Practical Report “เผาธงชาติสหรัฐฯ” ผิดกฎหมายหรือไม่

สรินณา อารีธรรมศิริกุล
sarinna.aree@gmail.com

ในช่วงนี้นอกจากโผรายชื่อคณะรัฐมนตรีของทรัมป์ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ (ทั้งติและชม) กันแล้ว ก็ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมาให้ถกเถียงในสังคมอเมริกันไม่แพ้กัน นั้นก็คือเรื่อง “การเผาธงชาติสหรัฐฯ” เหตุเกิดในการประท้วงต่อต้านว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ และวันต่อมา ทรัมป์ก็เขียนลงทวิตเตอร์ของตนเองบอกว่า คนที่เผาธงชาติสหรัฐฯควรถูกจำคุกหรือถูกเพิกถอนสัญชาติอเมริกัน

ทวิตเตอร์ของทรัมป์น่าจะได้ใจคนอเมริกันคลั่งชาติที่เป็นแฟนคลับทรัมป์จากแคมเปญหาเสียงไปไม่น้อย แต่ในทางตรงกันข้าม ข้อความจากทวิตเตอร์นี้ก็ทำให้หลายคนกังวลมากขึ้น เรื่องอุปนิสัยทรัมป์ที่ดูจะคล้ายคลึงกับผู้นำเผด็จการในประเทศโลกกำลังพัฒนา ที่พอเกิดอะไรขึ้นก็ขู่จะเอาฝ่ายตรงข้ามเข้าคุกตลอดเวลา ตั้งแต่คลินตันไปจนถึงประชาชนคนธรรมดาทั่วไป

คำถามคือ การเผาธงชาติสหรัฐฯผิดกฎหมายหรือไม่ และคนอเมริกันคิดและมีปฎิกิริยาอย่างไรกับเรื่องนี้ ผู้เขียนต้องขอบอกว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นใหม่สำหรับผู้เขียนเหมือนกัน การเขียนบทความนี้จึงเป็นการค้นหาข้อมูลมาเพื่อนำมาเล่าสู่กันฟัง

เผาธงชาติผิดกฎหมายหรือไม่

ในอดีตที่ผ่านมามีผู้ประท้วงที่ทำการเผาธงชาติหรือธงของมลรัฐแล้วถูกเอาผิดทางกฎหมายจากผู้มีอำนาจของรัฐ จนถึงขั้นเป็นเรื่องราวส่งไปพิพากษาในศาลสูงสหรัฐฯมาแล้ว เช่นในคดีระหว่างมลรัฐเท็กซัสและนายจอห์นสัน (Texas v. Johnson)[1] โดยในปี1989 ศาลสูงตัดสินว่าการเผาธงนั้นไม่ผิด ทำให้สภาคองเกรสแก้ไขกฎหมาย Flag Protection Act (1968) เพื่อตอบโต้คำพิพากษาของศาลสูง ต่อมาคดีความระหว่างรัฐบาลกลางสหรัฐกับนายอิชแมน (U.S. v. Eichman)[2] ศาลสูงมีคำตัดสินในปี 1990 ว่าการเผาธงชาติเป็นการกระทำที่ทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ฉะนั้น กฎหมายที่ลงโทษผู้เผาธงชาติจึงถือว่าขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญ การที่“ว่าที่ประธานาธิบดี”ออกมาทวิตให้จำคุกหรือถอนสัญชาติของคนที่เผาธงชาตินั้น จึงทำไม่ได้ทางกฎหมาย

คำอธิบายของหนึ่งในผู้พิพากษาศาลสูงที่ชื่อแอนโทนิน สกาเลีย (Antonin Scalia) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านช่องซีเอ็นเอ็นเมื่อปี 1992 กล่าวว่าคำพิพากษาในคดีนี้ ไม่ใช่ความเห็นชอบส่วนตัวของเขาว่าการเผาธงชาตินั้น “ควรทำหรือไม่ควรทำ” แต่เป็นการตีความจากหลักรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับที่หนึ่งว่าการเผาธงชาตินั้น “ทำได้หรือทำไม่ได้”

หลักรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับที่หนึ่งเขียนว่า คนอเมริกันได้รับการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกทางคำพูด (freedom of speech) ที่ต่อต้านรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจของรัฐ ซึ่งสกาเลียอธิบายต่อว่า คำว่า freedom of speech นั้นไม่สามารถตีความตรงตัวได้ว่าเป็นแค่คำพูดที่ออกจากปากเท่านั้น แต่รวมถึงการแสดงออกในการเผาธงชาติก็คือ freedom of speech อย่างหนึ่งด้วย และโดยเฉพาะเมื่อเป็นการกระทำที่ต่อต้านรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจของรัฐ ยิ่งไม่ควรถูกปิดกั้น เพราะนั้นจะกลายเป็นการปิดปากประชาชนเหมือนที่รัฐบาลเผด็จการทำ ฉะนั้น การเผาธงชาติคือเสรีภาพของประชาชนอเมริกันที่ถูกปกป้องภายใต้หลักรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ

แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าความพยายามของนักออกฎหมาย (Lawmakers) จะจบลง วุฒิสภาได้ผลักดันให้ผ่านกฎหมายFlag Protection Law[3] อีกครั้งในปี 2005 ที่ระบุบทลงโทษว่าถ้ามีการเผาธงให้มีความผิดทางกฎหมายคือ เข้าคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับประมาณ 1 แสนเหรียญ แต่การผลักดันดังกล่าวไม่ได้รับการสนับสนุนเพียงพอ

ฉะนั้น ถ้าในอนาคตจะมีการผลักดันให้มีกฎหมายปกป้องธงหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์คงจะไม่ใช่เรื่องแปลก ผู้พิพากษาสกาเลียที่ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นเป็นผู้พิพากษาหัวอนุรักษ์นิยม เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งประธานาธิบดีคนต่อไปก็คือทรัมป์จะต้องทำการสรรหาผู้พิพากษาคนใหม่เพื่อเข้ามาทำหน้าที่แทนที่ผู้พิพากษาสกาเลีย  และขณะนี้มีผู้พิพากษาอีกสองคนที่มีอายุเกิน 80 ปีและอาจจะอยากเกษียณอายุในเร็วๆ นี้ (ตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงไม่มีการกำหนดอายุเกษียณ) ก็อาจจะทำให้ทรัมป์มีโอกาสสรรหาผู้พิพากษาได้อีก 2 คน ฉะนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์อาจมีโอกาสตั้งผู้พิพากษาศาลสูงถึง 3 คนจากสมาชิกทั้งหมด 9 คน และสามารถทำให้ศาลสูงมีหัวเอียงไปทางอนุรักษ์นิยมมากกว่าเดิม

ในบรรดานักการเมืองเอง แม้ว่าหลายคนจะเห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลสูงเช่นประธานาธิบดีบารัก โอบามา หรือประธานวุฒิสภาของพรรครีพับลิกันนายมิช เม็กคอนเนล (Mitch McConnell) แต่ก็มีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยเลยจากทั้งสองพรรคที่ไม่เห็นด้วยและต้องการออกกฎหมายเอาผิดคนเผาธงชาติ เช่นฮิลลารี คลินตันตอนเป็นวุฒิสมาชิกก็เป็นหนึ่งในผู้เสนอกฎหมาย Flag Protection Act (2005) ที่ต้องการเอาผิดคนเผาธงชาติ และวุฒิสมาชิกโจ แมนชิน (Joe Manchin) จากพรรเดโมเดรต ก็เช่นกัน เขาให้สัมภาษณ์กับสถานีข่าวNBC ว่าถ้าเขาเห็นคนเผาธงชาติ ในใจอยากจะเข้าไปต่อยตีคนๆ นั้น และยังกล่าวเสริมว่า “ถ้าคุณไม่ชอบพวกเรา ถ้าคุณไม่พอใจธงที่เป็นตัวแทนประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ก็ออกไปจากประเทศนี้ อย่าเผาธง ออกไปซะ”[4]

คนอเมริกันคิดและมีปฎิกิริยาอย่างไร

ตอนแรกผู้เขียนคิดว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่น่าจะแคร์ แต่จากเหตุการณ์หลายอย่างที่สังเกตเห็น อาจจะไม่ใช่อย่างที่ผู้เขียนคิด  รวมทั้งการสนับสนุนของนักการเมืองทั้งสองพรรคการเมืองที่ผ่านมา แม้จะไม่สามารถผ่านกฎหมายได้ แต่กฎหมายเอาผิดการเผาธงนั้นดูจะเป็นที่ชื่นชอบอยู่มากพอสมควรในฝ่ายการเมือง ส่วนคนอเมริกันทั่วไปคิดอย่างไร

จากการสำรวจของ Gallup Poll[5] ในปี 2006 คนส่วนใหญ่จากกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าควรมีการลงโทษเอาผิดคนเผาธง แม้ว่าเทรดของการเห็นด้วยจะลดลงเรื่อยๆ ก็ตาม คือ 62% เห็นด้วยกับกฎหมายปกป้องธงในปี 1995 และลดลงเหลือ 56% ที่เห็นด้วยในปี 2006  และล่าสุดการสำรวจคราวๆ ของหนังสือพิมพ์ The Huffington Post[6] สะท้อนว่าแม้ว่าคนอเมริกันจะอยากได้กฎหมายปกป้องธงชาติ แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการเสนอให้ถอดถอนสัญชาติอเมริกันของคนเผาธงตามที่ทรัมป์ทวิต

ที่น่าสนใจคือ ความขัดแย้งเรื่องเผาธงได้หรือไม่ได้นั้น ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมาจากการมองเห็น “สัญลักษณ์ภายใต้ธง” ที่แตกต่างกันของคนอเมริกัน ยกตัวอย่างเช่น หนึ่งในผู้ดำเนินรายการ The View รายการผู้หญิงที่ออกอากาศทุกวันธรรมดา ช่วงแรกของรายการจะมีการแสดงความคิดเห็นเรื่องสังคมและการเมืองจากพิธีกรที่มีหัวก้าวหน้าและหัวอนุรักษ์นิยม

หนึ่งในผู้ดำเนินรายการชื่อพอลล่า ฟาริสเห็นด้วยกับการมีกฎหมายเอาผิดการเผาธง แต่ก็เข้าใจว่าตอนนี้ทำไม่ได้เพราะผิดหลักรัฐธรรมนูญ ซึ่งเธอได้กล่าวประโยคเดียวกันกับวุฒิสมาชิกแมนชินว่า “ถ้าคุณไม่ชอบประเทศนี้ ก็ให้ออกไป” ซึ่งอีกฟากหนึ่งของโต๊ะที่มีนักแสดงชื่อดังวูปบี้ โกลเบริ์กเป็นพิธีกรได้ตอบโต้อย่างดุเดือดว่า การเผาธงของผู้ประท้วงไม่ได้หมายถึงการไม่ชอบประเทศนี้ แต่เป็นการแสดงออกที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างประเทศ หรือเรื่องอื่นๆ ต่างหาก อย่าเหมารวมว่าคนเหล่านั้นไม่ชอบประเทศนี้ เพราะสองประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกัน และเราไม่มีสิทธิ์ไล่ใครออกนอกประเทศ ส่วนฟาริสตอบกลับว่า เขาเห็นว่าธงชาติคือสัญลักษณ์ของทหารที่เสียสละชีพออกรบในนามของประเทศนี้ ทำให้การเผาธงคือการไม่เคารพทหารอเมริกันและประเทศสหรัฐฯ

เหตุการณ์ข้างต้นเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า คนอเมริกันมองความหมายหรือสัญลักษณ์ภายใต้ธงชาติผืนเดียวกันแตกต่างกัน หลายคนเห็นว่าธงหมายถึงนโยบายรัฐบาล และเมื่อไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐก็แสดงออกด้วยการเผาหรือเหยียบหรือทำลายธง เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐ ซึ่งพวกเขามองว่านี่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าประเทศนี้มีอิสระเสรีภาพและมีความเป็นประชาธิปไตย แต่อีกหลายคนที่เห็นว่าธงชาติคือสิ่งศักสิทธิ์และเป็นสัญลักษณ์ของทหารที่ออกไปเสียสละสู้รบกับศัตรูเพื่อประเทศนี้ เพราะเมื่อทหารเสียชีวิตในสมรภูมิ ตัวแทนของกองทัพจะมาแจ้งข่าวร้ายให้กับครอบครัวพร้อมมอบธงชาติให้เป็นสัญลักษณ์ ทำให้สองกลุ่มนี้มีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการเผาธงชาติ

ความหมายของธงไม่น่าจะมีความหมายจำกัดอยู่เพียงสองประเด็นข้างต้นเท่านี้ แต่ละคนมีความเห็นแตกต่างกันไป ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีการทำการศึกษาและสำรวจความเห็นของคนไม่ใช่แค่ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกฎหมายเอาผิดการเผาธงชาติ แต่น่าจะมีการสำรวจว่า “ธง” มีความหมาย สัญลักษณ์ หรือความสำคัญอย่างไรสำหรับพวกเขา เพื่อที่จะเข้าใจความคิดของประชาชน

สรุป

การเผาธงชาติสหรัฐฯ ไม่ผิดหลักรัฐธรรมนูญ ทำได้ไม่ผิดกฎหมาย โดยศาลสูงตีความว่าการเผาธงชาติเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงออกทางคำพูดหรือ freedom of speech แต่จากการสำรวจความเห็นของคนอเมริกันส่วนใหญ่นั้น พวกเขาอยากให้มีกฎหมายขึ้นมาปกป้องธงและลงโทษคนเผาธงชาติ ซึ่งถ้ารัฐบาลทรัมป์จะยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาให้สภาพิจารณาใหม่ ก็สามารถทำได้ พร้อมไปกับการสรรหาผู้พิพากษาหัวอนุรักษ์นิยมที่จะทำให้ศาลสูงเอียงไปทางแนวคิดนี้ ตอนนี้พรรครีพับลิกันคุมเสียงข้างมากทั้งสองสภาซึ่งก็หมายถึงมีโอกาสผ่านกฎหมายปกป้องธง และสามารถส่งให้ศาลสูงตีความใหม่ได้ว่าการเผาธงขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ในทางกลับกัน สหรัฐฯเองก็เสี่ยงกับการถูกโจมตีจากประเทศอื่นทั่วโลกที่เคยถูกรัฐบาลสหรัฐฯเล็กเชอร์เรื่องหลักการประชาธิปไตย และเสี่ยงกับการเกิดความขัดแย้งภายในประเทศ เพราะอย่าลืมว่า การเผาธงสำหรับคนอเมริกันอีกกว่าค่อนประเทศถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพที่ควรถูกปกป้องภายใต้รัฐธรรมนูญและสามารถทำได้ตามหลักการประชาธิปไตย

[1] Facts and Case Summary – Texas v. Johnson

[2] US vs. Eichman, 496 US310 Supreme Court 1990

[3] S 1911 Flag Protetion Act of 2005

[4] Donald Trump Proposes Two Illegal Responses to Flag Burning

[5] Public Support Constitutional Amendment Flag Burning

[6] Most Americans Think Trump’s Position on Flag Burning Goes Too Far