Practical Report “สึนามิ – ซึบาสะ” กับการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหญิงของญี่ปุ่น

วินาทีที่ลูกกระทบตาข่าย พลันสกอร์บนป้ายในสนามแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เปลี่ยนเป็น  3-1  ชาวโลกได้ยินกิตติศัพท์ของ “ซามูไรสาว” ทีมชาติญี่ปุ่น กลายเป็นทีมแรกในเอเชียที่ผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหญิงได้สำเร็จ

แมตซ์นี้อยู่ในความทรงจำของหลายๆคนเพราะมันเต็มไปด้วยอารมณ์ที่น่าตื่นเต้นและประทับใจ เมื่อญี่ปุ่นเป็นฝ่ายไล่ตีเสมอถึงสองครั้งสองครา โดย อเล็กซ์ มอร์แกน ยิงให้ สหรัฐอเมริกาแชมป์เก่า 2 สมัยขึ้นนำในที่ 69 ก่อนที่อายะ มิยามะจะไล่ตีเสมอให้กับญี่ปุ่นในนาทีที่ 81 จนต้องต่อเวลาพิเศษ และก็เป็นสหรัฐฯที่ออกนำไปอีกครั้งจากการโหม่งของแอบบี วัมบัค ในนาทีที่ 104  แต่ก่อนหมดช่วงต่อเวลาพิเศษเพียง 3 นาที โฮมาเระ ซาวะ กัปตันทีมชาติญี่ปุ่นก็มาไล่ตีเสมอจนได้ ก่อนที่นาทีสุดท้ายของการทดเวลาญี่ปุ่นจะเหลือตัวผู้เล่นเพียง 10 คน โดยอาซุสะ อิวาชิมิสุ กองหลังของทีมจะถูกไล่ออกจากสนาม

ตลอดทั้งเกมส์ญี่ปุ่นได้แสดงให้เห็นถึงเลือดนักสู้ วิ่งสู้ฟัดตลอด 120 นาที ด้วยสภาพร่างกายที่บอบบางกว่าอย่างเห็นได้ชัด บวกกับอากาศที่หนาวของประเทศเยอรมนี แต่ก็ยังสามารถคว้าชัยชนะได้ โดย โฮมาเระ ซาวะ กัปตันทีมยังคว้าทั้งรางวัลรองเท้าทองคำ ดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์ 5 ประตู และ นักเตะยอดเยี่ยม “โกลเดนบอล” ทำให้น่าสนใจว่าอะไรเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จ

นักเตะสาวญี่ปุ่นฉลองแชมป์ฟุตบอลโลกหญิงครั้งแรก

นักเตะสาวญี่ปุ่นฉลองแชมป์ฟุตบอลโลกหญิงครั้งแรก โดยโฮมาเระ ซาวะ ดาวดังของทีมสวมหมายเลข10 เช่นเดียวกับ กัปตัน ซึบาสะ

“กัปตันซึบาสะ” การ์ตูนที่ออกเผยแพร่เป้นครั้งแรกในปี  1981  กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเตะหลายๆคนในทีม เรื่องราวของโอโซระ ซึบาสะ เด็กหนุ่มผู้หลงใหลและเป็นมิตรกับลูกฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก ตระเวนแข่งขันตั้งแต่ระดับโรงเรียน ระดับประเทศ ระดับโลกและระดับสโมสรโลก นั้นทำให้เด็กญี่ปุ่นในวัย  35  ปี ลงมาได้สัมผัสกลิ่นอายของเกมส์ลูกหนัง

แต่เดิมกีฬายอดนิยมในญี่ปุ่นก็คือ เบสบอล แต่การ์ตูนซีรีส์ดังกล่าวก็ได้สร้างความสนใจในเกมส์ฟุตบอล ซึ่งในขณะนั้นหากมีใครสักคนบอกว่า ญี่ปุ่นจะไปฟุตบอลโลก หรือ ญี่ปุ่นจะเป็นแชมป์โลก คงเป็นเรื่องที่น่าขัน

แต่ด้วยแรงบันดาลใจดังกล่าวที่ได้เห็นตัวการ์ตูนชื่อดังไปโลดแล่นในเวทีลูกหนังระดับโลก ทำให้ผู้อ่านหลายคน รวมไปถึงนักเตะของญี่ปุ่นหลายๆคนคิดว่ามัน “น่าจะเป็นไปได้” ญี่ปุ่นต่อยอดความสำเร็จและความกระหายของเพื่อนร่วมชาติด้วยการก่อตั้ง เจ-ลีก ในปี  1992  มีการดึงซุปเปอร์สตาร์อย่าง “เปเล่ขาว” ซิโก้ จากบราซิลเข้ามาสร้างกระแส โดยสโมสรต่างๆกระจายตามจังหวัดในญี่ปุ่น มีฐานแฟนบอลที่เหนียวแน่น และกลายเป็นต้นแบบของฟุตบอลลีกอาชีพในเอเชีย ในปี 1994 ญี่ปุ่นใช้กำลังผลักดันให้ “คาซู” คาซูโยชิ มิอูระ กลายเป็นนักเตะญี่ปุ่นคนแรกที่ไปเล่นยังยุโรป กับสโมสรเจนัว เนื่องจากมีสินค้าของญี่ปุ่นเป็นสปอนเซอร์

การ์ตูน กัปตันซึบาสะ ที่วาดโดย โยอิชิ ทากาฮาชิ

การ์ตูน กัปตันซึบาสะ ที่วาดโดย โยอิชิ ทากาฮาชิ

ในปี 1998 ญี่ปุ่นได้ผ่านเข้ารอบศึกฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายเป็นครั้งแรก ที่ประเทศฝรั่งเศสถึงแม้จะไม่ผ่านรอบแรก แต่ฝีเท้าของฮิเดโตชิ นากาตะ กลับไปเข้าตาแมวมองจากสโมสรในยุโรป และได้เซ็นสัญญากับ เปรูจา สโมสรในกัลโช เซเรีย อา ของอิตาลี ประกายความฝันที่ว่านักเตะเอเชียก็ดีพอที่จะเล่นในลีกยุโรปถูกจุดขึ้น ก่อนที่นากาตะ จะเป็นนักเตะญี่ปุ่นคนแรกที่คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา กับสโมสรโรม่า

ปี 2002 ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ในครั้งนี้ญี่ปุ่นผ่านเข้าไปถึงรอบที่ 2 ก่อนจะไปแพ้ตุรกี 1 – 0 ประตู แต่การที่เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกยิ่งเป็นการจุดชนวนความบ้าคลั่งในเกมส์ลูกหนัง การ์ตูน กัปตันซึบาสะออกมาตอกย้ำ ในซีรีส์ที่ชื่อ ว่า “Road to 2002″ ที่ว่าด้วยนักเตะญี่ปุ่นหลายคนไปค้าแข้งยังสโมสรดังๆในยุโรป ซึ่งก็เกิดขึ้นจริงหลังจากนั้น จุนอิจิ อินาโมโตะ ของอาร์เซนอล ชินจิ โอโนะ ของเฟเยนูรด์ ร็อตเตอร์ดัม ก็ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์กับสโมสรต้นสังกัดที่เป็นทีมชั้นแนวหน้าของโลก

ภาคต่อมาคือ Go For 2006 เป็นการต่อยอดความสำเร็จของนักเตะญี่ปุ่นที่ไปค้าแข้งในลีกยุโรป ซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดา ชุนสุเกะ นากามูระ ของ กลาสโกว์ เซลติก กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ในฟุตบอลระดับชิงแชมป์สโมสรยุโรป แต่ผลงานในฟุตบอลโลก 2006 ญี่ปุ่นกลับต้องตกรอบแรกด้วยการไม่ชนะใครเลย

จนปี 2010 ญี่ปุ่นตัดสินใจกลับมาใช้ผู้จัดการทีมชาวญี่ปุ่น ทาเคชิ โอกาดะ พาทีมไปเล่นรอบสุดท้ายที่แอฟริกาใต้ แฃะทะลุไปถึงรอบที่ 2 ก่อนที่จะแพ้จุดโทษ ปารากวัย ตกรอบ แต่ เคสุเกะ ฮอนดะ มิดฟิลด์จากทีม ซีเอสเคเอ มอสโกว์ กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ประจำทัวร์นาเมนต์ ที่ทีมชั้นนำในยุโรปอยากได้ไปร่วมทีม

นักเตะหลายๆคน ทั้ง นากาตะ ,โอโนะ และอินาโมโตะ เคยให้สัมภาษณ์ว่า การ์ตูนกัปตันซึบาสะคือหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้พวกเขาเล่นฟุตบอล และเชื่อว่าวันหนึ่งญี่ปุ่นจะขึ้นเป็นทีมแถวหน้าของโลก และจะไปเล่นในลีกยุโรปได้ นักเตะสาวในทีมชุดแชมป์โลกก็เชื่อมั่นไม่ต่างกัน

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ “การเปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นพลัง” ญี่ปุ่นพึ่งพบกับเหตุการณ์สึนามิ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สร้างความสูญเสียอย่างมาก เพื่อนและญาติของนักเตะหลายๆคนในทีมชุดแชมป์ฟุตบอลหญิงได้สูญเสียไปจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ภาพเหตุการณ์สึนามิในวันที่ 11 มีนาคม

ภาพเหตุการณ์สึนามิในวันที่ 11 มีนาคม

ทีมสปิริตนักสู้ครั้งนี้ญี่ปุ่นจึงสู้เกิน 100 เปอร์เซนต์ และเล่นอย่างไม่มีแรงกดดัน เนื่องจากไม่ได้เป็นทีมเต็งตั้งแต่แรก จริงๆแล้วนักเตะหลายคนนั้นมาจากชุดเหรียญทองเอเชียนเกมส์ ที่กวางโจวเมื่อปีที่ผ่านมา โดยญี่ปุ่นผ่านทั้งอังกฤษในรอบแรก เขี่ยเจ้าภาพเยอรมนีตกรอบในรอบที่ 2  และเอาชนะสวีเดนในรอบ 4  ทีมสุดท้าย ก่อนจะโค่นสหรัฐฯทีมเต็งในครั้งนี้ในรอบชิงชนะเลิศ

นักเตะหลายๆคนประกาศอุทิศชัยชนะครั้งนี้ให้กับคนทั้งชาติที่เพิ่งผ่านโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบร้อยปีของญี่ปุ่น เป็นการปลอบประโลมให้เพื่อนร่วมชาติหันหน้าสู้อีกครั้ง ซึ่งเหตุการณืแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับทีมชาติอิรัก ในปี 2007 ซึ่งคว้าแชมป์ เอเอฟซี เอเซียนคัพ ทัวร์นาเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ในปีที่สหรัฐฯทำสงครามถล่มดินแดนของ ซัดดัม ฮุสเซน และทั้งประเทศอิรัก รุกเป็นไฟ นักเตะของอิรักต้องเก็บตัวและฝึกซ้อม รวมถึงแข่งขันรอบคัดเลือกนอกประเทศตลอดเวลา แต่ก็ยังคว้าแชมป์ได้

SIU วิเคราะห์ว่าหัวใจของความสำเร็จในครั้งนี้อยู่ที่ “การสร้างแรงบันดาลใจ” โดยมีการปูโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น ต้องการจะไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ก็ต้องมีระบบลีกภายในประเทศที่เข้มแข็ง ฐานแฟนบอลที่ให้การสนับสนุน ไม่ใช่เอะอะจะประกาศว่าจะไปฟุตบอลโลกโดยที่ไม่มีการเตรียมพื้นฐานอย่างบางประเทศ รวมไปถึง “การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นพลัง” ในการรวมใจกำหนดเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งคาดว่าชัยชนะครั้งนี้ของทีมฟุตบอลหญิงญี่ปุ่นจะกลายเป็นกรณีศึกษาไปอีกนาน