ทำไมไม่มีใครเห็นวิกฤตเศรษฐกิจล่วงหน้า? นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษตอบคำถามพระราชินี

August 10, 2009

เมื่อเดือนพฤศจิยายน 2008 หลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกก่อตัวขึ้นได้ไม่นาน สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่สองได้เสด็จเยือน London School of Economics มหาวิทยาลัยด้านเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก และได้ตรัสถามหมู่คณาจารย์ นักเศรษฐศาสตร์ระดับหัวกะทิที่มารับเสด็จว่า “ทำไมไม่มีใครมองเห็นวิกฤตเศรษฐกิจล่วงหน้า?”

คำถามนี้ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่ง นำโดย British Academy ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาแห่งชาติด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จึงจัดสัมมนาเพื่อหาคำตอบให้กับคำถามของสมเด็จพระราชินีขึ้นในเดือนมิถุนายน 2009 จากนั้นนำผลที่ได้จากการถกเถียง แลกเปลี่ยน เขียนสรุปเป็นจดหมายเพื่ออธิบายคำตอบแก่สมเด็จพระราชินี

ผู้ร่วมการเสวนาของ British Academy ได้แก่ Tim Besley ศาสตราจารย์ของ London School of Economics และหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายด้านการเงินของธนาคารแห่งอังกฤษ อาจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยลอนดอน รวมถึงมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในสหราชอาณาจักร ตัวแทนจากภาคธุรกิจและภาคธนาคาร รวมไปถึงภาครัฐบาลและสื่อมวลชนด้านธุรกิจการเงินจำนวนมาก

จดหมายมีเนื้อความดังนี้…

ถวายแด่สมเด็จพระราชินี
พระราชวังบั๊กกิงแฮม
ลอนดอน

มาดาม,

เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จเยือน London School of Economics ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว พระองค์ได้ตรัสถามว่า “ทำไมไม่ใครสังเกตเห็นว่าเรากำลังจะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ” ทางสถาบันจึงได้จัดเวทีเสวนาขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2009 เพื่อถกปัญหานี้ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาคธุรกิจ ภาคการเงิน เจ้าหน้าที่กำกับดูแล ภาควิชาการ และภาครัฐบาล จดหมายฉบับนี้เป็นการสรุปมุมมองและเหตุผลของผู้เข้าร่วมเสวนาทั้งหมด และเราหวังว่าจดหมายฉบับนี้จะเป็นคำตอบให้กับคำถามของพระองค์ได้

มีคนจำนวนมากคาดเดาได้ว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น อย่างไรก็ตามไม่มีใครเลยที่สามารถพยากรณ์รูปแบบ ระดับความรุนแรง และเวลาที่เกิดได้อย่างถูกต้อง สิ่งสำคัญในการพยากรณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่แค่พยากรณ์รูปแบบของปัญหาได้อย่างถูกต้องเท่านั้น แต่ต้องระบุเวลาที่มันจะเกิดขึ้น รวมไปถึงการจัดเตรียมเครื่องมือแก้ปัญหาให้กับเจ้าหน้าที่จากภาครัฐผู้มีอำนาจรับผิดชอบได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

ก่อนหน้านี้มีคนเตือนเรื่องความสมดุลย์ของตลาดการเงินและระบบเศรษฐกิจโลกมากมาย ตัวอย่างเช่น ธนาคาร Bank of International Settlements ออกมาแสดงความกังวลหลายครั้งว่าระดับความเสี่ยงที่นักการเงินพูดกันยังไม่สะท้อนสภาพที่แท้จริงของตลาดการเงิน ส่วนธนาคารแห่งชาติอังกฤษของเราก็ได้ออกคำเตือนลักษณะเดียวกันหลายครั้งในรายงานเสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability Reports) ซึ่งออกปีละ 2 ครั้ง ธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศซึ่งปัจจุบันถือหุ้นใหญ่โดยสาธารณชน มีชื่อเสียงด้านการจัดการความเสี่ยงเพราะจ้างผู้จัดการด้านความเสี่ยงถึง 4,000 คน แต่ปัญหาคือการมองภาพความเสี่ยงทางการเงินทั้งระบบนั้นยากกว่าความเสี่ยงเฉพาะการกู้เงินหรือความเสี่ยงของเครื่องมือทางการเงินอย่างใดอย่างหนึ่งมาก วิธีการคำนวณความเสี่ยงในปัจจุบันมักสนใจเฉพาะกิจกรรมทางการเงินเฉพาะอย่าง ถึงแม้ว่าผู้คำนวณความเสี่ยงจะเป็นนักคณิตศาสตร์ชั้นเลิศจากทั้งในและต่างประเทศก็ตาม แต่พวกเขามักจะมองปัญหาในภาพใหญ่ไม่เห็น

มีคนอีกเป็นจำนวนมากเช่นกันที่เคยแสดงความเป็นห่วงในความไร้เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก เราผ่านช่วงเวลารุ่งเรืองของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งช่วยให้ประชากรในประเทศที่ยากจน โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ลืมตาอ้าปากและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจรอบที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดสภาพ “มีเงินออมมากเกินไปทั่วโลก” ซึ่งเป็นสาเหตุให้การลงทุนระยะยาวที่มีความเสี่ยงต่ำได้รับผลตอบแทนน้อยมาก นักลงทุนจึงหันไปลงทุนในกิจการที่มีผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ประเทศอย่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาได้ประเทศจากการเติบโตของจีน ทำให้สินค้าราคาถูกลง เมื่อผนวกกับการที่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในระบบการเงินได้ง่าย ทำให้ราคาบ้านทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐพุ่งสูงขึ้นมาก แน่นอนว่ามีคนจำนวนมากเตือนให้เห็นอันตรายเหล่านี้

แต่ถึงแม้ว่าจะได้ยินเสียงเตือนจำนวนไม่น้อย คนส่วนใหญ่ยังมั่นใจว่าภาคธนาคารรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ พวกเขาเชื่อว่าพ่อมดทางการเงินทั้งหลายจะค้นพบวิธีการจัดการความเสี่ยงแบบใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม แต่ในความเป็นจริงนักการเงินเหล่านี้กระจายความเสี่ยงแฝงลงในเครืองมือทางการเงินหลายประเภทต่างหาก แล้วทำเป็นเหมือนว่าความเสี่ยงถูกขจัดไปจนหมดแล้ว ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์แทบไม่มีใครเคยซ่อนความละโมภไว้ใต้วิธีคิดเชิงบวกได้ดีขนาดนี้มาก่อน ทุกคนคิดว่าตลาดการเงินเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีความเสี่ยงแบบเดิมๆ อีกแล้ว นักการเมืองทุกคนชื่นชอบภาวะเศรษฐกิจที่เติบโต เมื่อความคิดเหล่านี้ถูกสนับสนุนโดยโมเดลทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ที่พยากรณ์ความเสี่ยงขนาดเล็กในระยะสั้นได้ดี ยิ่งทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่าเป็นความคิดที่ถูกต้องเข้าไปใหญ่ ในขณะที่มีคนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่บอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าระบบเศรษฐกิจมีปัญหา คนส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในธนาคารซึ่งรวมเอาคณะกรรมการและผู้บริหารที่ชาญฉลาดจากทุกมุมโลก รวมถึงที่ปรึกษาที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่มีใครคิดว่านายธนาคารเหล่านี้จะตัดสินใจผิดพลาดหรือพวกเขาจะไม่สามารถจัดการความเสี่ยงขององค์กรตัวเองได้ นายธนาคารและนักการเงินรุ่นนี้หลอกตัวเองและหลอกคนที่เชื่อมั่นว่าพวกเขาคือวิศวกรที่เก่งกาจ ผู้เชี่ยวชาญในเศรษฐกิจขั้นสูงอันซับซ้อน

มุมมองในแง่ดีเหล่านี้เป็นสาเหตุว่าทำไมตลาดถึงพัฒนาวิธีการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมได้ช้านัก ภาคประชาชนได้ประโยชน์จากอัตราการว่างงานที่ต่ำ ราคาสินค้าที่ถูก และเครดิตเงินกู้ที่ได้มาโดยง่าย ภาคธุรกิจได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ ภาครัฐบาลได้ประโยชน์จากภาษีที่เก็บได้มาก ซึ่งทำให้รัฐบาลลงทุนในภาคการศึกษาและสาธารณสุขมากขึ้นตามไปด้วย การที่ทุกคนได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่เจริญเติบโต ทำให้เกิดภาวะทางจิตวิทยาที่ปฏิเสธความจริง วัฎจักรนี้เกิดขึ้นจากการหลอกตัวเอง

แม้ว่าภาครัฐมีหน้าที่กำกับดูแลความเสี่ยงเหล่านี้อยู่แล้ว แต่พวกเขาก็ทำงานได้ยาก มีบางคนพูดว่าหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กำกับความเสี่ยงเหล่านี้เปรียบได้กับ “เอาเหล้าออกจากงานปาร์ตี้ที่กำลังเฮฮาได้ที่” แต่นั่นคือพวกเขาต้องมีเครื่องมือจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมด้วย การกำกับดูแลด้านนโยบายของเขต City of London และ Financial Services Authority ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศอยู่แล้ว

คนจำนวนมากเชื่อว่าการรอให้เกิดปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้นและอหังสาริมทรัพย์ก่อนแล้วค่อยแก้ไขนั้นดีกว่าการพยากรณ์ปัญหาเหล่านี้ล่วงหน้า โดยเฉพาะในสหรัฐที่ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจมาได้หลังฟองสบู่ดอตคอมแตกในปี 2001 ปรากฎการณ์ในช่วงนั้นยิ่งช่วยสนับสนุนให้เราเชื่อว่าเราสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยยังคงต่ำมานาน ทำให้ไม่มีสัญญาณบอกว่าระบบเศรษฐกิจกำลังจะมีปัญหา การคุมดอกเบี้ยให้ต่ำและมีเสถียรภาพอย่างยาวนานเป็นผลงานของคณะกรรมการนโยบายทางการเงินของธนาคารแห่งอังกฤษ แต่อัตราดอกเบี้ยนี้ต่ำเป็นประวัติการณ์ บางคนมองว่านโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงทางการเงินได้ บางประเทศทดลองเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาซึ่งก็ไม่เกิดผลอันใด ในภาพรวมแล้ว คนส่วนมากเชื่อว่านโยบายทางการเงินควรใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเท่านั้น ไม่สามารถใช้แก้ไขปัญหาความไร้เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจได้

สรุปว่าปัญหาอยู่ที่ไหน? ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี ซึ่งจากการวัดผลที่ผ่านมาทุกคนก็มักทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมาตลอดอยู่แล้ว ปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากการสะสมตัวของความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันเป็นภาพกว้าง ซึ่งไม่อยู่ใต้ความรับผิดชอบขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง เมื่อผนวกกับจิตวิทยาความเชื่อของหมู่คณะ และความศรัทธาในพ่อมดทางการเงินทั้งหลาย จึงเกิดเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของวิกฤต ผู้รับผิดชอบแต่ละคนอาจมองว่าความเสี่ยงในส่วนของตัวเองนั้นมีขนาดเล็กๆ ซึ่งก็เป็นมุมมองที่ถูกต้อง แต่แท้จริงแล้วความเสี่ยงของทั้งระบบนั้นใหญ่โตมโหฬาร

คำถามของพระองค์คือทำไมไม่มีใครมองเห็นรูปแบบ ช่วงเวลา และระดับความรุนแรงของวิกฤตเศรษฐกิจล่วงหน้า คำตอบแบบสรุปนั้นเกิดจากนักการเงินที่ชาญฉลาดทั่วโลกต่างเข้าใจความเสี่ยงของเศรษฐกิจทั้งระบบผิดพลาด และมุมมองที่ผิดพลาดของแต่ละคนก็สะสมกันจนกลายเป็นทัศนคติที่ผิดพลาดในภาพรวม

เราถือว่าคำถามของพระองค์เรื่องการพยากรณ์ที่ผิดพลาดเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา ทาง British Academy จึงเสนอให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงธุรกิจ นวัตกรรมและทักษะแรงงาน รวมถึงธนาคารแห่งอังกฤษและคณะกรรมการกำกับดูแลด้านการเงิน ร่วมกันพัฒนาขีดความสามารถในการทำงานร่วมกันขึ้นมาใหม่เพื่อไม่ให้พระองค์ต้องถามคำถามนี้อีกในอนาคต ทาง British Academy จะจัดสัมมนาเรื่องนี้อีกครั้งในกลุ่มคนที่กว้างขึ้น เราจะรายงานผลที่ได้ให้พระองค์ทรงทราบ ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วช่วยให้พวกเราตื่นจากฝัน สุดท้ายแล้วมันจะเป็นประโยชน์หรือไม่ ขึ้นกับพวกเราว่านำมันมาใช้เป็นบทเรียนเพื่ออนาคตได้มากเพียงไหน

ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับใช้พระองค์

ศาสตราจารย์ Tim Besley
ศาสตราจารย์ Peter Hennessy

หมายเหตุ

Comments

2 Responses to “ทำไมไม่มีใครเห็นวิกฤตเศรษฐกิจล่วงหน้า? นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษตอบคำถามพระราชินี”

  1. 1. fatro on August 10th, 2009 14:45

    ชอบ “เอาเหล้าออกจากงานปาร์ตี้ที่กำลังเฮฮาได้ที่” เห็นภาพเลย

    เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยยังคงต่ำมานาน ทำให้ไม่มีสัญญาณบอกว่าระบบเศรษฐกิจกำลังจะมีปัญหา การคุมดอกเบี้ยให้ต่

    คำสุดท้ายตกสระแอครับ

  2. 2. Siam Intelligence Unit » สมเด็จพระราชินีคงไม่เคยฟังคำเตือนของเขา on December 1st, 2009 1:20

    [...] Tim Besley และ ศาสตราจารย์ Peter Hennessy เขียนจดหมายตอบถึงพระองค์ [...]

Got something to say?






;