Practical Report ทวิตเตอร์ (Twitter) : แหล่งฝึกฝนบ่มเพาะ “ภูมิปัญญา” ของคนรุ่นใหม่


เบื้องหน้า Twitter ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน

ความปวดร้าวของผู้ปกครองในยุคนี้ก็คือ การที่บุตรหลานมีพัฒนาการด้านความคิดน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะทักษะการอ่านหนังสืออย่างจริงจังเพื่อขบคิดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง ได้ถูกลดทอนลงไปโดยโทรทัศน์ วิทยุ และอินเทอร์เน็ต

ท่ามกลางความมืดมนนี้ Twitter ได้ประกาศก้องให้โลกหวนกลับมาสนใจการอ่านและขบคิดอย่างลุ่มลึกอีกครั้ง

Twitter อาจเสียเปรียบ Hi5 และ Facebook ตรงที่เน้นการสื่อสารผ่าน “ตัวหนังสือ” เป็นหลัก แต่จุดนี้ได้กลับกลายเป็น ข้อดีตรงที่สามารถบีบบังคับให้ “ผู้เล่น” ที่ปรารถนาจะโดดเด่นและเป็นที่ชื่นชอบของคนในชุมชน Twitter จะต้องฝึกฝนความสามารถผ่านการขบคิดกลั่นกรอง เพื่อสลักเสลาตัวอักษรออกมาอย่างงดงามและลุ่มลึก ภายใน 140 ตัวอักษรเท่านั้น

คุณไม่อาจใช้ “ภาพและเสียง” มาเป็นเครื่องมือในการดึงดูดและกลบเกลื่อน “เนื้อหา” ที่ด้อยคุณภาพได้อีกต่อไป

ขนาดข้อความเพียง 140 ตัวอักษร ถือเป็นแบบฝึกฝนทักษะการเขียนของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี เพราะในการเขียน Blog นั้น แม้จะมีความยาวที่น้อยกว่าการเขียนหนังสือ แต่สำหรับมือใหม่นั้นก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเขียนบทความสั้นๆ แม้เพียง 1 หน้ากระดาษ โดยเฉพาะในเมืองไทยที่มีวัฒนธรรมการอ่านและการเขียนยังไม่แข็งแรงทัดเทียมกับโลกตะวันตก

หากเรากล้ายอมรับความจริงที่เจ็บปวดนี้ สังคมไทยย่อมสามารถเริ่มต้นจาก Twitter เพื่อทำให้นักเขียนใหม่เกิดกำลังใจในการทำงาน และเมื่อพัฒนาบ่มเพาะจนถึงระดับหนึ่งแล้ว ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่จะยกระดับไปสู่การเป็น Blogger ซึ่งสามารถผลิตงานเขียนที่มีคุณภาพเพื่อนำเสนอสู่สายตามหาชนได้

บางทีความล้มเหลวในการปลุกกระแสนักข่าวพลเมือง (Citizen Journalism) ที่เรียกร้องให้คนธรรมดาสามารถรายงานข่าวที่มีคุณภาพสู่สาธารณชนได้นั้น อาจไม่ใช่เพราะคนไทยเกียจคร้านไม่รักดี แต่เป็นเพราะไม่มีเวทีเล็กๆแบบ Twitter ให้คนธรรมดาได้ฝึกฝนบ่มเพาะตัวเอง

อย่างไรก็ตาม มือใหม่ทั้งหลายก็อาจไปติดหล่มของการโพสต์แบบ 140 ตัวอักษร โดยไม่มีสาระอะไรเลยได้เหมือนกัน แต่เนื่องจากกระแส Twitter กำลังได้รับความนิยม จนทำให้คนดังและไอดอลจำนวนมาก ต้องเข้ามาแสวงหาฐานที่มั่นในโลก Twitter ดังนั้น มือใหม่ที่ชื่นชมในตัวไอดอล ก็จะเข้ามาติดตามเนื้อหาสาระของเหล่าไอดอล และเพื่อให้ความคิดของตนเองได้รับความสนใจจากไอดอล มือใหม่ย่อมต้องรู้จักเรียนรู้และปรับปรุงข้อความของตนเอง จากการศึกษาข้อความที่งดงามลุ่มลึกของเหล่าไอดอล

ความสำเร็จหรือล้มเหลวของคนรุ่นใหม่ในการเรียนรู้ความคิดดีๆ และฝึกฝนทักษะการเขียนผ่านโลก Twitter จึงขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของไอดอลที่จะทยอยกันเข้ามาสร้างสีสันให้กับโลก Twitter

ยิ่งกว่านั้น การดึงดูด “ไอดอล” ให้สนใจในข้อความที่เราเขียน (Tweet) ออกไป ก็ยังเป็นการฝึกฝนทักษะด้านกลยุทธ์อีกด้วย เพราะการเขียนข้อความให้สวยงามและมีสาระนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะดึงดูดไอดอลที่ในแต่ละวันมีคนรุมล้อมและเข้ามาทักทายนับไม่ถ้วน มือใหม่จึงต้องรู้จักวางกลยุทธ์เพื่อเรียกร้องความสนใจอีกด้วย

แน่นอนว่า อาจมีไอดอลบางคนที่ขาดทักษะในการนำเสนอข้อความที่น่าสนใจใน Twitter ก็ยังสามารถเข้ามาเรียนรู้จากบุคคลต่างๆในชุมชนทวิตเตอร์ได้เช่นกัน

เนื่องจาก Twitter มีข้อจำกัดในการโพสต์รูป ดังนั้น การนำเรื่องส่วนตัวมาเล่าผ่านตัวอักษรเพียงอย่างเดียว จึงไม่อาจดึงดูดความสนใจของมหาชนได้อีกต่อไป ไอดอลจึงอาจต้องนำเรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวงการทำงานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน อาจารย์ นักธุรกิจ และนักการเมือง มาสร้างเป็น Story เพื่อรักษาความนิยมของตัวเองไว้ ดังนั้น ผู้เล่น Twitter จึงได้รับความรู้ที่หลากหลายสาขาพร้อมกันในคราวเดียว

ยิ่งถ้าหากไอดอลซึ่งมีอาชีพต่างกันได้มาสนทนาร่วมกันด้วยแล้ว ก็ย่อมเกิดการเชื่อมร้อยศาสตร์สาขาที่แตกต่างเข้าด้วยกัน (Medici Effect) ตกผลึกเป็นขุมความรู้ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จุดประกายให้ผู้อ่าน (Follower) ได้เปิดมุมมองโลกทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ของตนให้ลึกซึ้งกว้างไกลยิ่งขึ้น

ในโลกจริงที่มีขีดจำกัดของเวลาและสถานที่ การที่ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาจะมีโอกาสเข้ามาร่วมสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันนั้น ย่อมเป็นไปได้ยากหรือมีต้นทุนที่สูงเกินไป ยิ่งกว่านั้น ภาพลักษณ์ของการเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชา ยังขีดเส้นจำกัดให้พวกเขาไม่สามารถแสดงความรู้ที่นอกเหนือสาขาเฉพาะทางของตนได้มากนัก แต่บรรยากาศในโลก Twitter ที่มีลักษณะกึ่งทางการกึ่งส่วนตัวย่อมทำให้การทำลายกำแพงอัตตา เพื่อนำไปสู่ “บทสนทนาข้ามศาสตร์สาขา” (interdisciplinary dialogue) สามารถเกิดขึ้นได้อย่างงดงามไหลลื่น

หากบริหารจัดการอย่างถูกวิธี Twitter ย่อมสามารถเป็นจุดนัดพบ (hub) ที่นำไปสู่ความร่วมมือใหม่ๆ ในการผลิตความรู้ข้ามสาขาวิชาที่น่าตื่นตาตื่นใจและเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติได้อีกมากมาย

สุดท้ายแล้ว Twitter ยังเป็น “ชุมชนแห่งโอกาส” ที่เปิดกว้างให้คนธรรมดาสามารถกลายเป็นไอดอล ได้โดยผ่านศิลปะการประพันธ์ข้อความสั้นๆ ที่เรียบง่ายแต่ลุ่มลึก ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นพื้นที่ในการแสดงความสามารถให้ผู้หลักผู้ใหญ่ได้แลเห็น ซึ่งไม่แน่ว่าอาจนำไปสู่โอกาสด้านการงานในอนาคตได้อีกด้วย

สิ่งที่จะพิสูจน์ว่า Twitter เป็นแหล่งฝึกฝนบ่มเพาะความรู้ของคนรุ่นใหม่ หรือเป็นเพียงเครื่องมือในการระบายอารมณ์ไร้สาระใส่กันในแวดวงเล็กๆของคนรู้จัก ย่อมขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของผู้หลักผู้ใหญ่และไอดอลในแวดวงอันหลากหลาย ทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง ศิลปิน วิศวกร ฯลฯ ที่จะใส่ใจและอุทิศเวลาอันมีค่าในการส่งมอบ “ข้อความดีๆ” ให้กับโลก Twitter เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ได้ร่วมกันฝึกฝนบ่มเพาะภูมิปัญญา

หากในโลกจริงที่มีขีดจำกัดด้านเวลา สถานที่ อัตตา และบริบทวัฒนธรรม จนทำให้ผู้ใหญ่ไม่สามารถอบรมสั่งสอนเยาวชนให้เป็นคนดีได้ บางที Twitter อาจเป็นเครื่องมือที่เพียบพร้อม ซึ่งรอคอยให้ผู้ใหญ่ใจดีเข้ามาช่วยกันเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปสู่อนาคตที่เต็มไปด้วยความหวัง

  • @@

    เป็นบทสรุปสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ นำไปเผยแพร่ให้ทางเฟสบุ๊คแล้ว คาดว่าน่าจะทำให้มีคนมีใช้ทวิตเตอร์เพิ่มขึ้น

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ขอบคุณที่ช่วยเผยแพร่นะครับ จะได้ดึงผู้คนจากทั่วสารทิศ มาจุ้มปุ๊กกับเราเหล่าทวีตชน

  • @@

    บ่มเพาะภูมิปัญญา งดงาม

  • Passion

    + ความสำเร็จหรือล้มเหลวของคนรุ่นใหม่ในการเรียนรู้ความคิดดีๆ
    + ศิลปะการประพันธ์ข้อความสั้นๆ ที่เรียบง่ายแต่ลุ่มลึก

  • http://edtechblog.edu.ku.ac.th/kwanrat/ kwanrat

    ความคิดสร้างสรรค์ผ่าน 140 ตัวอักษร

  • Nameless

    คนบางกลุ่มก็มีไว้ โฆษณา ชวนเชื่อ ปั่นหัว คนอื่นๆ ไปวันๆ