด
  • โดยปกติวัฏจักรเศรษฐกิจสหรัฐ สามารถพิจารณาได้จากพลวัตเงินเฟ้อซึ่งจะเป็นไปในรูปแบบนี้กล่าวคือ หลังลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ผลที่ตามมาคือ การฟื้นตัวหลังวิกฤติจะขยายตัวในอัตราที่สูง จนกระทั่งธนาคารกลางเริ่มกังวลเงินเฟ้อจะเหยียบเบรกด้วยการขึ้นดอกเบี้ย หลังจากนั้น เงินเฟ้อชะลอลง แต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะได้แรงหนุนจากการลดดอกเบี้ยก่อนหน้าและการลงทุนที่คั่งค้างไว้ในช่วงวิกฤติ แต่สถานการณ์ปัจจุบันของสหรัฐนั้นไม่ใช่ แม้ว่าจะมีการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แต่เงินเฟ้อยังไม่มีสัญญาณในการเร่งตัว และธนาคารกลางยังไม่สามารถที่จะขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ ศ.ซัมเมอร์ประเมินว่า ภาคเอกชนสหรัฐไม่มีอุปสงค์ในการลงทุนเลยแม้จะมีเงินทุนในระบบเศรษฐกิจเหลืออยู่ค่อนข้างมาก
  • เป็นเรื่องที่น่าชวนขันเพราะเหตุที่ก่อให้วิกฤติเศรษฐกิจกับวิธีแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้นั้น ล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน กล่าวคือ วิกฤติเศรษฐกิจมีที่มาจาก การมีความเชื่อมั่นมากเกินไป การปล่อยกู้มากเกินไป การขอกู้มากเกินไป และการใช้จ่ายมากเกินไป แต่ทว่าการจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้นกลับกระทำในรูปแบบเดียวกลับที่ก่อให้เกิดวิกฤติ ด้วยการเพิ่มความเชื่อมั่น เพิ่มการปล่อยกู้ เพิ่มการขอกู้ และเพิ่มการใช้จ่าย เพราะวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจวิธีอื่นๆล้วนไม่ได้ผล
  • การถกเถียงในเรื่อง การลดการใช้จ่ายการคลังนั้น ศ.ซัมเมอร์เห็นว่า ควรจะยอมรับว่าภัยคุกคามเศรษฐกิจสหรัฐ คือการขยายตัวของจีดีพีในอัตราที่ต่ำ การถกเถียงในเรื่องการปรับลดการใช้จ่ายทางการคลังในระยะกลางจำเป็นที่จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการขยายตัวของจีดีพีในระยะใกล้ด้วย เพราะถ้าไม่มีการปรับลดอัตราภาษีของสหรัฐและเงินประกันสำหรับคนว่างงานในปีที่แล้ว เศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้จะเผชิญความเป็นไปได้ที่จะกลับมาสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง (Double Dip) ดังนั้น การถอนมาตรการการคลังที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในสิ้นปีนี้ เป็นการถอนที่เร็วเกินไป การกระตุ้นเศรษฐกิจควรกระทำและดำเนินต่อเนื่อง และควรจะมีการขยายมาตรการลดภาษีทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มประมาณ 2-3 % เพราะมาตรการเหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวในอีกปีหน้า
  • ศ.ซัมเมอร์เห็นว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในแนวทางที่ผิดพลาด (False Economy) เพราะมุ่งเน้นไปที่การประหยัดหรือลดรายจ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะผลที่ตามมาอาจจะทำให้เกิดผลร้ายต่อเศรษฐกิจ โดยไม่ยอมอาศัยประโยชน์จากโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยระยะ 10 ปีอยู่ในอัตราที่ต่ำ กว่า 3 % มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพราะการลงทุนนี้จะช่วยลดอัตราการว่างงานในภาคก่อสร้างซึ่งสูงเกือบ 20 %
  • ศ.ซัมเมอร์ประเมินว่า เร็วเกินไปที่สหรัฐจะเปลี่ยนนโยบายการเงินไปเป็นป้องกันฟองสบู่และเงินเฟ้อโดยที่ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าอุปสงค์นั้นมีเพียงพอ ทั้งนี้ เงินเฟ้อสหรัฐนั้น อยู่ในแนวโน้มขาลงและปัญหาของการขาดการกู้ยืมและการลงทุนนั้นมีความรุนแรงมากกว่าปัญหาความเชื่อมั่นมากเกินไป กฏหมายปฏิรูปการเงินสหรัฐหรือที่เรียกว่าดอดจ์-แฟรงค์นั้นเป็นความเหมาะสมที่ออกมาในการป้องกันต่อมูลเหตุที่ก่อให้เกิดวิกฤติสหรัฐในปี 51 ทว่า สิ่งที่เผชิญในปัจจุบันคือการที่มีความเชื่อมั่นน้อยเกินไป ไม่ใช่มากเกินไป และสหรัฐควรมาเน้นที่นโยบายในการเพิ่มความเชื่อมั่น
  • นโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ควรมุ่งเน้นมาที่ การแก้ปัญหาการขาดอุปสงค์ ที่ผ่านมารัฐบาลโอบามากระทำถูกแล้วในด้านส่งเสริมการส่งออกและเร่งทำข้อตกลงทางการค้า แต่ส่วนที่ควรจะเพิ่ม คือการเปิดวีซ่าให้คนเดินทางเข้าออกสหรัฐได้ง่ายขึ้น เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวสหรัฐ การศึกษาและบริการสุขภาพ ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐผ่านวิกฤติในปี 51 เพราะการดำเนินนโนบายอย่างเฉียบขาด แต่ในขณะนี้ สหรัฐควรจะยอมรับความจริงว่าปัญหาที่แท้จริงของเศรษฐกิจสหรัฐคือการขาดอุปสงค์
Richard Koo

นาย ริชาร์ด คู นักเศรษฐศาสตร์เชื้อสายจีนปัจจุบันเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัยโนมูระ ในสังกัดบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ ความคิดของคูในเรื่อง Balance Sheet Recession เริ่มได้รับการยอมรับจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

  • นายริชาร์ด คู (Richard Koo) นักเศรษฐศาสตร์เชื้อสายจีน ปัจจุบันเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัยโนมูระ ในสังกัดบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ ความคิดของคูในเรื่อง Balance Sheet Recession เริ่มได้รับการยอมรับจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ
  • หนังสือเล่มล่าสุดของนายริชาร์ด คู ที่อธิบายวิกฤติเศรษฐกิจญี่ปุ่นในทศวรรษ 90 จนถึงปัจจุบัน และวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลกในปี 1929 นอกจากนี้ ยังมีนัยที่เชื่อมโยงกับวิกฤติเศรษฐกิจของโลกในปี 2551
The Holy Grail of Macro Economics

หนังสือเล่มล่าสุดของนายริชาร์ด คู ที่อธิบายวิกฤติเศรษฐกิจญี่ปุ่นในทศวรรษ 90 จนถึงปัจจุบัน และวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลกในปี 1929 นอกจากนี้ ยังมีนัยที่เชื่อมโยงกับวิกฤติเศรษฐกิจของโลกในปี 2551

  • โดยสรุปแล้ว ผมคิดว่า ศ.ซัมเมอร์ได้รับอิทธิพลจากความคิดของนายริชาร์ด คู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัยโนมูระที่อาศัยประสบการณ์ของวิกฤติเศรษฐกิจญี่ปุ่นเมื่อ 20 ปีก่อนไปเปรียบเทียบกับวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของโลกในปี ค.ศ. 1929 และพบว่าปัญหาดังกล่าวนี้คือ ความย่ำแย่ของงบดุล (Balance Sheet Recession) ซึ่งสามารถแก้ได้โดยวิธีเดียวคือการใช้นโยบายการคลัง ซึ่งอันนี้นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากยังเข้าใจผิด เพราะประเมินว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลังได้ล้มเหลวมาแล้วในทศวรรษ 70 แต่ ริชาร์ด คูได้ประเมินว่า วิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2551 นั้นมิใช่วิกฤติเศรษฐกิจในรูปแบบทั่วๆไปที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สามารถแก้ได้โดยนโยบายการเงิน ไม่ควรใช้นโยบายการคลังเพราะจะล้มเหลวและทำให้เกิดเงินเฟ้อ แต่วิกฤติที่สหรัฐเผชิญปัจจุบันนี้เทียบได้กับวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของโลกในปี ค.ศ. 1929 ทีเดียว ซึ่งมีแต่นโยบายการคลังเท่านั้นที่จะแก้วิกฤติครั้งนี้

หมายเหตุ:บทความนี้ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 17 มิ.ย. 54 และ ฉบับวันที่ 24 มิ.ย. 54